เศรษฐกิจฝืด เงินบาทแข็ง ทัวร์ใน-นอก แก้เกมดึงคนเที่ยวปีใหม่


ผู้จัดการรายสัปดาห์(31 ธันวาคม 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

- มรสุมรอบด้านส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวไทยระส่ำทั้งอินบาวด์-เอาท์บาวด์
- หลายค่ายเตรียมงัดกลยุทธ์ออกมาสู้กันสุดฤทธิ์ทั้งราคา ทั้งโปรโมชั่น
- ได้เวลาโรงแรม-ทัวร์-สายการบินงัดกลยุทธ์ออกมาชิงผู้บริโภคยุคเงินแฟ่บ
- จับตาท่องเที่ยวปี 51 หากไม่ปรับตัวเท่ากับเอาคอพาดเขียง

ตัวเลขนักท่องเที่ยวกว่า 14.5 ล้านคนที่เดินทางเข้าประเทศไทยในปี 50 แม้ว่าจะเป็นสถิติที่น่าพอใจสำหรับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)แต่สำหรับเอกชนในภาคธุรกิจท่องเที่ยวบริการต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สถิติแบบนี้ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จเสียด้วยซ้ำ ! เพราะหลายค่ายธุรกิจทั้งบริษัททัวร์ สายการบิน โรงแรม ต่างยังต้องวิ่งสู้ฟัดเพื่อให้อยู่รอดบนสภาวะของการแข่งขันที่รุนแรงทั้งในประเทศและประเทศรอบข้าง

แม้ว่าตัวเลขของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ยอดนักท่องเที่ยวที่เดินทางภายในประเทศยังเหมือนเดิม เนื่องจากเหตุผลที่ว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยขับรถเที่ยวเองกันมากขึ้น และเที่ยวในระยะใกล้ๆ ประมาณ 200-300 กว่ากิโลเมตรเป็นต้น แต่ในตัวเลขโดเมสติกที่ได้มาจะลดลงไปประมาณ 10 % โดยสังเกตจากรถบัสของผู้ประกอบการที่มีอยู่ แทบจะไม่ค่อยได้ออก โดยจะเหลือเกินครึ่งที่มีอยู่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงในช่วงปีใหม่จากที่เคยได้ประมาณ 8 คันรถบัส ก็เหลือประมาณ 2 -3 คันรถบัสเท่านั้น ซึ่งลดลงไปค่อนข้างจะเยอะ ดังนั้นผู้ประกอบการด้านนี้จะโดนผลกระทบมากส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะนักท่องเที่ยวซื้อผ่านอินเตอร์เน็ต จองโรงแรมเอง และก็ไปเที่ยวกันเองเพิ่มขึ้น

ผู้ประกอบการนำเที่ยวเชื่อว่าเทรนด์ท่องเที่ยวในปี 2551 จึงน่าจะเป็นการเที่ยวด้วยตัวเองมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการอาจจะต้องช่วยตัวเอง และดูแลตัวเองค่อนข้างจะหนักโดยจะต้องปรับกลยุทธ์ของบริษัทด้วยการหันไปทำตลาด เอาต์บาวนด์ เพราะถ้าเปรียบเทียบกับการเดินทางในประเทศกับการเที่ยวต่างประเทศใกล้ๆ เมืองไทย อย่างเช่น ไปประเทศเวียดนาม ไปประเทศจีนราคาทัวร์จะไม่แตกต่างกันมาก ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับปัจจัยของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายออกไปถูกลง

ฤดูกาลท่องเที่ยวไทยช่วงท้ายปี 2007 ส่งผลไปถึงปีใหม่ 2008 จึงดูจะคึกคักมีสีสันเป็นพิเศษหลายค่ายธุรกิจต่างส่งแคมเปญออกมาอัดกันถี่ยิบชนิดหายใจกันแบบรดต้นคอทีเดียว แน่นอนปรากฎการณ์แบบนี้จึงหนีไม่พ้นในเรื่องของการสร้างสงครามโปรโมชั่นเพียงเพื่อหวังกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทาง

บ.ทัวร์เตรียมขยายฐานอัดโปรโมชั่นดึงยอด

ทัวร์อินบาวนด์และโดเมสติกต้องปรับตัวสู้มรสุมธุรกิจนำเที่ยว ยอมแบกรับภาระต้นทุนเพิ่ม หั่นกำไรให้เหลือน้อยลงควบคู่ไปกับการโหมกระตุ้นรายได้ด้วยจำนวนลูกค้าแทนรายได้ที่สูญเสีย หลายค่ายหันไปเน้นจับมือพันธ์มิตร เช่น บัตรเครดิต และ สายการบิน จัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายปีหน้าให้โตขึ้น ขณะเดียวกันบริษัททัวร์เกิดใหม่ก็ยังคงมีเพิ่มขึ้น

สอดคล้องกับที่ ทักษิณ ปิลวาสน์ ประธานสาขาธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยบอกกับ “ผู้จัดการรายสัปดาห์”ว่า ในปี 2551 ที่กำลังจะมาถึงนี้หากบริษัทนำเที่ยวยังไม่มีการปรับตัวเชื่อได้ว่าโอกาสในการทำตลาดย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากปัจจัยรอบด้านที่เข้ามากระทบไม่ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลให้การเดินทางออกนอกประเทศมีเพิ่มขึ้น รวมไปถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมซึ่งเคยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไปยังสถานที่ซ้ำๆแต่แหล่งท่องเที่ยวกลับไม่มีการพัฒนาปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาวะของความเป็นจริง

“ดอยสุเทพฯ ที่ยังไม่มีการพัฒนาให้สร้างกระเช้าขนคนขึ้นไปสักการะพระธาตุ ส่งผลให้คนชราหรือคนพิการไม่สามารถเดินทางขึ้นไปได้ ขณะที่ต่างประเทศเองมีความสะดวกสบายไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไป ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนที่ประเทศไทยต้องหันมาให้ความสำคัญกันมากขึ้น”ทักษิณ กล่าว

การปรับตัวของผู้ประกอบการนำเที่ยวภายในประเทศที่สำคัญ ทักษิน บอกว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนแคมเปญท่องเที่ยวให้เน้นเฉพาะท่องเที่ยวเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง อาทิ ท่องเที่ยวจังหวัดไหนก็จังหวัดนั้นแห่งเดียวไปเลย โดยหยิบกลยุทธ์ของการดึงเอาวัฒนธรรม ศิลปะความบันเทิง หรือแม้แต่อาหารพื้นเมืองมาเป็นจุดขาย ซึ่งเชื่อได้ว่าจะสามารถช่วยลดต้นทุนของค่าใช้จ่าย

“จากเดิมที่เคยจังแพคเกจทัวร์ไปเที่ยวยัง ภูเก็ต กระบี่ พังงา 3 วัน 2 คืน ล่าสุดมีการจัดแพคเกจทัวร์กระบี่ 3 วัน 2 คืน แทน ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งลูกค้าให้ความสนใจกับรูปแบบของการจัดนอกจากจะได้รับความสนุกกับสถานที่ท่องเที่ยวแล้วยังได้ชมศิลปวัฒนธรรมรวมไปถึงได้ลิ้มรสอาหารพื้นเมืองอีกด้วย”ทักษิณ กล่าว

