ความเข้มข้นของการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้จัดจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย
นอกจากจะทำให้แต่ละบริษัทต้องเร่งสร้างความแข็งแกร่งในเรื่องประสิทธิภาพการบริการให้แก่เจ้าของสินค้า
และร้านค้าจนทำให้ในช่วงที่ผ่านมา บางบริษัทต้องเร่งปรับโครงสร้างภายในให้มีความกระชับขึ้น
รวมถึงที่การลงทุนขยายคลังสินค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศอีกด้วย
เรนาโต เพ็ตทรุซซี ประธานกรรมการบริหารของดีสแฮล์มในฐานะบริษัทผู้จัดจำหน่ายสินค้ารายใหญ่
ซึ่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาเป็นปีที่ 90 จึงพยายามสร้างความตกต่างระหว่างบริษัทและคู่แข่งอีกครั้ง
ด้วยการให้กำเนิดกลยุทธ์องค์กรใหม่ล่าสุด ด้วยการจัดตั้งแผนก "Professional
Relation & Consumer Education" หรือ ที่เรียกกันว่าแผนกบุคลากรสัมพันธ์และส่งเสริมการศึกษาขึ้นมา
เนื่องจากมองเห็นว่าการสนองตอบความต้องการของลูกค้าในการกระจายสินค้าเพียงอย่างเดียว
อาจจะไม่พอแต่ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัททุกกลุ่ม
"ถึงเวลาแล้วที่เทรดดิ้งคอมปานีควรให้ความสำคัญกับการทำการตลาดเพื่อสังคมซึ่งเป็นแนวโน้มที่ทุกค่ายกำลังมุ่งมาสู่จุดนี้"
นี่เป็นแนวคิดของเพ็ตทรุซซี ที่อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ผู้จัดการแผนกบุคลากรสัมพันธ์และส่งเสริมการศึกษาสะท้อนให้ฟัง
"อภิสิทธิ์" ได้รับการติดต่อทาบทามจากเพ็ตทรุซซีให้เข้ามารับผิดชอบการก่อตั้งแผนกดังกล่าวเมื่อกลางปี
2538 ที่ผ่านมา และในเดือนสิงหาคมเขาก็เข้ามาเริ่มงานอย่างรวดเร็ว เพราะความคุ้นเคยกันในอดีต
ที่เขาเคยเป็นผู้จัดการผลิตภัณฑ์ให้กับฟาร์ม่า โปร ดีพาร์ตเมนต์ ในแผนกยาของดีทแฮล์มมาก่อน
ทำให้ไม่ต้องใช้เวลาตัดสินใจนาน
"ตอนที่คุยกัน นาย(เพ็ตทรุซซี)ก็บอกว่าเป็นงานที่ทำค่อนข้างยาก นอกจากจะต้องรู้เรื่องวิชาการแล้ว
ยังต้องมีความสัมพันธ์กับบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นคนที่จะต้องรู้การตลาดด้วย
เพราะถ้าพูดเรื่องการตลาดไม่รู้เรื่องลูกค้าคงไม่จ่ายเงินสนับสนุนแน่ รวมทั้งยังต้องชอบสัมผัสกับคนหมู่มากไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการและนักข่าวอีกด้วย"อภิสิทธิ์เล่าให้ฟัง
ดังนั้นแม้ว่าจะอยู่ในวงการยาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดมา 10 ปี แต่เมื่อมารับหน้าที่ตรงนี้สิ่งที่เขาต้องเรียนรู้เพิ่มเติมก็คือ
การประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่แผนกได้จัดทำขึ้น
สำหรับงานหลักของแผนกบุคลากรสัมพันธ์และส่งเสริมการศึกษาที่อภิสิทธิ์ดูแลอยู่ก็คือ
การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนสามกลุ่มหลัก เริ่มจากบุคลากรทางการแพทย์
เช่น แพทย์ เภสัชกร นักวิชาการ กลุ่มที่สอง ลูกค้าของบริษัท คือ เจ้าของสินค้าที่ให้ดีทแฮล์มจัดจำหน่าย
กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มเป้าหมายของสินค้า โดยรูปแบบของงานจะออกมาในลักษณะการทำกิจกรรมด้านสังคมต่างๆ
"ที่ผ่านมาดีทแฮล์มไม่ได้เข้ามาทำตรงนี้โดยตรง ในขณะที่ลูกค้าของเรามีการจัดกิจกรรมด้านสังคมเกือบจะทุกบริษัทอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการจัดด้วยตัวเองหรือคนอื่นมาขอให้ร่วมกิจกรรมก็ตามแต่นับจากนี้บริษัทจะทำให้เป็นระบบ
