โฆษิตลาประธานมีเดียฯ ก้าวสู่เส้นทางการเมือง


ผู้จัดการรายวัน(30 พฤษภาคม 2546)



กลับสู่หน้าหลัก

นายโฆษิต สุวินิจจิต ประธานกรรมการ บริษัทมีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยวานนี้(29 พ.ค.)ว่า ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ อย่างเป็นทางการ โดยได้แจ้งเรื่องไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันเดียวกัน

สาเหตุของการลาออกจากมีเดียฯของนายโฆษิตในครั้งนี้ เพราะต้องการเข้ามาทำงานการเมืองอย่างเต็มตัว หลังจากคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้รับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา ประกอบกับการปรับโครงสร้างหนี้ของมีเดียฯลุล่วงไปด้วยดี หลังจากบริษัท กรุงเทพวิทยุโทรทัศน์ จำกัด ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหลักของมีเดียฯ จากการปรับโครงสร้างหนี้เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา

หลังจากตนเองลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการ มีเดียฯ แล้ว นายกฤตย์ รัตนรักษ์ ซึ่งเป็นประธานกรรมการ ช่อง 7 จะเข้ามาเป็นประธานกรรมการ มีเดียฯ แทนตำแหน่งของตนเอง ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลนโยบาย และวางวิสัยทัศน์ของบริษัท

สำหรับคณะกรรมการของมีเดีย ออฟ มีเดียส์ จะประกอบไปด้วย ผู้ถือหุ้นจากช่อง 7 จำนวน 3 คน คือ นายกฤต รัตนรักษ์ ประธานกรรมการ นายปรีชา ทิวะหุต กรรมการ นายชลอ นาคอ่อน กรรมการ และนายเชิดศักดิ์ ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ สาย 2 รับผิดชอบการบริหารธุรกิจใหม่ เช่น การสร้าง มีเดีย สตูดิโอ ซิตี้ ที่เขาเขียวคันทรีคลับ ที่จะทำให้เป็นฮอลลีวูด ของเอเชีย ส่วนกรรมการอิสระ 3 คน คือ นายเชษฐ์ รักตะกนิษฐ นายยงยุทธ วิทยาวงศรุจิ และนายเจษฎา พรหมจาด

ส่วนนางยุวดี บุญครอง จะดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ สาย 1 ดูแลธุรกิจเดิมของมีเดียฯ คือ การผลิตรายการทีวี

“การเข้ามารับตำแหน่งประธานกรรมการ ของนายกฤต รัตนรักษ์ ไม่ได้เป็นการเข้ามารับตำแหน่งเพราะช่อง 7 กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในมีเดียฯ เพราะตำแหน่งประธานกรรมการ เป็นเพียงผู้กำหนดนโยบายและวิชั่นเท่านั้น ส่วนการบริหารธุรกิจยังดำเนินการผ่านกรรมการผู้จัดการ 2 ท่าน คือนายเชิดศักดิ์ ตันสกุล และนางยุวดี บุญครอง เชื่อว่าการบริหารธุรกิจของมีเดียฯ หลังจากนี้ ทีมผู้บริหาร และผู้ถือหุ้นใหม่ ที่มีความเข้าใจในธุรกิจบันเทิง จะนำพามีเดียฯ ให้กลับมาเป็นแข็งแกร่งเหมือนเดิมได้ในอนาคต”

การลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการ มีเดียฯของตนเอง จะมีผลตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.2546 เป็นต้นไป โดยได้โอนหุ้นบริษัทมีเดียฯ ในส่วนที่ตนเองถืออยู่ทั้งหมด 1% หรือประมาณ 30 ล้านหุ้น แบ่งให้บุตรสาว คือเด็กหญิงณัฐนรี สุวินิจจิตสสและนางยุวดี บุญครอง ภรรยา รายละ 50%

นายโฆษิต กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานในมีเดียฯอีก โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ถือหุ้นใหม่ และนางยุวดี บุญครอง ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ สาย 1 ส่วนตนเองจะไปทำงานการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ โดยจะใช้ความรู้ความสามารถจากการบริหารธุรกิจในภาคเอกชนมาประสานการทำงานกับภาครัฐบาล ให้การทำงานทั้งภาครัฐ และเอกชนเดินไปด้วยกัน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตต่อไป

ซึ่งการทำงานที่ผ่านมาได้เข้าไปช่วยงานภาครัฐในหลายกระทรวง ด้วยการเป็นที่ปรึกษากระทรวงแรงงาน มหาดไทย การศึกษา สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

ส่วนการมารับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากมีความสนใจงานพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอี อย่างมาก เพราะมีเดียฯ ถือเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี ที่เติบโตมาจากการเป็นผู้ผลิตรายการเพียง 1 รายการเท่านั้น นอกจากนี้ยังสนใจงานด้านการสร้างแบรนด์ สินค้าไทย ด้วยการนำหลักการตลาดที่มีประสบการณ์มาใช้ โดยต้องการนำหลักการของภาคอุตสาหกรรมมาผสมผสานกับวัฒธรรมไทย เพื่อให้สินค้าไทยมีความโดดเด่นแตกต่างจากสินค้าอื่นๆ

สำหรับรูปแบบงานการเมืองในตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี มีหน้าที่นำเสนอแนวคิดทุกด้านเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งประสบการณ์ในการพัฒนาธุรกิจภาคเอกชนที่ผ่านมา ทำให้รู้จักคนจากทุกวงการ ดังนั้นเชื่อว่าการเข้ามาช่วยงานการเมืองจะทำหน้าที่ประสานระหว่างภาครัฐและเอกชน ให้ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้ เมื่อภาคเอกชนเข้มแข็ง เจริญเติบโต ก็หมายความว่าเศรษฐกิจของประเทศจะแข็งแกร่งขึ้นด้วย เพราะรัฐถือเป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่งของบริษัทเอกชน จากการเก็บภาษีรายได้ 30% และภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7%

“การเริ่มต้นเข้ามารับงานการเมืองในครั้งนี้ ไม่ได้คาดหวังว่าจะก้าวไปสู่ตำแหน่งใหญ่ต่อในเส้นทางการเมืองในอนาคต แต่ต้องการทำวันนี้ให้ดีที่สุด คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งถึงจะประเมินได้ว่าประสบความสำเร็จ และสอบผ่านในงานการเมืองหรือไม่” นายโฆษิตกล่าว



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.