|

DarkDay for the Empire (Samsung)
นิตยสารผู้จัดการ( มกราคม 2551)
กลับสู่หน้าหลัก
วันอันมืดมนของ Samsung การถูกเปิดโปงเรื่องอื้อฉาวติดสินบนข้าราชการอย่างมโหฬารกำลังคุกคามความอยู่รอดของจักรวรรดิธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ซึ่งในที่สุดอาจส่งผลถึงขั้นเปลี่ยนโฉมหน้า Korea Inc
Samsung หนึ่งในจักรวรรดิธุรกิจที่บริหารโดยคนตระกูลเดียวที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย กำลังถูกข้าศึกโจมตี Samsung ซึ่งมีฉายาอันยิ่งใหญ่ว่า Republic of Samsung เพราะการมีบทบาทและอิทธิพลสูงในเศรษฐกิจเกาหลีใต้กำลังตกอยู่ในวังวนของเรื่องอื้อฉาวคอร์รัปชันที่ถูกเปิดโปงในเดือนตุลาคม เมื่อ Kim Young Chul อดีตหัวหน้าทนายความของ Samsung ออกมาแฉว่า ตั้งแต่ปี 1997-2004 Samsung ติดสินบนนักการเมืองระดับสูง นักข่าว ข้าราชการ แม้กระทั่งผู้พิพากษาจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงหัวหน้าอัยการของเกาหลีใต้คนปัจจุบัน เพื่อแลกมาซึ่งผลประโยชน์และความได้เปรียบทางธุรกิจ
ประธานาธิบดี Roh Moo Hyun แห่งเกาหลีใต้ ประกาศว่าเขาจะแต่งตั้งเจ้าหน้าที่สอบสวนพิเศษ เพื่อสอบสวนอาณาจักรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้แห่งนี้โดยเฉพาะ หลังการประกาศของผู้นำเกาหลีใต้เพียงไม่กี่ชั่วโมง บรรดาผู้บริหารระดับสูงของ Samsung ซึ่งรวมถึง ประธานวัย 65 ปี Lee Kun Hee ก็ถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
การเปิดโปงเกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ไม่มีใครรู้ว่าแรงจูงใจของ Kim ผู้เปิดโปงคืออะไร แต่ที่ทุกคนรู้แน่ๆ คือ Samsung กำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อรักษาอำนาจการควบคุมจักรวรรดิธุรกิจมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ของตน ซึ่งมีบริษัทที่สำคัญที่สุดคือ Samsung Electronics ยักษ์ใหญ่ทีวีจอแบน โทรศัพท์มือถือ และไมโครชิปแห่งเอเชีย เป็นบริษัทใหญ่ที่สุดในบรรดาบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 17 แห่ง ของเครือ Samsung ซึ่งมีมูลค่ารวมกัน 9 หมื่นล้านดอลลาร์ ยังไม่รวมบริษัทนอกตลาดอย่าง Samsung Life บริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ และบริษัทอื่นๆ อีกประมาณ 40 แห่ง
คำกล่าวหาสำคัญของ Kim คือ ประธาน Lee บงการและอยู่เบื้องหลังการสร้างเครือข่ายติดสินบนอย่างมโหฬาร ซึ่งจ่ายเงินหลายล้านเพื่อให้การโอนย้ายหุ้นใน Samsung ไปยังลูกชายของ Lee ด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมายสะดวกราบรื่น เพื่อเลี่ยงการจ่ายภาษีมรดก ซึ่งถ้าหากต้องจ่ายเต็มจำนวนแล้ว อาจส่งผลกระทบกับอำนาจของตระกูล Lee ในการควบคุมอาณาจักรธุรกิจแห่งนี้
นักวิเคราะห์ทำนายว่า เรื่องอื้อฉาวครั้งนี้ไม่เพียงจะส่งผลต่อบรรษัทภิบาลใน Samsung แต่ยังจะส่งผลถึงโครงสร้างความเป็นเจ้าของภายในบริษัทด้วย โดยความเป็นไปได้หนึ่งคือ Samsung อาจต้องแตกตัวออกเป็นบริษัทย่อยๆ หลายกลุ่มธุรกิจ