ด้วยรูปแบบของการจัดแพคเกจทัวร์ที่เลือกเฉพาะจุดท่องเที่ยวนั้น ประธานสาขาธุรกิจนำเที่ยวในประเทศไทย บอกว่าสามารถที่จะนำไปใช้ได้ทั่วทั้งประเทศไทย เพราะศักยภาพของประเทศไทยในเรื่องของการให้บริการทั้ง สายการบิน และโรงแรม ก็มีอยู่จำนวนมากเพียงพอสำหรับรองรับกลุ่มลูกค้าได้อย่างดี

ขณะเดียวกันการจดทะเบียน 3 in 1 หรือที่เรียกว่าต้องจดทะเบียนบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจนำเที่ยวควรจะจด 2 แสนบาทเพื่อจะได้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ เหตุผลง่ายๆก็คือหากธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศเกิดมีปัญหาขึ้นมาก็สามารถที่จะหาทางออกด้วยการจัดนำเที่ยวในต่างประเทศแทนและไม่ต้องมาคอยหลบๆซ่อนๆเพื่อเปิดให้บริการเหมือนบริษัทนำเที่ยวเถื่อนที่มีอยู่จำนวนไม่น้อย

สำหรับผู้ประกอบการนำเที่ยวอย่างหนุ่มสาวทัวร์ สามารถ ศรีดาวเรือง ผู้จัดการฝ่ายสินค้าและการตลาด บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด ได้บอกไว้ถึงวิธีการแก้เกมว่า ในปี 2551 บริษัทฯจะเน้นวิธีทำการตลาดโดยรักษาฐานลูกค้าเก่า เพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ และยังเดินกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายด้วยการจับมือกับพันธมิตร จัดแพกเกจทัวร์เส้นทางต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมุ่งหวังให้ผลประกอบการของบริษัทเติบโตเฉลี่ยปีละ 5-10%

ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าหลักของบริษัท ยังคงเป็นวัยทำงาน และ กลุ่มครอบครัว ซึ่งมีทั้งเที่ยวแบบ กรุ๊ปประชุมสัมมนา และนักท่องเที่ยวทั่วไป โดยยอดขายของบริษัท จะได้จากการขายทัวร์หน้าร้าน 40% และอีก 60% เป็นทัวร์อินเซนทีฟ ซึ่งลูกค้าคือบริษัทห้างร้านต่างๆ

สำหรับความเห็นส่วนตัวมองว่า บริษัทนำเที่ยวที่เกิดขึ้นใหม่ จำนวนมากในขณะนี้ ไม่ค่อยมีผลกับบริษัทมากนัก เพราะเชื่อว่าธุรกิจนำเที่ยวเป็นธุรกิจบริการที่ต้องการความเชื่อมั่น ลูกค้าซื้อความมั่นใจเพื่อที่จะได้รับบริการที่ดีในวันพักผ่อน ส่วนบริษัททัวร์ที่เกิดขึ้นใหม่ๆนั้น แต่ละรายก็จะมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นตลาดของตัวเองอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม จากสภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งเรื่องของราคาน้ำมันแพง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปีนี้ ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ตามต้นทุนที่แท้จริง โดยปีนี้บริษัทยอมรับว่า ไม่ได้ปรับขึ้นราคาทัวร์เลย ส่งผลให้กำไรของบริษัทลดลงประมาณ 10% ซึ่งการอยู่รอดขององค์กรคือต้องพยายามขายแพคเกจทัวร์เพิ่มขึ้น โดยหวังว่า ปริมาณยอดขายที่เพิ่มขึ้น จะมาทดแทนรายได้จากกำไรที่หายไป

"บริษัทโชคดีที่มีรถบัส รถตู้เป็นของตัวเอง จึงประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องการเช่ารถ ประกอบกับ หนุ่มสาวทัวร์อยู่ในธุรกิจนี้มานานกว่า 20 ปี จึงเป็นที่รู้จักของลูกค้าเป็นอย่างดี เห็นได้จากสัดส่วนลูกค้าที่มาใช้บริการซ้ำ มีสัดส่วนประมาณ 20-30% ของลูกค้าทั้งหมด"

ขณะเดียวกันแผนการตลาดในปีหน้า หนุ่มสาวทัวร์ จะเพิ่มเส้นทางท่องเที่ยว เพื่อความหลากหลายให้ลูกค้าได้เลือก โดยเส้นทางในประเทศเน้นแบบที่มีกิจกรรม เช่น ซอฟแอดเวนเจอร์แนวอนุรักษ์ และผจญภัย นอกจากนั้นยังจะเพิ่มเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อรองรับกลุ่มเยาวชน และ ผู้สูงอายุ ซึ่งวิธีการทำตลาด จะจับมือกับพันธมิตร ที่มีลูกค้าเป็นเป้าหมายเดียวกัน มาออกเป็นแคมเปญแพกเกจทัวร์ เช่น บริษัทบัตรเครดิต เป็นต้น ล่าสุดได้จับมือกับไทยแอร์เอเชีย จัดแพกเกจทัวร์กรุงเทพ-เชียงรายด้วยแคมเปญซื้อ 1 แถม 1

ในทุกๆปี บริษัท จะต้องเพิ่มโปรแกรมทัวร์ ในเส้นทางต่างๆ ให้หลากหลายขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเก่าได้มีทางเลือกเดินทางไปแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆบ้าง ซึ่งเส้นทางที่เที่ยวที่นำมาจัดเป็นโปรแกรมทัวร์นี้ ส่วนใหญ่ ก็ได้แนวคิดมาจากนโยบายของภาครัฐ และดูกระแสความสนใจของตลาด

ล่าสุดทางกระทรวงการท่องเที่ยวจะตื่นตัวเรื่องท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และ การท่องเที่ยวแบบเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน โดยมีสำนักพัฒนาการท่องเที่ยว(สพท.) เป็นหน่วยงานพัฒนาชุมชนที่มีศักยภาพขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนการจัดให้มีมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว ดังนั้นทางภาคเอกชน โดยเฉพาะที่ หนุ่มสาวทัวร์ จึงนำจุดนี้มาขยายผล ส่วนกลุ่มเป้าหมาย ก็มองว่า ตลาดผู้สูงอายุ เป็นอีกหนึ่งตลาด ที่มีกำลังซื้อดี

คนไทยแห่เที่ยวนอก

ธุรกิจท่องเที่ยวของแต่ละประเทศรอบข้างกลายเป็นสีสันที่ประเทศไทยกำลังถูกปลุกเร้าไปด้วยแคมเปญใหม่ๆหวังยั่วน้ำลายนักท่องเที่ยวคนไทยให้เดินทางเข้าไป กอปรกับสายการบินของแต่ละประเทศต่างยื่นข้อเสนอพร้อมจะขนนักท่องเที่ยวในราคาสุดพิเศษ และที่สำคัญค่าเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลให้นักท่องเที่ยวคนไทยเริ่มสนใจเดินทางออกนอกประเทศกันมากขึ้น

เส้นทางท่องเที่ยว มาเก๊า ที่เร่งผุดแคมเปญ "Experience Macau"ออกมาโดยมีสายการบินอย่างไทยแอร์เอเชียรับหน้าที่ขนส่งผู้โดยสารจากประเทศไทยลงมาเก๊าเพียงสายการบินเดียวต่างได้รับความนิยมเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันที่ผ่านมาประเทศ สิงคโปร์ ก็ส่ง ยูนีกลี่ย์ สิงคโปร์ วีคเอนท์ พร้อมกระแทกโปรโมชั่นวันหยุดผนึกสายการบินต้นทุนต่ำอย่างเจ็ตสตาร์ดั๊มพ์ราคาค่าตั๋วเริ่มต้นที่52 บาทล่อใจนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยทีเดียว

ด้านเกาะ ฮ่องกง ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางในแต่ละปีหลายสิบล้านคนก็คงไม่อาจหยุดนิ่งทนเห็นการเคลื่อนไหวต่อไปได้อีกจึงหยิบเอา “Hong Kong Living Culture" ผุด4ธีมดันเที่ยวตลอดปี ส่วนเสือเหลืองอย่างมาเลเซียกลับใช้กลยุทธ์นำงานฉลองเอกราชจัด 50 กิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปีเช่นกัน

การแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรงของตลาดท่องเที่ยว(ทัวร์อินบาวน์)ของแต่ละประเทศจึงน่าจะสร้างปัญหาส่งผลกระทบต่อประเทศไทยไม่ใช่น้อย ดังนั้นการแก้เกมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ในช่วงท้ายของปีนี้จึงดูจะสาหัสเอาการภายใต้สภาวะแรงกดดัน เพราะโจทย์ที่รัฐบาลตั้งให้กลับสวนกระแสของความเป็นจริงด้วยงบประมาณประจำปีที่ถูกจำกัด

กอปรกับประเทศรอบข้างโซนเอเชียที่มีธีมท่องเที่ยวเด่นชัด แถมยังเร่งอัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องหวังดึงนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าประเทศกำลังกลายเป็นกลเกมเพื่อแย่งชิงนักท่องเที่ยว

แต่ใช่ว่าประเทศไทยจะน้อยหน้าเหล่าประเทศรอบข้างในแถบโซนเอเชีย หากมองถึงศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่ในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น โรงแรม-สายการบิน สถานที่ท่องเที่ยวที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงงานบริการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนจนสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติมาแล้ว ปัจจัยต่างๆเหล่านี้กำลังถูกนำมาปรับใช้ให้เข้ากับกลยุทธ์เก่าที่เมื่อครั้งอดีตเคยสร้างความสำเร็จในระดับหนึ่งนำมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อใช้ต่อกรกับศึกท่องเที่ยวท้ายปี-ปีใหม่

ขณะเดียวกันเรื่องของการสำรวจจุดท่องเที่ยวใหม่ๆและหาคู่ค้าพันธมิตรต่างประเทศที่มีคุณภาพทางสมาคมฯยังต้องเร่งพัฒนาศักยภาพให้มากขึ้น เพราะแนวโน้มตลาดท่องเที่ยวระยะทางไกลอาจจะมีการลดลง เนื่องจากปัญหาของต้นทุนสูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าตั๋วเครื่องบิน น้ำมัน และ Land Operation

นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าตลาดระยะทางใกล้ อาจมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาด จีน ฮ่องกง ,กรีซ,ตุรกีและตะวันออกกลาง ด้วยปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่ต่ำกว่า การเดินทางที่ระยะสั้นคล่องตัวดี สายการบินที่มีจำนวนมากทำให้เกิดการแข่งขันส่งผลให้ตั๋วเครื่องบินมีราคาถูก ขณะเดียวกันโรงแรมที่พักที่เปิดให้บริการก็จะมีราคาถูกตามไปด้วย

สอดคล้องกับที่ อเนก ศรีชีวะชาติ นายกสมคมไทยบริการท่องเที่ยว(TTAA)กล่าวถึง ผลกระทบจากปัญหาน้ำมันแพง กับค่าครองชีพที่สูงจนทำให้กำลังซื้อคนไทยลดลง ได้ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจบริษัทนำเที่ยวระยะไกล ไปในทวีปยุโรป หรืออเมริกา มีจำนวนลดลงมาก จากที่ผ่านมาเคยมีบริษัททัวร์ที่ทำเส้นทางไกลมากถึง 40% แต่ปัจจุบันลดเหลือเพียง 20% เท่านั้น เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวสนใจจองไปน้อย จนทำให้การจัดไปแต่ละครั้งไม่คุ้มค่า

“ปกติการเดินทางไปยุโรปแต่ละครั้งต้องมีกลุ่ม 16 คนขึ้นไปถึงจะคุ้ม แต่หากต่ำกว่านั้นก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงไป โดยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นส่วนใหญ่มาจากค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (เซอร์ชาร์จ) ที่แพงขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 25-30% ของค่าเดินทางทั้งหมด อาทิ เส้นทางกรุงเทพฯ-ญี่ปุ่น ปกติจะคิดค่าเซอร์ ชาร์จ เพียง 1,000-2,000 บาท แต่หลังจากเจอวิกฤติการณ์น้ำมันแพง ค่าเซอร์ชาร์จได้ปรับราคาเป็นเกือบ 5,000 บาท ซึ่งหากเทียบตั๋วเครื่องบินไปยุโรป ราคาก็ยิ่งแพงเพิ่มขึ้นอีกมาก”เป็นข้อเปรียบเทียบที่ เอนก หยิบยกขึ้นมา

แม้ว่าภาครัฐจะออกนโยบายไม่สนับสนุนให้หน่วยงานราชการทั่วประเทศมีการเดินทางออกไปดูงานต่างประเทศ เพื่อลดค่าใช้จ่าย อาจส่งผลกระทบต่อบริษัททัวร์ในเส้นทางระยะไกลอีกด้วย เพราะกลุ่มข้าราชการที่เดินทางไปดูงาน หรือจัดสัมมนาถือเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ โดยในแต่ละปีหนึ่งมีการเดินทางไปจำนวนมากมายหลายร้อยคน

ดังนั้น เมื่อสถานการณ์เป็นไปเช่นนี้ บริษัททัวร์ระยะไกลคงอยู่รอดลำบาก สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าที่เดินทางมีฐานการขยายตัวระหว่างระดับกลางไปถึงระดับล่างเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การปรับตัวเพื่อใช้กลยุทธ์ใหม่เพื่อลดต้นทุนและให้มีกำไรจึงเปลี่ยนไปใช้การเปิดเส้นทางทัวร์ระยะใกล้มากขึ้นด้วยเช่นกัน อาทิตลาด จีน เกาหลี เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือในย่านเอเชียตะวันออก เพราะต้นทุนจะต่ำมาก โดยเฉพาะภาพรวมของแพ็คเกจราคาทัวร์กลุ่มนี้ยังถูกกว่าเมื่อเทียบกับยุโรปและอเมริกา

ทั้งนี้ ราคาแพ็กเกจทัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่ได้รับความนิยมที่สุด อยู่ที่ราคา 20,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่จะไปจีน ขณะที่ 30,000-40,000 บาท จะได้รับความนิยมตามลงมา เช่น เกาหลี ส่วนราคาตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป จะจำหน่ายได้ค่อนข้างลำบาก และได้รับความสนใจน้อยกว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันการทำตลาดทัวร์เอาว์บาวน์นอกจากจะเจอการแข่งขันกับผู้ประกอบการเดียวกันแล้ว ยังต้องพบกับปัญหาบริษัททัวร์อินบาวน์หลายแห่งที่แอบมาทำธุรกิจทัวร์เอาต์บาวน์แบบผิดกฎหมาย จนทำให้เกิดปัญหาการร้องเรียนของผู้บริโภคเกี่ยวกับถูกโกงเงิน หรือปล่อยทิ้งที่ต่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นปัญหาเรื้อรังยากที่จะแก้ไข