โดยมอบหมายให้แผนกนี้เป็นผู้คิดค้นและรวบรวมความคิดในการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ให้กับสังคม
ซึ่งถือเป็นอีกบริการหนึ่งที่บริษัทให้กับลูกค้า"
สำหรับโครงการแรกที่บริษัทจัดทำขึ้น คือ โครงการคุณแม่คุณภาพ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่สตรีมีครรภ์และคุณแม่ลูกอ่อน
ในการดูแลสุขภาพตนเองและการเลี้ยงดูบุตรซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
8 ซึ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยระยะเวลาในการดำเนินงานจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม
2538 - พฤศจิกายน 2539
กลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้ คือ หญิงมีครรภ์ทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยจะจัดให้มีการอบรมฟรีกับคนกลุ่มนี้ครั้งละ
250 คน ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งสิ้น 50 ครั้ง คาดว่าเมื่อเสร็จสิ้นโครงการจะมีกลุ่มเป้าหมายจำนวน
10,000-12,000 คน เข้ารับการอบรม
โครงการคุณแม่คุณภาพนี้ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 10 ล้านบาท โดยได้รับความสนับสนุนด้านการเงินจากเจ้าของสินค้าที่เป็นลูกค้าของดีทแฮล์ม
3 ราย คือ บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตซุปไก่สกัดและรังนกแท้ตราแบรนด์
บริษัทแบลคมอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์วิตามินและเครื่องสำอางสกัดจากธรรมชาติตราแบลคมอร์ส
บริษัท ไฮนซ์ วินเซนซ์ จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ไฮนซ์อาหารเสริมและน้ำผลไม้แท้สำหรับเด็ก
นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสาธารณสุขอีก 6 หน่วยงานด้วย
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าโครงการคุณแม่คุณภาพจะเป็นโครงการนำร่อง ซึ่งหลังจากนั้นบริษัทจะมีการจัดโครงการต่อเนื่อง
คือ สโมสรแม่และเด็ก(Mother and Child Club) ซึ่งจะใช้งบประมาณในการดำเนินการ
10 ล้านบาท เช่นกัน ทั้งนี้เพื่อให้ความรู้กับคุณแม่ที่มีบุตรก่อนวัยเรียนในส่วนโครงการนี้นอกจากผู้สนันสนุน
3 รายเดิมแล้ว บริษัท ฟรีสแลนด์ นิวตริชั่น จำกัด ในเครือโฟร์โมสต์ ฟรีสแลนด์
จะเข้ามาให้การสนับสนุนโครงการสโมสรแม่และเด็กเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งราย
อภิสิทธิ์กล่าวว่าอนาคตนอกจากการจัดทำกิจกรรมด้านสุขภาพให้กับแม่และเด็กแล้ว
จะมีการขยายออกไปสู่กลุ่มวัยรุ่น โดยอาจจะร่วมกับแผนกเสื้อผ้าอย่างลีวายส์ซึ่งเท่าที่รู้ลีวายส์ในต่างประเทศก็มีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมเยอะมาก
"จะเห็นว่าแผนกเราเป็นแผนกที่แตกต่างจากแผนกอื่นที่ปกติแต่ละแผนกจะรับผิดชอบดูแลสินค้าในแต่ละดิวิชั่นเท่านั้น
แต่ของเราตอนนี้ก็ให้บริการกับสินค้าถึง 3 ดิวิชั่นแล้ว เริ่มจากแผนกสินค้าพิเศษ
แผนกคอนซูเมอร์แผนกยา และอนาคตเราจะขยายเข้าไปได้ทุกกลุ่ม เพราะดิทแฮล์มมีสินค้าครอบคลุมถึงผู้บริโภคแทบทั้งหมด
แต่ที่เราเริ่มทำตรงนี้ก่อน เนื่องจากแม่และเด็กเป็นจุดเริ่มของสังคม"
ความแตกต่างของแผนกนี้อีกอย่าง ซึ่งเป็นที่อิจฉาของแผนกอื่นๆ อย่างมาก
ก็คือ เป็นแผนกที่ใช้เงินอย่างเดียวโดยไม่ต้องขายของอีกด้วย