"ดอกเบี้ยแพงขึ้นเพราะความเสี่ยงประเทศสูงขึ้น"


นิตยสารผู้จัดการ( กรกฎาคม 2535)



กลับสู่หน้าหลัก

"สถาบันจัดลำดับความเสี่ยงของสหรัฐฯ เช่น สแตนดาร์ด แอนด์พัว และมูดี้เตรียมจะมีการปรับลดลำดับสินเชื่อ (CREDIT RATING) ของประเทศไทยในช่วงปลายปีนี้ อันเนื่องมาจากความผันผวนทางการเมือง "พฤษภาทมิฬ" ช่วงเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้รัฐบาลและบริษัทธุรกิจไทยหนาว ๆ ร้อน ๆ ไปตามกัน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมต่างประเทศคาดว่าปรับตัวสูงขึ้นถึง 0.25-0.5%"

ลำดับความเสี่ยงประเทศไทยเวลานี้

COUNTRY RISK เป็นตัวบ่งบอกว่า หลักทรัพย์ไทยที่จะนำไปจำหน่ายในต่างประเทศการกู้เงิน, การค้า ตลอดจนการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศ มีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ค่าของ COUNTRY RISK สามารถจัดลำดับได้โดยที่สถาบันจัดลำดับ COUNTRY RISK มีอยู่หลายสถาบันในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ทั้งนี้มีสถาบันที่เป็นที่น่าเชื่อถือในระดับโลกอยู่ 2 สถาบันคือ STANDARD'S&POOR (S&P) และ MOODY'S แห่งสหรัฐอเมริกา

ทั้ง 2 สถาบันได้จัดตั้งมาเกือบ 100 ปีแล้ว และเป็นที่ยอมรับในการจัดลำดับมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลที่ว่าผลการจัดลำดับมีความถูกต้องตามความเป็นจริงมาก

ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับการจัดลำดับจาก S&P ให้มีความน่าเชื่อถือสำหรับเงินกู้ระยะยาวในระดับ A- (ความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับสูงกว่าปานกลาง) ความน่าเชื่อถือสำหรับเงินกู้ระยะสั้นในระดับ A-1 (ระดับความปลอดภัยสูงมาก)

ส่วน MOODY'S จัดประเทศไทยอยู่ในระดับ A2 (ความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับสูงกว่าปานกลาง) สำหรับเงินกู้ระยะยาว และ P-1 (มีศักยภาพสูงในการชำระหนี้คืน) สำหรับเงินกู้ระยะสั้น (พิจารณาตารางแสดงการจัดลำดับสถานทางการเงินของ S&P MOODY'S ประกอบ)

ความน่าเชื่อถือ

การประเมินอัตราความเสี่ยงสำหรับแต่ละประเทศในโลกนี้มีหลักการพิจารณาอยู่ 2 ส่วนหลักคือ 1. ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะรวมทั้งความสามารถในการหาเงินมาได้และความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งในรายละเอียดของการวิเคราะห์ จะต้องดูการเติบโตของแต่ละภาคเศรษฐกิจ, โครงสร้างประชากร, ดุลการค้า, ดุลบัญชีเดินสะพัด, อัตราเงินเฟ้อ และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เป็นต้น 2. ความเสี่ยงด้านการเมืองจะรวมไปถึงระบอบการปกครองประเทศ เสรีภาพทางการเมือง, เสถียรภาพของพรรคการเมือง, นักการเมือง, นโยบายของรัฐบาล และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เป็นต้น

ทั้ง 2 ส่วนนี้จำต้องพิจารณาร่วมกันไป จะเน้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ และจากการใช้ข้อมูลทั้งด้านปริมาณ (ตัวเลขสถิติต่าง ๆ ) และคุณภาพ (นโยบายต่าง ๆ แนวความคิดผู้บริหาร เป็นต้น) จะทำให้ความเบี่ยงเบนของข้อมูลมีน้อยลง

เพื่อให้การจัดลำดับมีความถูกต้องมากขึ้น สถาบันจัดลำดับเช่น S&P หรือ MOODY'S จึงให้มีการ UP DATE ลำดับเป็นประจำทุกปี แต่หากประเทศใดมีการเปลี่ยนแปลงภายในที่มีผลต่อสถานะทางการเมือง และเศรษฐกิจอย่างมากแล้ว การ UP DATE นี้ก็จะสามารถทำได้ทันที และจะนำเสนอแก่สถาบันการเงินต่าง ๆ ทั่วโลกในรูปของจดหมายข่าว

ในกรณีของประเทศไทย เมื่อมีความผันผวนทางการเมืองอย่างมากในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา S&P ก็ให้ความสำคัญและได้เดินทางเข้ามาดูสถานการณ์เพื่อนำไปปรับลำดับให้เหมาะสมตามความเป็นจริง ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง การะทรวงการคลังต้องออกมาชี้แจงว่า สถานการณ์ยังไม่เลวร้ายจนถึงขั้นลดลำดับความน่าเชื่อ หากแต่เป็นการ "จับตา" (WATCH LIST) เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ได้มีการปรับลดเครดิตเรตติ้งสถาบันการเงินต่างประเทศบางแห่งที่เป็นเจ้าหนี้ของไทย ก็ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไปแล้วถึง 0.25%