แต่ปัจจุบันความพยายามของสมาคมไทยบริการท่องเที่ยวหรือ TTAA คือหน่วยงานที่พร้อมจะให้ความร่วมมือเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัททัวร์ต่างแดนให้กับผู้บริโภค...ปฏิบัติการเช็คบิลทัวร์นอกระบบของ TTAAออกมาแบบนี้เห็นที่บริษัททัวร์เถื่อนคงจะทำงานกันลำบากมากขึ้น

จุดเปลี่ยนโลว์คอสแอร์ไลน์

จากสถานการณ์ความผันผวนของราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในขณะนี้มีสายการบินของไทย ทยอยเริ่มประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ ฟิลเซอร์ชาร์ต (FUEL SURCHARGE)แล้ว ล่าสุดโดยทางสายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้ประกาศปรับค่าธรรมเนียมเพิ่ม 150 บาททุกเส้นทางบินระหว่างประเทศ

ขณะที่อีกหนึ่งกลยุทธ์คือ“ต้อนรับเครื่องใหม่ป้ายแดง เริ่มต้นเพียง 1 บาท!”น่าจะเป็นโมเดลทางการตลาดที่ดีที่สุดในช่วงนี้ของธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำอย่าง ไทยแอร์เอเชีย ...นับจากเกิดอุบัติเหตุการลื่นไถลของสายการบินวัน ทู โก ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 89 คน แน่นอนกระแสเรื่องของความปลอดภัยดูจะมาแรงเป็นพิเศษ และคงจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ที่จู่ๆสายการไทยแอร์เอเชียจะหยิบเรื่องของเครื่องบินลำใหม่มาใช้โปรโมทเพียงเพื่อหวังสร้างกระแสความปลอดภัยให้ผู้โดยสารพอใจที่จะไม่ลังเลในการเข้าใช้บริการ

ไทยแอร์เอเชีย เองดูจะเป็นสายการบินโลว์คอสเพียงสายเดียวที่ได้เปรียบคู่แข่งขันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเป็นต้นแบบโมเดลที่ใช้ราคาถูกมาเป็นจุดขายสร้างเกมรุกทางการตลาดอย่างได้ผล ขณะที่แอร์เอเชียบริษัทแม่ในมาเลเซียก็แผ่ขยายฐานเส้นทางบินไปแล้วกว่า 10 ประเทศพร้อมๆกัน ส่งผลให้ไทยแอร์เอเชียพร้อมที่จะบินไปในเส้นทางเครือข่ายของแอร์เอเชียได้โดยไม่ยากเย็นนัก

ศักยภาพความพร้อมของไทยแอร์เอเชียทั้งหลายทั้งปวงดูจะสอดคล้องกับสิ่งที่ไทยแอร์เอเชียกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน นั่นก็คือการเปลี่ยนจุดยืนจากเดิมที่เคยใช้กลยุทธ์เรื่องของราคาถูกเป็นจุดขาย แต่ ณ วันนี้กระแสของความปลอดภัยเรื่องของเครื่องบินส่งผลให้ไทยแอร์เอเชียไม่ยอมปล่อยโอกาสดีๆอย่างนี้ต้องหลุดมือไป สุดท้ายก็ดึงเครื่องบินลำใหม่อย่างแอร์บัส A 320 มาเชิดให้เป็นพระเอก...ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะลงตัวเสียจริงๆ...

จริงอยู่ตั๋วราคาถูกเป็นโมเดลต้นแบบของธุรกิจโลว์คอสแอร์ไลน์ที่ใช้ได้ผลสามารถสร้างแรงจูงใจให้มีลูกค้าเข้าไปใช้บริการจำนวนมากในแต่ละปี ส่งผลให้ที่ผ่านมาไทยแอร์เอเชียซึ่งเป็นต้นแบบที่นำกลยุทธ์เรื่องของราคามาใช้มียอดลูกค้าใช้บริการสูงกว่า 3 ล้านคนต่อปีและได้ผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ สร้างกระแสจุดประกายให้สายการบินโอเรียนท์ไทยที่เปิดให้บริการอยู่แล้วจะหยุดดูความสำเร็จของไทยแอร์เอเชียฝ่ายเดียวนั้นคงไม่ได้อีกต่อไป แต่ด้วยข้อจำกัดที่มีอยู่หลายอย่างไม่อาจที่จะต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ จนในที่สุดจึงเลือกที่จะเปิดบริษัทลูกออกมา นั่นก็คือสายการบิน วันทูโก เพียงเพื่อหวังมาใช้ต่อกรสู้กับไทยแอร์เอเชียสร้างสงครามราคาออกมาได้อย่างสมน้ำสมเนื้อที่สุด

ขณะเดียวกันกรณีที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ปรับกลยุทธ์ นำทัวร์อินบาวน์เข้าไทย โดยมุ่งเน้นตลาดเอเชียมากขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะค่าเดินทางจากประเทศรอบๆ เมืองไทยไม่สูงมากนัก และหลายๆ ประเทศมีศักยภาพ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศจีน ซึ่งเคยเป็นนักท่องเที่ยวหลักของไทยนั้นค่อนข้างดีแม้ว่าในเวลานี้การท่องเที่ยวของชาวจีนจะชะงักไป แต่คาดว่าในอนาคตคงจะดีขึ้น นอกจากนี้การท่องเที่ยวในประเทศจะมีราคาไม่แพงมาก ดังนั้นจึงเหมาะกับสถานการณ์ในเวลานี้ ที่เป็นช่วงน้ำมันแพง จึงมองว่าทางททท. มาถูกทางแล้ว

อย่างไรก็ตามหากททท.ไปรุกตลาดจีน-อินเดีย อย่างมีแบบแผนและเป็นรูปธรรมชัดเจน ไปด้วยความหนักแน่น สายการบินไทยแอร์เอเชียเตรียมจะปรับกลยุทธ์ไปทางประเทศอินเดียมากขึ้น เพื่อให้การท่องเที่ยวไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่เที่ยวบินใหม่ของสายการบินไทยแอร์เอเซีย ที่เปิดให้บริการจากกรุงเทพฯ ไประนอง ได้มีการจองตั๋วล่วงหน้าเต็ม 100 % ดังนั้นจึงคาดว่าในอนาคตเส้นทางบินดังกล่าวคงมีแนวโน้มที่ดีอย่างแน่นอน

ส่วนสาเหตุที่สายการบินต่างๆ มีแผนที่จะปรับอัตราค่าธรรมเนียมสูงขึ้นนั้น มาจากปัจจุบันราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งเนื่องจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันในปัจจุบันไม่สามารถชดเชยค่าใช้จ่ายน้ำมันได้ทั้งหมด ทั้งนี้การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมน้ำมันดังกล่าวได้พิจารณาแล้วว่าอัตราที่กำหนดไว้เป็นอัตราที่ตลาดผู้โดยสารรับได้ แม้บางสายการบินจะจัดเก็บคาธรรมเนียมน้ำมันในอัตราสูงแต่ลดราคาตั๋วเครื่องบินเพื่อจูงใจว่าค่าตั๋วถูก