และนั่นอาจเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของเกาหลีใต้หรือ Korea Inc อย่างขนานใหญ่ ในปีที่แล้วยอดขายของ Samsung อยู่ที่ 1 แสน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับมีสัดส่วนถึง 15% ของ GDP เกาหลีใต้ Samsung ส่งออกสินค้า คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 5 ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของเกาหลีใต้ บริษัทว่าจ้างพนักงานมากถึง 250,000 คนทั่วโลก และยังติดอันดับ 21 ของแบรนด์ทรงคุณค่าระดับโลก จาก การจัดอันดับของ Interbrand โดยมีมูลค่าแบรนด์ถึง 17,000 ล้านดอลลาร์
Samsung ยังเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ชั้นนำของเกาหลีใต้ที่เรียกว่า chaebol เพียงแห่งเดียว ที่เหลือรอดจากการต้องแตกตัว หลังจากเกิดวิกฤติการณ์การเงินในเอเชียเมื่อ 10 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม บรรดานักปฏิรูปในเกาหลีใต้ต่างเรียกร้องตั้งแต่นั้นมาว่า Samsung ควรต้องแตกตัวเพื่อเป็นการปรับปรุงบรรษัทภิบาล แต่ Samsung โต้เสมอมาว่า ได้ทำการปฏิรูปตัวเองจากภายในด้วยการยอมรับเงินลงทุนจากต่างประเทศหลายพันล้าน และได้ปรับปรุงการบริหารให้โปร่งใสมากขึ้น อดีตผู้บริหาร Samsung คนหนึ่งชี้ว่า Samsung มีเชื่อมั่นในตัวเองอย่างยิ่งยวดว่า มีความสามารถจะขับเคลื่อนประเทศเกาหลีใต้ทั้งประเทศได้ด้วยการล็อบบี้และติดสินบน
ในการแถลงข่าวเปิดโปง Samsung หลายครั้งในเดือนตุลาคม Kim กล่าวหา Samsung ตั้งกองทุนลับๆ 220 ล้านดอลลาร์ สำหรับซื้อความได้เปรียบต่างๆ ให้แก่บริษัทโดยเฉพาะ โดยบริหารเงินก้อนนี้ผ่านบัญชีธนาคารกำมะลอที่เปิดในชื่อเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงของบริษัท และแม้แต่ตัวเขายังถูกนำชื่อไปเปิดบัญชีเก๊ถึง 4 บัญชี รวม 5.5 ล้านดอลลาร์ โดยที่ตัวเขาไม่รู้เรื่อง วันที่ 23 พฤศจิกายน รัฐสภาเกาหลีใต้ผ่านกฎหมายเรียกร้องให้ประธานาธิบดี Roh สอบสวน Samsung ตามข้อกล่าวหาของ Kim รวมทั้งสอบสวนเรื่องการซื้อหุ้น ในปี 1996 อย่างไม่โปร่งใส ซึ่งมีผลในการถ่ายโอนอำนาจการควบคุม บริษัทไปยังบุตรชายของประธาน Lee ที่ชื่อ Lee Jae Yong
ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า คำกล่าวหาของ Kim จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรใน Samsung แรงจูงใจในการเปิดโปง Samsung ของ Kim ดูคลุมเครือ คำกล่าวอ้างของเขาที่ว่า เพื่อ "กวาดล้างสังคมให้สะอาด" ฟังดูกลวง เนื่องจากเขาไม่เคยปริปากอะไรเลยตลอด 3 ปีที่ไม่ได้ทำงานกับ Samsung อย่างไรก็ตาม การเปิดโปงของเขาทำให้มีพยานโผล่ขึ้นอีกหลายคน รวมถึงอดีตคนสนิทของประธานาธิบดี Roh ที่เปิดเผยว่า Samsung เคยพยายามจะติดสินบนเขาในปี 2004 Samsung ปฏิเสธคำกล่าวหาของ Kim ทั้งหมด และหาว่าเป็นเพียงการพยายามแก้แค้นของอดีตลูกจ้างที่่โกรธแค้นบริษัทเท่านั้น
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Samsung มีปัญหาสำคัญทางกฎหมายในปี 2005 ศาลเกาหลีใต้ตัดสินให้ผู้บริหาร Samsung 2 คนมีความผิดฐานทำลายความไว้วางใจ ด้วยการยอมให้บุตรชายประธาน Lee ซื้อหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัท holding company ของ Samsung ด้วยราคาที่ต่ำกว่า 10% ของมูลค่าหุ้นตามราคาตลาด
