นางสุชาดา อิทธิจารุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
บริษัทได้ปรับปรุงรูปแบบการจำหน่ายสินค้าใหม่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการนำเสนอสินค้าหลัก
3 กลุ่มพร้อมจัดกิจกรรมเพิ่มยอดขาย เพื่อรองรับลูกค้าหลัก คือ กลุ่มโชวห่วย ร้านค้ารายย่อย
, กลุ่มร้านอาหารและภัตตาคาร และกลุ่มลูกค้าองค์กร ได้แก่ สำนักงาน สถาบันการศึกษา
เป็นต้น นอกจากนี้บริษัทจะพยายามลดสัดส่วนสมาชิกที่เป็นลูกค้าบุคคลลง ซึ่งมีสัดส่วน
20% ของสมาชิกโดยรวมที่มี 1.5 ล้านราย
ทั้งนี้แม็คโคร ได้ปรับปรุงการนำเสนอสินค้าในกลุ่มลูกค้าโชวห่วย ร้านค้ารายย่อย
ซึ่งเป็นสัดส่วน 55% ของสมาชิกทั้งหมดไปเมื่อกลางปี 2545 ด้วยการปรับขนาดสินค้าให้มีแพคเล็กลง
และการทำโครงการซูเปอร์ 10 เพื่อช่วยเหลือร้านค้าขนาดเล็กหรือโชวห่วย ให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการ 1,050 ราย และจะเพิ่มเดือนละ 200 ราย หรือเฉลี่ยสาขาละ
10 ราย เพื่อให้ร้านค้ารายย่อยมียอดการขายเพิ่มขึ้น
โดยสิ่งที่แม็คโครได้ร่วมกับซัปพลายเออร์ 18 ราย จัดทำโครงการนี้ขึ้น เพื่อให้คำปรึกษาด้านการตลาด
การจัดวางสินค้า นำเสนอสินค้าโปรโมชั่น ซึ่งจะมีเดือนละ 15 รายการใช้ระยะเวลาครั้งละ
2 สัปดาห์ โดยแม็คโครจัดทำใบปลิว และป้ายราคาให้ลูกค้า ส่วนซัปพลายเออจัดทำถุงใส่ของ
โดยลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น อีกทั้งไม่มีเงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์
การกำหนดอัตราขั้นต่ำในการซื้อสินค้า ซึ่งผลตอบรับที่ผ่านมาลูกค้ามียอดขายเพิ่มขึ้น
30% โดยแม็คโครเองก็มียอดขายที่เติบโตในสัดส่วนเดียวกัน
เน้นพัฒนาแผนกอาหาสด
สำหรับในปีนี้ แม็คโครจะหันมาเน้นลูกค้าในกลุ่มที่สอง คือ ลูกค้าประเภทร้านอาหาร
ภัตตาคารและโรงแรม ที่มีจำนวนสมาชิก 1.5 แสนราย ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องซื้อวัตถุดิบไปปรุงอาหารทุกวัน
โดยบริษัทได้จัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงแผนกอาหารสดทุกสาขา(21 สาขา) เป็นเงิน
500 ล้านบาท โดยเริ่มปรับปรุงสาขาแรกที่ ลาดพร้าว โดยใช้เงินลงทุนเฉพาะสาขานี้
30 ล้านบาท
“เราเลือกสาขาลาดพร้าวเป็นสาขานำร่องสำหรับโครงการปรับปรุงแผนกอาหารสด เพราะสาขานี้ตั้งอยู่ในศูนย์กลางธุรกิจ
เข้าถึงได้สะดวก ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของแม็คโครที่จะฉีกตัวเองให้แตกต่างจากคู่แข่งขันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”
นางสุชาดา กล่าว
สำหรับแผนกอาหารสดที่สาขาลาดพร้าว ได้ขยายพื้นที่ จาก 1,114.50 ตารางเมตร เป็น
1,676 ตารางเมตร และเพิ่มสินค้าจาก 300 รายการเป็น 600 รายการ โดยแบ่งเป็น 6 หมวดหมู่
ได้แก่ หมวดผักผลไม้ , หมวดปลาสด , หมวดเครื่องเทศ , หมวดเนื้อ หมู ไก่ , หมวดไส้กรอก
นม เนย และหมวดอาหาแช่แข็ง ซึ่งเพิ่มเข้ามาจากที่ไม่เคยจำหน่ายมาก่อน นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนรูปแบบหมวดสุราและไวน์เพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้ แม็คโคร ได้แต่งตั้งให้นายหลุยส์ ลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสดจากแม็คโคร