ส่วนอีกค่ายการออกแคมเปญทุกเส้นทางใช้ตั๋วราคาเดียวจนกลายเป็นกลยุทธ์การทำตลาดของ วัน ทู โก ไปเสียแล้วกลับนำโมเดลของสายการบินไทยแอร์เอเชียมาปรับใช้โดยไม่ให้ธุรกิจได้รับผลกระทบภาวะขาดทุน ด้วยการจัดรายการส่งเสริมการขายจำน่ายตั๋วเครื่องบินราคาถูก แต่จะมีความชัดเจนกว่า ในเรื่องของเงื่อนไข และจำนวนว่าแต่ละเที่ยวบินจะมีตั๋วราคาถูกกี่ที่นั่ง

การทดลองจัดแคมเปญส่งเสริมการขายครั้งนี้ ด้วยวิธีการจำหน่ายตั๋วเครื่องบินราคาถูกซึ่งระบุชัดเจนว่าเที่ยวบินละ 1 ที่นั่ง ได้รับความสำเร็จระดับหนึ่งและผลตอบรับจากลูกค้าดีมาก ยอดจำหน่ายตั๋วของ วัน ทู โก เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดส่งผลให้มียอดจำนวนผู้โดยสารตลอดทั้งปี 2549 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านคน

กลยุทธ์ด้านราคาจึงนับเป็นจุดขายที่นำเสนอขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือทางการตลาดของธุรกิจที่ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆแม้แต่สายการบินนกแอร์ที่เคยออกปากมาตั้งแต่ต้นว่าจะไม่มีการลงไปเล่นเรื่องของราคาอย่างเด็ดขาดเมื่อครั้งตอนเปิดให้บริการใหม่ๆก็ยังอดใจไม่ได้ที่จะออกแคมเปญ “บินทั่วไทย ในราคาตั๋ว 3 บาท”มาเป็นครั้งที่สอง

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมาทุกสายการบินต้นทุนต่ำต่างหยิบเรื่องของตั๋วราคาถูกมาเป็นจุดขายแทบทั้งสิ้นและเป็นการยืนยันได้ว่ากลยุทธ์เรื่องของตั๋วราคาถูกนั้นใช้ได้ผลจริงๆ

ความไม่แน่นอนก็คือความไม่แน่นอนเหตุการณ์อุบัติเหตุไม่คลาดฝันที่เพิ่งเกิดขึ้นของสายการบิน วัน ทู โก ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงทำให้ธุรกิจโลว์คอสแอร์ไลน์ต้องถึงจุดพลิกผันทั้งๆที่ทุกอย่างกำลังลงตัว

กระแสความปลอดภัยจากเครื่องบินคือสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะสร้างความเชื่อมั่นของผู้โดยสารให้กลับคืนมาและการปรับจุดยืนของแต่ละสายการบินจึงถูกหยิบนำกลับมาทบทวนอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับกระแสเรียกร้องความปลอดภัยจากเครื่องบิน ซึ่งดูเหมือนจะทำให้ความสำคัญเรื่องของตั๋วราคาถูกต้องลดบทบาทลงไปอย่างเห็นได้ชัด และสายการบินวัน ทู โก ก็เป็นสายการบินหนึ่งที่ออกมายอมรับว่าจำนวนผู้โดยสารลดลงประมาณ 10% จนทำให้ต้องลดเที่ยวบินบางเส้นทางลงไปเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดทุน ขณะที่แคมเปญตั๋วราคาเดียวในทุกเส้นทางก็ยังเปิดให้บริการเหมือนเดิมแต่ก็ไม่สามารถที่จะสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ากลับเข้ามาใช้บริการได้เหมือนแต่ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ

ฤาว่า...ธุรกิจโลว์คอสแอร์ไลน์กำลังถึงจุดเปลี่ยน!...ประโยคดังกล่าวนี้น่าจะเป็นจริง เพราะขนาดต้นแบบโมเดลตั๋วเครื่องบินราคาถูกอย่าง ไทยแอร์เอเชีย ยังขยับตัวปรับเปลี่ยนจุดยืนใหม่ด้วยการดึงเครื่องบินลำใหม่มาเป็นจุดขายแต่ก็ไม่วายที่จะตบท้ายโปรโมชั่นด้วยตั๋วราคาถูกควบคู่กันไป

ยุทธการใช้ความใหม่ของเครื่องบินมาเปิดให้บริการของไทยแอร์เอเชียควบคู่ไปกับโปรโมชั่นเรื่องของตั๋วราคาถูกกำลังจะกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ถูกไทยแอร์เอเชียสร้างขึ้นมาเพื่อหวังกระตุ้นให้คนกลับมาเดินทางโดยสารด้วยเครื่องบินอีกครั้ง หลังจากที่ลูกค้าบางส่วนขาดความมั่นใจที่จะใช้บริการสายการบินต้นทุนต่ำไปแล้ว

ว่ากันว่ากลยุทธ์ดังกล่าวกลับเป็นผลดีสำหรับไทยแอร์เอเชีย แต่ในทางกลับกันผลเสียทั้งหมดกลับตกไปอยู่ที่สายการบินต้นทุนต่ำอย่าง วัน ทู โก ซึ่งมีแต่เครื่องบินรุ่น MD 82 อยู่ในมืออีกกว่า 7 ลำและมีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 10 ปีซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ต่อไปจนกว่าจะหมดสัญญาเช่า แม้ว่าต้นปี 2550 วัน ทู โก เองมีแผนที่จะเช่าเครื่องบินล็อตใหม่มาให้บริการก็ตามแต่กลเกมครั้งนี้ที่ไทยแอร์เอเชียกำลังเดินหมากอยู่นั้นแรงพอที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจการบินทั้งระบบได้เหมือนกัน

แม้แต่นกแอร์ สายการบินโลว์คอสที่ร่วมก๊วนการแข่งขันในรูปแบบเดียวกันก็มีเครื่องบินโบอิ้ง 747-300 ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวนกว่า 156 ที่นั่งและเป็นเครื่องบินที่เช่าจากการบินไทยแถมยังมีอายุการใช้งานมานานเช่นกันยังได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากมายอะไรนัก อาจสันนิษฐานได้ว่าเนื่องจากเป็นเครื่องบินคนละรุ่นกับ วัน ทู โก และยังเป็นเครื่องบินที่ถูกการันตีโดยการบินไทยว่าเคยใช้อยู่ก็ได้ แต่นกแอร์มีแผนที่จะเช่าเครื่องบินมาเสริมทัพในช่วงต้นปี 2551 เช่นกันซึ่งจากเดิมที่มีอยู่แล้ว 5 ลำ

การเปิดเกมรุกของไทยแอร์เชีย ด้วยการหันมาโปรโมทเครื่องบินลำใหม่ควบคู่ไปพร้อมๆกับโมเดลการตลาดเรื่องของตั๋วราคาถูกในครั้งนี้ นอกจากจะสร้างแรงกระตุ้นให้คนอยากเดินทางโดยสารด้วยเครื่องบินกลับมาใช้บริการแล้ว ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยแอร์เอเชียจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของสายการบินต้นทุนต่ำไปพร้อมๆกับสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของผู้บริโภคให้กลับคืนมาอีกครั้ง...เพื่อช่วงชิงความเป็นหนึ่งทางธุรกิจการบินในยามที่โอกาสนั้นมาถึง...แม้ว่าจะต้องแลกมากับความบอบช้ำของคู่แข่งขันก็ตาม…

