|

หุ้นกลุ่มโรงกลั่นน่าจับตา เหตุค่าการกลั่นกลับมาไต่ระดับ
ผู้จัดการรายสัปดาห์(7 เมษายน 2551)
กลับสู่หน้าหลัก
ค่าการกลั่นมีแนวโน้มกลับมาโชว์ฟอร์มสูงอีกครั้ง เหตุความต้องการใช้น้ำมันในเอเชียยังสูงต่อเนื่อง สวนทางกำลังการผลิตลด โบรกแนะให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มนี้มากกว่าปกติ
บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เกียรตินาคิน แนะนำ เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยให้น้ำหนักการลงทุนใน TOP และ PTTEP จากราคาน้ำมันที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยไตรมาส 1/2551 อยู่ที่ 97 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 49% จากปีก่อนและค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 8.40 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าระยะสั้นทิศทางราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงจากการเทขายทำกำไรของ Hedge Fund รวมทั้งความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยของสหรัฐ
ถึงทิศทางราคาน้ำมันในระยะสั้นจะปรับตัวลดลง แต่ราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยราคาน้ำมันดิบไตรมาสแรกของปีนี้ อยู่ที่ 97.07 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 57.96 เหรียญต่อบาร์เรล ในไตรมาแรกของปี 2550 และ 88.91 เหรียญต่อบาร์เรลในไตรมาสสุดท้ายของปี 2550 จะเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการไตรมาส1/2551 ของ บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และราคาขายที่เพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันทำให้คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 1/2551 จะเพิ่มขึ้นทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อน จึงแนะนำซื้อลงทุน ราคาเป้าหมาย 195 บาท
ส่วนสถานการณ์โรงกลั่นยังมีทิศทางที่ดี จากค่าการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยค่าการกลั่นสิงคโปร์เฉลี่ยเดือนมีนาคม 2551 อยู่ที่ 8.40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 10.50% จากปีก่อน และ 27.60% จากเดือนก่อน
ด้านทิศทางค่าการกลั่นต่อจากนี้ไปยังแข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจากการติดตามข่าวมีการประกาศของ SK Energy ลดการส่งออก Gas Oil ในเกาหลีใต้ และการประกาศของ PetroChina ในการหยุดการส่งออก Gasoline ในเดือนเมษายน รวมทั้งการสั่งซื้อ Gas Oil เพิ่มขึ้นของ Indian Oil เพื่อส่งมอบในเดือนพฤษภาคม 2551
ขณะที่กำลังการผลิตในภูมิภาคคาดว่าจะปรับตัวลดลง หลังโรงกลั่นน้ำมัน S-Oil ในเกาหลีใต้ ประกาศหยุดเดินเครื่องจักรนอกฤดูกาล เนื่องจากปัญหาด้านกระแสไฟฟ้าที่ขัดข้อง โดยรงกลั่นดังกล่าวมีกำลังการผลิตกว่า 580 KBD คิดเป็น 2.60% ของกำลังการกลั่นรวมในภูมิภาค และ 0.8% ของกำลังการกลั่นทั่วโลก ทำให้มองว่าระยะสั้นทิศทางของค่าการกลั่นในครึ่งปีแรกยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง จึงยังให้น้ำหนักการลงทุนใน PTTEP และ TOP จากปัจจัยบวกในเรื่องของราคาน้ำมันและค่าการกลั่นที่ยังอยู่ในระดับสูง
สำหรับ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ในช่วงที่ผ่านมา ราคาหุ้นปรับตัวลดลงกว่า 13% จากสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และลดลงกว่า 21% จากสิ้นปี 2550 ขณะที่ SET ปรับตัวลดลงเพียง 5% จากสิ้นปี 2550 มองว่าปัจจัยลบที่มากระทบจะมาจากความกังวลเกี่ยวกับการบริโภคน้ำมันในสหรัฐที่คาดว่าจะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งกำลังการผลิตที่จะเข้ามาใหม่ของโรงกลั่น Reliance ในประเทศอินเดีย ขนาดกำลังการผลิตกว่า 580 KBD ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตในช่วงครึ่งปีแรก