ดอกเบี้ยแพงขึ้น 0.25%-0.5%

นักการเงินหลายท่านได้ให้ความเห็นตรงกันว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับลดเครดิตเรตติ้งที่แท้จริงนั้น ก็คือผู้ที่กำลังจะขอกู้ยืมเงินจากต่างประเทศหรือกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเงื่อนไขการกู้ยืมเงิน เนื่องจากผู้ให้กู้ยืมมองเห็นถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อชดเชยกัน

นอกจากนี้ ผู้กู้ยืมเงินจากต่างประเทศที่ต่ออายุสัญญาใหม่ หรือผู้กู้ที่มีเงื่อนไขการกู้ยืมเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ก็จะได้รับผลกระทบถัดมา ผู้ที่โชคดีที่สุดเห็นจะเป็นผู้ที่ทำสัญญากู้ยืมระยะยาว ด้วยอัตราดอกเบี้ยตายตัว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินที่ให้กู้ว่าจะขอเจรจาในเงื่อนไขกู้ยืมใหม่หรือไม่

หากพิจารณาปริมาณการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ ของไทยสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีอัตราเติบโตของเงินกู้ยืมในอัตราเฉลี่ยถึงปีละ 47%

ในปี 2534 ภาคเอกชนมีปริมาณการกู้ยืมจากต่างประเทศสูงถึง 20,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าภาครัฐบาลเกือบเท่าตัว แต่โครงสร้างเงินกู้ยืมภาคเอกชนแบ่งเป็นระยะสั้น และระยะยาวในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง ขณะที่ภาครัฐบาลจะเป็นการกู้ยืมระยะสั้นเป็นส่วนใหญ่ถึง 90%

จึงอาจกล่าวได้ว่า ในระยะนี้หากมีการเจรจาต่ออายุเงินกู้ยืม ภาครัฐบาลจะได้รับผลกระทบมากกว่าภาคเอกชน นิพัทธ พุกกะณะสุต ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงว่ารัฐบาลจะมีต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 5,000 ล้านบาท ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสูงขึ้นอีก 0.5% แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าในอนาคตอันใกล้คือ ปลายปี 2535 และต้นปี 2536 ภาคเอกชนมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินกู้ยืมจากต่างประเทศสูง โดยเฉพาะโครงการใหญ่ ๆ เช่น โครงการโทรศัพท์ 2 ล้านเลขหมาย, โครงการโทรศัพท์ 1 ล้านเลขหมาย, โครงการรถไฟฟ้า กทม.,โครงการรถไฟฟ้าลาวาลิน,โครงการรถไฟฟ้าโฮปเวลล์ และโครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ เป็นต้น

ฉะนั้นในช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ภาคเอกชน กำลังอยู่ในระหว่างการเสาะหาแหล่งเงินกู้ของตนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25%-0.5% ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเปรียบกับมูลค่าโครงการหลายหมื่นล้าน

ปรับแผนดีกว่าชะลอโครงการ

สำหรับโครงการใหญ่ ๆ การหาแหล่งเงินทุนของโครงการจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาทางการเงินซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น

หนทางแรกที่ทำได้ง่ายที่สุด คือการชะลอโครงการ รอให้สถานการณ์อยู่ในภาวะปกติจึงเจรจากู้ยืมอีกครั้ง แต่สำหรับที่ปรึกษาทางการเงินที่มีความเชี่ยวชาญแล้วมักจะเลือกที่จะปรับแผนการเงินมากกว่า วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณอินเวสเม้นท์ อดีตเคยเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ธนาคารกสิกรไทย ได้ให้ความเห็นว่า "ในกรณีที่เงินกู้จากต่างประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น จะแนะนำเจ้าของโครงการให้ชะลอการหาเงินจากต่างประเทศ เพราะในช่วงต้นโครงการมักจะยังไม่ใช้เงินมากนัก แหล่งเงินกู้ภายในจะสามารถช่วยได้ พอถึงจุดหนึ่งจึงค่อยเจรจาเงินกู้จากต่างประเทศ"

ส่วนปัญหาเรื่องสภาพคล่องภายในประเทศจะเป็นอย่างไร ถ้าหากทุกโครงการใหญ่หันมาระดมเงินภายในประเทศกันหมด ก็คงจะตอบได้ไม่ยากนักว่าแบงก์พาณิชย์ไทยก็จะต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาปล่อยกู้อีกทอดหนึ่ง โดยแบงก์พาณิชย์จะสามารถกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าโครงกาจะกู้โดยตรงเอง

สำหรับระยะสั้นนั้น สภาพคล่องของแบงก์พาณิชย์ในประเทศมีอยู่มากพอที่จะรองรับความต้องการในส่วนนี้ ขณะเดียวกันแบงก์พาณิชย์หลายแห่งก็ได้เริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้น 0.5% แล้วเมื่อต้นเดือนมิถุนายน เพื่อที่จะได้มีความคล่องตัวในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นในอนาคต

การปรับลำดับความเสี่ยงของประเทศจึงมีผลเชื่อมโยงต่อสัญญาณการเปลี่ยนแปลงตลาดการเงินในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.