ท่องเที่ยวไทยท้าชนต่างชาติ

แคมเปญ“อะเมซิ่งไทยแลนด์”นับเป็นวิถีทางแก้เกมการตลาดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ที่ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์สร้างอิมเมจไปพร้อมๆกับอัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพท่องเที่ยวของไทยที่มีอยู่การมุ่งเน้นในเพื่อชู 7 สินค้าอะเมซิ่งโปรดักส์จึงถูกหยิบนำมาใช้

ขณะที่“วิถีไทย หัวใจของแผ่นดิน” ถูกนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวได้รู้จักและสัมผัสถึงตัวตนของประเทศไทยในแง่มุมต่างๆ ขณะที่ “มรดกแห่งแผ่นดิน” กลายเป็นสินค้าด้านวัฒนธรรม ความภูมิใจในความเป็นไทยที่ถูกออกมานำเสนอดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงเป็นอีกวิธีหนึ่ง

ยุทธศาสตร์“เสน่ห์แห่งธรรมชาติ” สำหรับผู้ที่ห่วงใยธรรมชาติถูกนำเสนอให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ทำให้นักท่องเที่ยวตระหนักถึงคุณค่าสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมๆกับสร้าง“สุขภาพนิยม” ที่เน้นความรู้สึกกระปรี้ กระเปร่า สดชื่น แข็งแรง กระฉับกระเฉง รวมไปถึง “ความหลากหลายของทะเล (Beach)” ที่ถูกนำเสนอความสวยงามของท้องทะเล เหมือนสัมผัสสวรรค์บนดิน และที่หนีไม่พ้นคือ “ความสุขที่แตกต่าง” รูปแบบสินค้าที่ทันสมัยตามกระแสนิยม ปิดท้ายด้วย “เทศกาลและความมัน”สีสันท่องเที่ยวที่นำเสนอเทศกาล งานประเพณี กิจกรรมสนุกสนาน ความบันเทิง มาเป็นกลยุทธ์

การเปิดเกมรุกของท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้พื้นที่ประเทศไทยเป็นฐานสร้างอิมเมจและโปรโมทโปรโมชั่นต่างๆเพื่อหวังขยายอาณาจักรดูท่ากำลังเข้มข้นและร้อนแรงไม่แพ้กันทีเดียว

การเปิดตัวแคมเปญ "Experience Macau" ต่อจากแคมเปญ "A world of difference, the difference is Macau"ของ มาเก๊า ในประเทศไทยและเน้นในเรื่องประสบการณ์ท่องเที่ยวมาเก๊าในรูปแบบใหม่ ทั้งไลฟสไตส์ เรื่องการทานอาหาร การท่องเที่ยว เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ต่างๆ การผจญภัย จากเดิมที่เน้นเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เป็นหลัก

"คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปมาเก๊าจำนวนกว่า 1.5 แสนคน”จารุณี ตันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดการท่องเที่ยวมาเก๊า คาดหวังที่จะต้องทำให้ได้

ขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวคนไทยที่เพิ่มขึ้นประมาณ 72% จากเดิม 8.98 หมื่นคนส่งผลให้การท่องเที่ยวมาเก๊ามั่นอกมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดตัวเลขได้โดยไม่ยากนัก ขณะที่ภาพรวมของตลาดนักท่องเที่ยวทั้งหมดคาดว่าสิ้นปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเก๊าจำนวน 23 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 10%

นอกเหนือจากนั้นแพ็คเกจพิเศษ 3 วัน 2 คืนในราคาเพียง 7,555 บาท ที่สายการบินมาเก๊าร่วมกับบัตรเครดิต HSBC ยังเป็นตัวช่วยเสริมให้เส้นทางท่องเที่ยวมาเก๊าได้อย่างดี

อัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดของมาเก๊าในรอบหลายปีที่ผ่านมา สืบเนื่องมาจากคนไทยเริ่มรู้จักมาเก๊ามากกว่าจุดขายเดิมคือการเป็นกาสิโนเพียงอย่างเดียว เพราะมาเก๊าเริ่มโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ที่สวยงาม มีกลิ่นอายของศิลปตะวันตก กลายเป็นมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดให้มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมากขึ้น ผสมผสานกับโครงการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรที่กำลังกลายเป็นจุดขายใหม่บนเกาะเล็กๆ "มาเก๊า" แห่งนี้ และการท่องเที่ยวบวกกับศูนย์กลางตลาดไมซ์กำลังโตวันโตคืน พร้อมที่ผงาดขึ้นเป็นเสือตัวใหม่แห่งเอเชีย

ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ ในประเทศไทยได้ออกแคมเปญ "ยูนีกลี่ย์ สิงคโปร์ วีคเอนท์" ใน 7 เมืองหลักรอบสิงคโปร์ในช่วงวันหยุดศุกร์-อาทิตย์ ได้แก่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย, เชนไน ประเทศอินเดีย, กวางโจว ประเทศจีน, จาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย, ฮ่องกง และยาโฮบาลู และ กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 31 มีนาคม 2551 บวกกับการอัดโปรโมชั่นลดราคาโรงแรม ที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวกว่า 20% แถมยังมอบตั๋วเครื่องบินสายการบินเจ็ทสตาร์ในราคาพิเศษ ที่เริ่มต้นเพียง 52 บาทต่อเที่ยวเช่นกัน

การออกแคมเปญ "Hong Kong Living Culture" ภายใต้สโลแกน "ฮ่องกงสัมผัสแล้วคุณจะรัก" ที่อาศัยวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกผสมผสานอย่างลงตัว แยกออกเป็น 4 ธีมหลัก ได้แก่ Blend of New & Old เน้นโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวใหม่ พร้อมประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ , Beyond Shopping ไฮไลท์จะอยู่ที่เทศกาลช๊อปปิ้ง และแหล่งช๊อปปิ้งที่หลากหลาย , Hidden Treasure มุ่งเน้นไปที่ความหลากหลายของฮ่องกง อาทิ เกาะต่างๆ พื้นที่สีเขียว โปรแกรมส่องธรรมชาติและวัฒนธรรม และWinter Delight เน้นโปรโมทฮ่องกงวินเทอร์เฟส แหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมสำหรับครอบครัวในช่วงฤดูหนาว จากแคมเปญนี้การท่องเที่ยวฮ่องกงคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งหมดจำนวนกว่า 26.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 4.6%เดินทางเข้าประเทศ

ส่วนเสือเหลืองอย่างมาเลเซียหยิบเอาแคมเปญ "Visit Malaysia 2007" Celebrating 50 Years of Nationhood เพื่อเฉลิมฉลองเอกราชครบ 50 ปี มาโปรโมทโดยมีกิจกรรมกว่า 50 ประเภทจัดตลอดทั้งปี50ไปพร้อมๆกับการจัดโปรโมชั่นร่วมกับสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ จัดแพ็คเกจพิเศษ 3 วัน 2 คืน ในราคาเริ่มต้น 8,999 บาท ที่สำคัญรุกจัดโรดโชว์ต่างจังหวัดทั่วประเทศไทยอีกด้วย

เปิดแผน ททท.