ฝ่ายวิจัยมองว่ากำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นกว่า 22% จาก 225 KBD ในปี 2550 เป็น 275 KBD ในปี 2551 รวมทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตกว่าเท่าตัวของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี (TPX) จะเป็นปัจจัยหนุนผลประกอบการ TOP ขณะที่การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งของค่าการกลั่นในช่วงของต้นปีนี้ จะทำให้ค่าการกลั่นเฉลี่ยในปี 2551 ไม่น้อยกว่า 7 เหรียญต่อบาร์เรล ขณะที่ในปี 2550 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 7.64 เหรียญต่อบาร์
ทิศทางของผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2551 จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติไม้น้อยกว่า ไตรมาส 4/2550 แม้ว่าโรงงาน TPX จะอยู่ระหว่างการหยุดเพื่อขยายกำลังการผลิต แต่กำลังการผลิตของโรงกลั่นที่เพิ่มขึ้น 50 KBD หรือกว่า 22% จากปีก่อน ขณะที่การหยุดโรงงาน TPX บริษัทจะมีรายได้จากการขาย MX ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต PX ชดเชยรายได้ที่หายไปจากการหยุดโรงงาน TPX จึงยังให้น้ำหนักการลงทุนสำหรับ TOP โดยประเมินราคาที่เหมาะสมที่ 100 บาท ยืนคำแนะนำซื้อลงทุน
ด้านนักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ประเมินว่า แนวโน้มค่าการกลั่นในไตรมาส 2/2551 มีโอกาสปรับตัวสูงกว่าปัจจุบันที่แกว่งตัวที่ระดับ 10เหรียญสหรัฐได้ เนื่องจากความต้องการใช้นำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากประเทศที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขยายตัวอย่าง จีน อินเดีย และตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ในไตรมาส 2/2551 ผู้ประกอบการโรงกลั่นในเอเชียจะปิดโรงงานซ่อมบำรุงเครื่อง จึงส่งผลให้ค่าการกลั่นปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปอีก จากปริมาณที่ลดลง ซึ่งผู้ประกอบการในไทย เช่น TOP , PTTARไม่มีแผนการซ่อมบำรุงในช่วงนี้ จึงจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น
ดังนั้นจึงแนะนำ ซื้อ TOP เพราะมองว่าราคาหุ้นยังมีอัพไซด์จากราคาเป้าหมายค่อนข้างมาก และมองว่า TOP จะได้ประโยชน์จากการการปรับตัวของค่าการกลั่นในครั้งนี้สูงสุด เพราะเป็นโครงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของไทย มีกำลังการผลิตอยู่ในระดับสูง และจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 22% เป็น 2.75 แสนลิตรต่อวันในไตรมาส 2/2551 รวมทั้งมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
สำหรับ บล.กสิกรไทย ระบุว่าได้เริ่มการวิเคราะห์หุ้นกลุ่มปิโตรเคมี (PTTCH) และกลุ่มโรงกลั่น (IRPC, PTTAR และ TOP) อีกครั้ง โดยยังคงให้น้ำหนักการลงทุนที่ระดับ Overweight ทั้งนี้แนวโน้มในระยะสั้นของทั้งสองกลุ่มอุตสาหกรรมยังคงสดใสเนื่องจาก 1.ค่าการกลั่น (GRM) และส่วนต่างปิโตรเคมียังคงอยู่ในระดับสูงและคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นอีกในไตรมาส 2/51 เนื่องจากผู้ประกอบการมักปิดปรับปรุงโรงงานในช่วงดังกล่าวของปี และ 2. คาดว่าการเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จะเสร็จสิ้นลงในเดือนเมษายนนี้
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|