อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ได้ใช้ทั้งเงิน ได้ทำทั้งกุศลให้ดีทแฮล์ม


นิตยสารผู้จัดการ( กุมภาพันธ์ 2539)



กลับสู่หน้าหลัก

ความเข้มข้นของการแข่งขันระหว่างบริษัทผู้จัดจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย นอกจากจะทำให้แต่ละบริษัทต้องเร่งสร้างความแข็งแกร่งในเรื่องประสิทธิภาพการบริการให้แก่เจ้าของสินค้า และร้านค้าจนทำให้ในช่วงที่ผ่านมา บางบริษัทต้องเร่งปรับโครงสร้างภายในให้มีความกระชับขึ้น รวมถึงที่การลงทุนขยายคลังสินค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศอีกด้วย

เรนาโต เพ็ตทรุซซี ประธานกรรมการบริหารของดีสแฮล์มในฐานะบริษัทผู้จัดจำหน่ายสินค้ารายใหญ่ ซึ่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาเป็นปีที่ 90 จึงพยายามสร้างความตกต่างระหว่างบริษัทและคู่แข่งอีกครั้ง ด้วยการให้กำเนิดกลยุทธ์องค์กรใหม่ล่าสุด ด้วยการจัดตั้งแผนก "Professional Relation & Consumer Education" หรือ ที่เรียกกันว่าแผนกบุคลากรสัมพันธ์และส่งเสริมการศึกษาขึ้นมา เนื่องจากมองเห็นว่าการสนองตอบความต้องการของลูกค้าในการกระจายสินค้าเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่พอแต่ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัททุกกลุ่ม

"ถึงเวลาแล้วที่เทรดดิ้งคอมปานีควรให้ความสำคัญกับการทำการตลาดเพื่อสังคมซึ่งเป็นแนวโน้มที่ทุกค่ายกำลังมุ่งมาสู่จุดนี้" นี่เป็นแนวคิดของเพ็ตทรุซซี ที่อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ผู้จัดการแผนกบุคลากรสัมพันธ์และส่งเสริมการศึกษาสะท้อนให้ฟัง

"อภิสิทธิ์" ได้รับการติดต่อทาบทามจากเพ็ตทรุซซีให้เข้ามารับผิดชอบการก่อตั้งแผนกดังกล่าวเมื่อกลางปี 2538 ที่ผ่านมา และในเดือนสิงหาคมเขาก็เข้ามาเริ่มงานอย่างรวดเร็ว เพราะความคุ้นเคยกันในอดีต ที่เขาเคยเป็นผู้จัดการผลิตภัณฑ์ให้กับฟาร์ม่า โปร ดีพาร์ตเมนต์ ในแผนกยาของดีทแฮล์มมาก่อน ทำให้ไม่ต้องใช้เวลาตัดสินใจนาน

"ตอนที่คุยกัน นาย(เพ็ตทรุซซี)ก็บอกว่าเป็นงานที่ทำค่อนข้างยาก นอกจากจะต้องรู้เรื่องวิชาการแล้ว ยังต้องมีความสัมพันธ์กับบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นคนที่จะต้องรู้การตลาดด้วย เพราะถ้าพูดเรื่องการตลาดไม่รู้เรื่องลูกค้าคงไม่จ่ายเงินสนับสนุนแน่ รวมทั้งยังต้องชอบสัมผัสกับคนหมู่มากไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการและนักข่าวอีกด้วย"อภิสิทธิ์เล่าให้ฟัง

ดังนั้นแม้ว่าจะอยู่ในวงการยาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดมา 10 ปี แต่เมื่อมารับหน้าที่ตรงนี้สิ่งที่เขาต้องเรียนรู้เพิ่มเติมก็คือ การประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่แผนกได้จัดทำขึ้น

สำหรับงานหลักของแผนกบุคลากรสัมพันธ์และส่งเสริมการศึกษาที่อภิสิทธิ์ดูแลอยู่ก็คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนสามกลุ่มหลัก เริ่มจากบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ เภสัชกร นักวิชาการ กลุ่มที่สอง ลูกค้าของบริษัท คือ เจ้าของสินค้าที่ให้ดีทแฮล์มจัดจำหน่าย กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มเป้าหมายของสินค้า โดยรูปแบบของงานจะออกมาในลักษณะการทำกิจกรรมด้านสังคมต่างๆ