ปีงบประมาณ 2551 สำหรับแผนพัฒนาการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)กับตลาดในประเทศ ว่าด้วยการส่งเสริมเรื่องให้ความสำคัญกับการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เน้นการรณรงค์ให้คนไทยเกิดจิตสำนึกช่วยกันดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยวให้คงความสวยงาม และร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี ภายใต้แคมเปญ "เก็บเมืองไทยให้สวยงาม" เน้นการดำเนินงานที่สอดรับกับแนวคิด "การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต" เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศภายใต้แคมเปญ "เที่ยวไทยให้สนุก..เติมความสุขให้ชีวิต" โดยส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มจังหวัด ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวในมิติของการเรียนรู้และสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่สนับสนุนการภูมิใจในความเป็นชาติไทย รักในวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ

ตัวอย่างเช่น ในปี 2550 นี้ ได้นำงาน "เทศกาลเที่ยวเมืองไทย" กลับมาจัดอีกครั้ง ถือเป็นการจัดงานด้านวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยิ่งใหญ่ของปี และ เป็นงานที่ได้รับความสำเร็จอย่างสูงทั้งในด้านผู้เข้าชมงาน และ "พันธมิตร"ที่ร่วมมือในการจัดงานครั้งนี้ (สมาคมท่องเที่ยว ฯลฯ) ทั้งนี้ ททท. จะจัดงาน "เทศกาลเที่ยวเมืองไทย" เป็นประจำทุกปีต่อไป

อีกทั้งยังเน้นการทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่างอย่างใกล้ชิด ทั้งในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยมีการทำงานร่วมกันในรูปแบบต่างๆกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวในภูมิภาคต่างๆสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ รวมทั้งบัตรเครดิตของธนาคารต่างๆ เป็นต้น เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ

ขณะที่ตลาดต่างประเทศ เน้นนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคหลัก ๆ เช่น ภูมิภาคยุโรปภูมิภาคเอเชีย-ตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยดำเนินการรักษาฐานกลุ่มตลาดเดิม ประมาณ 18 ตลาด และดำเนินการตลาดเชิงรุกกลุ่มตลาดใหม่ (EmergingMarkets) คือ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รัสเซีย และ กลุ่มประเทศCommonwealth of Independent States (CIS) กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกตะวันออกกลาง (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดิอารเบีย) ซึ่งแม้ว่าตลาดเหล่านี้จะยังมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย ในสัดส่วนฐานตลาดขนาดเล็ก แต่มีศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตสูงมาก

ซึ่งกลยุทธ์และแนวทางการส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศเน้น "การส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ มุ่งเน้นรายได้มากกว่าจำนวน นักท่องเที่ยว" โดยประยุกต์ใช้สื่ออิเลคทรอนิคส์ร่วมสมัยในการทำตลาด E-Marketing ควบคู่ไปกับการทำตลาดในลักษณะดั้งเดิม (Traditional) ในการสร้างการรับรู้ประเทศไทย ขยายตลาดไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพ และรักษาฐานตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มเดิม ผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเดิม ในลักษณะของการบอกต่อกันในกลุ่มครอบครัวและเพื่อน (Word of Mouth) การเสนอรายการท่องเที่ยว หรือข้อเสนอพิเศษ เสนอขายผ่านร้านอาหาร สายการบิน บริษัทนำเที่ยว ฯลฯ

รวมถึงการเข้าร่วมงานส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยว Travel Trade Showที่จัดขึ้นในประเทศต่างๆ และเดินทางไปจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยว(Road Show) ด้วย โดยมีกลยุทธ์ในการดำเนินงาน ดังนี้ คือ สร้าง Brand "ประเทศไทย" ให้เป็นที่รู้จักและจดจำ ,เสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน,ขยายตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ,รักษาส่วนแบ่งทางการตลาด และส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวซ้ำ และสร้างแบรนด์ "ประเทศไทย" ให้เป็นที่รู้จักและจดจำ

ทั้งนี้เพื่อตอกย้ำแบรนด์ "ประเทศไทย" ต่อการรับรู้ของนักท่องเที่ยวให้ประเทศไทยเป็นทางเลือกแรกในการวางแผนการเดินทาง และเพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ททท. จึงมีแผนดำเนินการ 3 ประการ คือ จะสร้างความชัดเจนในการสื่อสารการตลาด ให้นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการต่างๆ มองภาพลักษณ์ประเทศไทยไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งภาพลักษณ์ที่ต้องการจะสื่อไปยังตลาด ก็คือ "AmazingThailand" ซึ่งขณะนี้ ก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของตลาด

ขณะเดียวกัน ททท. จะตอกย้ำภาพลักษณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ให้เกิดการรับรู้และจดจำ โดยจะขยายการประชาสัมพันธ์แบรนด์ "Amazing Thailand" ให้กว้างขวางเท่าที่จะทำได้ ในพื้นที่ตลาดต่างๆ ในสื่อที่หลากหลาย การนำเสนอจุดแข็งของสินค้าที่ ททท.คัดเลือกไปเสนอขายก็จะสอดคล้องและสนับสนุนแบรนด์ คือ ต้องมีความ "Amazing" จริงๆ และจะนำเสนอสินค้าที่เป็นจุดแข็งของแบรนด์ ซึ่งก็คือ 7 Amazing Wonders เพื่อช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แบรนด์ประเทศไทย

แผนสกัดทัวร์ศูนย์เหรียญ

“ทัวร์ศูนย์เหรียญ” สารพัดเล่ห์รีดเงินออกจากกระเป๋านักท่องเที่ยวชาวจีนจนทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย !! เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่...พูดกันมานาน...แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเสียที แม้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมรัฐบาลก็เคยแสดงท่าทีว่าจะเอาจริงกับปัญหานี้ก็ตาม...แต่ก็เงียบไป ทั้งที่มีข้อมูลเบาะแส “ทัวร์ศูนย์เหรียญ”อยู่ในมือ

ด้วยวิธีการต้องซื้อ-ต้องจ่าย “ค่าหัว” เพื่อให้ได้ลูกทัวร์ต่างประเทศเข้ามา เสร็จแล้วก็ต้องมาเปลี่ยนหรือแทรกโปรแกรมพิเศษนอกเหนือจากแพ็กเกจที่เสนอขายลูกทัวร์ไว้ ส่วนใหญ่ “ไกด์” คือคนที่ต้องซื้อ-ต้องจ่ายให้กับ “บริษัททัวร์” แล้วก็จำเป็นต้อง “ถอนทุน+รีดกำไร” ต้องพยายามทำทุกวิถีทางให้ลูกทัวร์ควักกระเป๋าจ่ายเงินไปกับสินค้า-สถานที่เที่ยวที่จะได้ “ค่าคอมมิสชั่น” บางรายพาลูกทัวร์ไปช้อปปิ้งแล้วสมคบกับ ร้านจิวเวลรี่ “โก่งราคา-ต้มตุ๋น” ที่ผ่านมาปัญหานี้เข้าขั้นวิกฤติไปแล้ว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากต่างพากันขยาดเบนเข็มไปเที่ยวประเทศอื่น ๆ แทน เช่น มาเลเซีย, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ ฯลฯ ขณะเดียวกันประเทศเหล่านี้ต่างใช้กลยุทธ์อัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้าประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

ล่าสุดผู้ประกอบการธุรกิจทัวร์อินบาวน์โดยเฉพาะทัวร์จีนกว่า 20 รายได้รวมกลุ่มกันเป็นพันธมิตรเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยการเปิดเกมรุกบุกตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีคุณภาพมากขึ้นไปพร้อมๆกับขยายเส้นทางใหม่ๆหวังสร้างความหลากหลายให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกมากขึ้น