ไต้หวัน มาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินค้าบริโภค (กลุ่มอาหารสด) ในสยามแม็คโคร
ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะเริ่มทยอยปรับปรุงในสาขากรุงเทพฯ ทั้งหมด 8 แห่งแล้วเสร็จกลางปี
2547 ซึ่งแต่ละสาขาจะใช้เงินลงทุนประมาณ 30 ล้านบาทต่อสาขาเช่นเดียวกัน ส่วนสาขาต่างจังหวัด
ซึ่งมีอยุ่ 13 สาขา จะปรับในโอกาสต่อไป ซึ่งจะแล้วเสร็จครบทุกสาขาในปี 2548
“ผลจากการปรับปรุงแผนกอาหารสดในครั้งนี้คาดว่าจะเพิ่มจำนวนสมาชิกในกลุ่มร้านค้าอาหาร
ภัตตาคาร ร้านอาหารรายย่อย และของโรงแรมได้เดือนละ 10,000 สมาชิก และเพิ่มสัดส่วนการขายอาหารสดจาก
10% ของยอดขายรวมเป็น 20% ”
สำหรับสาขาลาดพร้าว ได้ปรับปรุงและเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา
ผลจากการปรับปรุงดังกล่าวส่งผลให้ยอดขายในแผนกอาหารสดของแม็คโคร ลาดพร้าว ตั้งแต่วันที่
1-26 พ.ค. เติบโตขึ้น 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังทำให้ยอดขายรวมของสาขาลาดพร้าว
เติบโตจาก 6% เป็น 14%
นางสุชาดา กล่าวอีกว่า ในการปรับปรุงสินค้าเพื่อรองรับลูกค้าทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าว
แม็คโครได้ใช้กลยุทธ์ในการเข้าถึงลูกค้า ซึ่งในกลุ่มโชวห่วย ได้เข้าไปช่วยจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายไปแล้ว
ในขณะที่ลูกค้ากลุ่มร้านอาหาร บริษัทได้จัดทีมงานออกเยี่ยมเยียนสมาชิก ด้วยการนำสินค้าตัวอย่างไปให้
ทดลองใช้ และแนะนำการใช้สินค้าใหม่ๆ เป็นต้น
ผลจากการปรับปรุงแผนกอาหารสดดังกล่าว ที่จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวนั้น เมื่อพิจารณาถึงยอดขายโดยรวมของแม็คโครแล้ว
จะทำให้สัดส่วนการขายสินค้าในกลุ่มอาหารเพิ่มจาก 75% ของยอดขายรวมเป็น 77% ในขณะที่แผนกสินค้าที่ไม่ใช่กลุ่มอาหารจะมีสัดส่วนลดลง
ซึ่งที่ผ่านมาแม็คโครได้ลดสินค้าประเภทเสื้อผ้าแฟชั่น สินค้าเด็ก ซึ่งจะนำมาจัดโปรโมชั่นเป็นช่วงๆเท่านั้น
ส่วนลูกค้าในกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มสำนักงาน สถาบันต่างๆ แม็คโครได้ปรับปรุงแผนอุปกรณ์และเครื่องใช้สำนักงาน
ที่เป็นสินค้าพื้นฐานเน้นการใช้งานเป็นหลัก ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ยอดขายที่ดีขึ้นจากที่เคยติดลบเป็นเลขสองหลัก
ปัจจุบันก็เหลือเพียงเลขหลักเดียว
สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงไตรมาสแรก มีรายได้ 8,800 ล้านบาท ลดลง 4.6%
มีกำไร 189% ส่วนผลประกอบการโดยรวมในปีนี้คาดว่าจะเติบโตประมาณ 5% โดยจะขยายสาขาใหมี่อก
2 แห่ง ที่นครศรีธรรมราช ในเดือนกรกฎาคม ที่เปิดล่าช้ากว่าแผน 1 เดือน และจะเปิดที่เชียงรายเป็นสาขาสุดท้ายของปีนี้ในเดือนพฤศจิกายน
ส่วนการขยายสาขาใหม่นั้น บริษัทยังไม่มีแผนที่ชัดเจนว่าในปี 2547 จะเปิดจำนวนเท่าใด
เพราะต้องปรับปรุงสาขาเก่าด้วย แต่ขณะนี้ก็ได้เจรจากับเจ้าของที่ดินแล้ว 4-5 แปลง
แต่ยังไม่มีข้อสรุป