"ที่ผ่านมาดีทแฮล์มไม่ได้เข้ามาทำตรงนี้โดยตรง ในขณะที่ลูกค้าของเรามีการจัดกิจกรรมด้านสังคมเกือบจะทุกบริษัทอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดด้วยตัวเองหรือคนอื่นมาขอให้ร่วมกิจกรรมก็ตามแต่นับจากนี้บริษัทจะทำให้เป็นระบบ โดยมอบหมายให้แผนกนี้เป็นผู้คิดค้นและรวบรวมความคิดในการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งถือเป็นอีกบริการหนึ่งที่บริษัทให้กับลูกค้า"

สำหรับโครงการแรกที่บริษัทจัดทำขึ้น คือ โครงการคุณแม่คุณภาพ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่สตรีมีครรภ์และคุณแม่ลูกอ่อน ในการดูแลสุขภาพตนเองและการเลี้ยงดูบุตรซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ซึ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยระยะเวลาในการดำเนินงานจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม 2538 - พฤศจิกายน 2539

กลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้ คือ หญิงมีครรภ์ทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยจะจัดให้มีการอบรมฟรีกับคนกลุ่มนี้ครั้งละ 250 คน ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งสิ้น 50 ครั้ง คาดว่าเมื่อเสร็จสิ้นโครงการจะมีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 10,000-12,000 คน เข้ารับการอบรม

โครงการคุณแม่คุณภาพนี้ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 10 ล้านบาท โดยได้รับความสนับสนุนด้านการเงินจากเจ้าของสินค้าที่เป็นลูกค้าของดีทแฮล์ม 3 ราย คือ บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตซุปไก่สกัดและรังนกแท้ตราแบรนด์ บริษัทแบลคมอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์วิตามินและเครื่องสำอางสกัดจากธรรมชาติตราแบลคมอร์ส บริษัท ไฮนซ์ วินเซนซ์ จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ไฮนซ์อาหารเสริมและน้ำผลไม้แท้สำหรับเด็ก นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสาธารณสุขอีก 6 หน่วยงานด้วย

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าโครงการคุณแม่คุณภาพจะเป็นโครงการนำร่อง ซึ่งหลังจากนั้นบริษัทจะมีการจัดโครงการต่อเนื่อง คือ สโมสรแม่และเด็ก(Mother and Child Club) ซึ่งจะใช้งบประมาณในการดำเนินการ 10 ล้านบาท เช่นกัน ทั้งนี้เพื่อให้ความรู้กับคุณแม่ที่มีบุตรก่อนวัยเรียนในส่วนโครงการนี้นอกจากผู้สนันสนุน 3 รายเดิมแล้ว บริษัท ฟรีสแลนด์ นิวตริชั่น จำกัด ในเครือโฟร์โมสต์ ฟรีสแลนด์ จะเข้ามาให้การสนับสนุนโครงการสโมสรแม่และเด็กเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งราย

อภิสิทธิ์กล่าวว่าอนาคตนอกจากการจัดทำกิจกรรมด้านสุขภาพให้กับแม่และเด็กแล้ว จะมีการขยายออกไปสู่กลุ่มวัยรุ่น โดยอาจจะร่วมกับแผนกเสื้อผ้าอย่างลีวายส์ซึ่งเท่าที่รู้ลีวายส์ในต่างประเทศก็มีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมเยอะมาก

"จะเห็นว่าแผนกเราเป็นแผนกที่แตกต่างจากแผนกอื่นที่ปกติแต่ละแผนกจะรับผิดชอบดูแลสินค้าในแต่ละดิวิชั่นเท่านั้น แต่ของเราตอนนี้ก็ให้บริการกับสินค้าถึง 3 ดิวิชั่นแล้ว เริ่มจากแผนกสินค้าพิเศษ แผนกคอนซูเมอร์แผนกยา และอนาคตเราจะขยายเข้าไปได้ทุกกลุ่ม เพราะดิทแฮล์มมีสินค้าครอบคลุมถึงผู้บริโภคแทบทั้งหมด แต่ที่เราเริ่มทำตรงนี้ก่อน เนื่องจากแม่และเด็กเป็นจุดเริ่มของสังคม"

ความแตกต่างของแผนกนี้อีกอย่าง ซึ่งเป็นที่อิจฉาของแผนกอื่นๆ อย่างมาก ก็คือ เป็นแผนกที่ใช้เงินอย่างเดียวโดยไม่ต้องขายของอีกด้วย



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.