และเพื่อเป็นการยกระดับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะนำเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย รวมถึงเพื่อสกัดกั้นบริษัทนำเที่ยวที่เป็นนอมินีของต่างชาติที่เข้ามาทำทัวร์ศูนย์เหรียญจนสร้างปัญหามากว่าทศวรรษ ดังนั้นจึงต้องใช้ยุทธการแก้เกมด้วยการจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวคนไทยหาเส้นทางใหม่ๆเพื่อขยายตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีคุณภาพให้มีการพำนักอยู่ในประเทศไทยยาวนานขึ้น

สอดคล้องกับที่ แหล่งข่าวระดับสูงของวงการทัวร์จีน ที่บอกกับ “ผู้จัดการรายสัปดาห์”ว่า ปัญหาของบริษัททัวร์จีนที่เป็นนอมินีในไทยเกิดขึ้นก็คือพร้อมที่จะยอมรับข้อเสนอทุกอย่างจากบริษัททัวร์ต่างประเทศ(บริษัทแม่ในจีน) ที่จะเป็นคนป้อนลูกทัวร์เข้ามา อาทิยอมเรื่อง การกดราคา, การจ่ายค่าหัว ทั้ง ๆ ที่สามารถปฏิเสธไม่รับข้อเสนอก็ได้

กอปรกับมีการประกาศหลายครั้งว่าจะล้าง “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” แต่หันกลับไปมองในอดีต...เมื่อหลายปีก่อนทางการพยายามจะแก้ปัญหาเรื่องการ “ซื้อหัวลูกทัวร์” โดยมีการเซ็นสัญญาเอ็มโอยูกับทางจีน แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่ ครั้งนั้นทางชมรมมัคคุเทศก์จีนออกมาระบุว่ายังคง ต้องเสียค่าหัวลูกทัวร์ หัวละ 3,700 บาท ให้เจ้าของบริษัททัวร์ แถมต้องเซ็นสัญญาว่าจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ และนอกจากนี้...ในแต่ละกรุ๊ปทัวร์ไกด์ยังต้องเสียเงินอีกกรุ๊ปละ 1,000 บาท เป็น “ค่าคุ้มครอง” ในการพาลูกทัวร์เที่ยวได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล โดยบริษัททัวร์จะเป็นผู้เก็บรวบรวมส่งให้คนบางกลุ่ม ??

และมีกว่า 80 บริษัททัวร์ที่ร่วมลงนามแสดงเจตจำนงไม่ให้มีการซื้อค่าหัวนักท่องเที่ยวจากจีน แต่เรื่องก็ยังคง “เหมือนเดิม” เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น

การออกมารวมตัวครั้งนี้ของผู้ประกอบการทัวร์จีนกว่า 20 รายหวังสกัดกั้นกลยุทธ์ทัวร์ศูนย์เหรียญที่กลุ่มบริษัททัวร์ต่างชาติเข้ามาก่อความเสียหายให้กับประเทศไทย และต้องการยกระดับนักท่องเที่ยวชาวจีนให้มีแต่นักท่องเที่ยวคุณภาพขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ร่ำรวยสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศได้มากขึ้น และเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยวชาวจีนให้มีคุณภาพ สิ่งสำคัญจึงต้องมีการแลกเปลี่ยนทัศนะของผู้ประกอบการนำเที่ยวคนไทยเสริมสร้างจุดเด่นและพยายามลบจุดด้อยให้เหลือน้อยที่สุด

แม้ว่าคู่แข่งขันต่างประเทศจะอาศัยปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญมาเจาะตลาดดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนไป ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยไม่ค่อยจะสู้ดีนักสำหรับในสายตาของนักท่องเที่ยวชาวจีน แต่อย่าลืมว่าประเทศไทยมีจุดขายในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายที่ต่างประเทศแอบอิจฉาอยู่และไม่สามารถจะเนรมติพื้นที่ของประเทศให้เป็นเหมือนอย่างประเทศไทยได้

ตรงนี้เองที่แหล่งข่าวระดับสูงของวงการทัวร์อินบาวน์ให้ความเห็นว่าคือหัวใจของการท่องเที่ยวที่จะสามารถนำมาปรับใช้กับทัวร์จีนให้หันกลับมาท่องเที่ยวเมืองไทยกันมากขึ้น ล่าสุดมีการสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆเพื่อนำไปเป็นจุดขาย อาทิ เกาะช้าง จังหวัดตราด หรือในโมเดลแปลกๆด้วยการทัวร์กินผลไม้อย่างไม่จำกัด

“นับเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความสำเร็จระดับหนึ่ง หากทุกบริษัทร่วมมือกันทำและมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดในการหาเส้นทางใหม่ๆอยู่ตลอดเวลาเพื่อใช้เป็นยุทธวิธีสกัดกั้นทัวร์ศูนย์เหรียญ เชื่อได้ว่าปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญที่คาราคาซังมากว่าทศวรรษก็จะผ่อนคลายไปในทางที่ดีขึ้น”แหล่งข่าวระดับสูงกล่าว

กอปรกับปัญหาเรื่องของ “ไกด์”ที่เป็นเหตุให้ต้อง “สูบเลือด” ลูกทัวร์ ไกด์คนไทยรายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า...เมื่อจำเป็นต้องพยายามทำให้มีรายได้จากกรุ๊ปทัวร์ไม่ต่ำกว่ากรุ๊ปละ 1 แสนบาท เพื่อให้พอมีกำไรราว 3-5 หมื่นบาท เอาไว้เฉลี่ยกับทัวร์กรุ๊ปอื่นที่อาจจะขาดทุน ขณะเดียวกันก็ “ไม่มีประโยชน์” ที่จะรวมตัวกัน “คว่ำบาตร” บริษัททัวร์ ?? เพราะจะไปเข้าทาง “ไกด์เถื่อน” เต็ม ๆ และจะวนไปที่ปัญหาอมตะของวงการทัวร์ ซึ่งที่ผ่าน ๆ มาเกือบ 80% ของ “ไกด์ทัวร์จีน” จะเป็นไกด์เถื่อน ไม่มีใบอนุญาตประกอบอาชีพไกด์ และหลายรายไม่มีบัตรประชาชนแสดงความเป็นคนไทย เป็นไกด์เถื่อนจาก จีน, ไต้หวัน, พม่า โดยบริษัททัวร์รู้เห็น ใช้วิธีจ้างไกด์ที่ถูกกฎหมายไว้เป็น “ไม้กันหมา” แต่คนรับงานจริง ๆ คือไกด์เถื่อน ไกด์ที่ถูกกฎหมายจะเป็นแค่คนทำหน้าที่เคลียร์เมื่อมีการตรวจจับ

นี่อาจเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของเบื้องลึกที่ยังคงซ่อนอยู่เบื้องหลังมาตรการ ปราบ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ในช่วงที่ผ่าน ๆ มา ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องออกมาต่อสู้อย่างจริงจังด้วยตนเอง และน่าจับตาว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐบาลชุดล่าสุด จะมี “น้ำยา” สามารถพังทลายกำแพงทัวร์ศูนย์เหรียญได้หรือไม่ ???


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.