ประธาน Lee แก้ตัวด้วยการบริจาคเงิน 880 ล้านดอลลาร์ ตั้งกองทุนการกุศลช่วยเหลือเด็กนักเรียนยากจน โดยบอกว่า เพื่อเป็น การ "ไถ่โทษสำหรับความผิดพลาดในอดีต" ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า Samsung ยอมรับผิดเพียงด้านจริยธรรม แต่ไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดด้านกฎหมาย เพื่อกันไม่ให้เรื่องอื้อฉาวครั้งนั้นกระทบกระเทือนความราบรื่นในการพยายามสืบทอดอำนาจการควบคุมบริษัทไปยังลูกชายของเขา แต่คำกล่าวหาของ Kim ในครั้งนี้ ซึ่งร้ายแรงถึงขนาด กล่าวหาว่า Samsung ติดสินบนแม้กระทั่งการเลือกตั้งประธานาธิบดี ครั้งก่อน ดูเหมือนจะเป็นการโจมตีแผนถ่ายโอนอำนาจไปยังลูกชายของประธาน Lee โดยตรง
แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ Lee ไม่ใช่ปัญหากฎหมายแต่เป็นปัญหาการเงิน นิตยสาร Forbes ประเมินมูลค่าสุทธิของ Samsung ไว้ที่เพียง 4.3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยมากไม่สมกับที่ Samsung เป็นอาณาจักรธุรกิจขนาดยักษ์ที่ควบคุมสัดส่วนถึง 15% ของเศรษฐกิจ เกาหลีใต้
เช่นเดียวกับกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ควบคุมโดยตระกูลเดียวทั้งหลายในเอเชีย Samsung เป็นปึกแผ่นด้วยการถือหุ้นไขว้กันหลายชั้นอย่างสลับซับซ้อนระหว่างบริษัทต่างๆ ในเครือ ซึ่งเป็นที่มาของความไม่โปร่งใสของบริษัทสัญชาติเกาหลี ความไม่โปร่งใสนี้ทำให้หุ้นของบริษัทเกาหลีใต้ถูกซื้อขายในราคาที่ต่ำเป็นทวีคูณในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งเรียกว่าปรากฏการณ์ Korea Discount แม้กระทั่งทุกวันนี้หุ้นของบริษัทเกาหลีใต้โดยเฉลี่ยยังมีค่า p/e ratio ต่ำเพียง 12 เทียบกับ 16 ในโตเกียวและนิวยอร์ก ความตกต่ำของราคาหุ้น เป็นผลมาจากโครงสร้างเก่าของ chaebol ที่ล่มสลายไปแล้ว ยกเว้น Samsung เพียงแห่งเดียว นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า ในระยะสั้นเรื่องอื้อฉาวของ Samsung จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจเกาหลีใต้ เพราะนักลงทุนผิดหวังกับการปฏิรูปบรรษัทภิบาลที่เชื่องช้า แต่ในระยะยาว นี่อาจเป็นโอกาสสำหรับ Samsung ที่จะเกิดใหม่เป็นบริษัทที่ใสสะอาดและโปร่งใส
จะเกิดอะไรขึ้นกับ Samsung ต่อจากนี้ ขึ้นอยู่กับว่าอัยการพิเศษที่ประธานาธิบดี Roh แต่งตั้งเพื่อจัดการ Samsung โดยเฉพาะ จะพิสูจน์คำกล่าวหาของ Kim ได้มากน้อยแค่ไหน และยังขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ว่าจะได้ประธานาธิบดีที่เต็มใจผลักดันการปฏิรูปบรรษัทภิบาลมากน้อยแค่ไหน
Samsung ยืนยันว่า คำกล่าวหาของ Kim บิดเบือน เกินจริง และเป็นเท็จ แต่นักลงทุนกลัวว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น หุ้นของบริษัทในเครือ Samsung ตกรูดลงมากกว่า 3% ทันที ในวันที่รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศเริ่มการสอบสวน ทำให้มูลค่าสุทธิของบริษัทลดลงมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ในชั่วพริบตา "แต่ เราไม่วิตก" Chu Woo-sik ผู้บริหารความสัมพันธ์กับนักลงทุนของ Samsung Electronics ยืนยัน "ความจริงจะต้องปรากฏ" อยู่ที่ว่าความจริงจะอยู่ข้างใครระหว่าง Samsung กับผู้เปิดโปง
เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ แปลและเรียบเรียง
นิวสวีค 10 ธันวาคม 2550
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|