อุตสาหกรรมปิโตรเคมี51แจ่มใส ศก.สหรัฐฯหดไม่ฉุดดีมานด์ในปท.


ผู้จัดการรายวัน(26 543)



กลับสู่หน้าหลัก

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีปี 51 สดใสหลังราคาน้ำมันดิบพุ่งหนุนราคาแนฟธาและเม็ดพลาสติกพุ่งตาม มั่นใจตลาดปิโตรเคมีไทยไม่กระทบแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐหดตัวลง เนื่องจากดีมานด์ในประเทศน่าจะขยายตัวหลังมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น

นายอดิเทพ พิศาลบุตร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีปี 2551 ดีอยู่ต่อเนื่องจากปีนี้ ถ้าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ที่ระดับ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะทำให้กลุ่มประเทศผู้ผลิตปิโตรเคมีในตะวันออกไกลอย่างจีน ไต้หวันและญี่ปุ่นที่ใช้วัตถุดิบจากแนฟธามีราคาสูงประมาณ 800 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกHDPE เฉลี่ยอยู่ที่ 1,200 เหรียญสหรัฐ/ตัน และโมโนเอทิลีนไกลคอล (MEG)อยู่ที่ 1,200-1,300 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากปัจจุบันราคาอยู่ที่ 1,400-1,500 เหรียญสหรัฐ/ตัน

จากราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดังกล่าว ทำให้แนวโน้มราคาสินค้าที่ใช้พลาสติกเป็นวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับราคาเพิ่มขึ้น โอกาสที่ราคาสินค้าจะต่ำเหมือนเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วคงเป็นไปไม่ได้ ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มลดลงนั้นเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีการขยายตัวดีอยู่และกำลังการผลิตปิโตรเคมีในตะวันออกกลางที่จะเพิ่มขึ้นในปีหน้าอีก 2 ล้านตัน มีแนวโน้มที่จะล่าช้าออกไปทำให้ปริมาณกำลังการผลิต และความต้องการใช้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน

ทั้งนี้ คาดว่าแนวโน้มราคาปิโตรเคมีน่าจะอยู่ในช่วงขาลงปี 2552 เนื่องจากมีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกจากตะวันออกกลางเข้ามามากทำให้เกิดโอเวอร์ซัปพลายประมาณ 1-2 ล้านตัน แต่คงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะมีการเลื่อนโครงการอีกหรือไม่

“ หากเศรษฐกิจสหรัฐลดลง ทำให้ความต้องการใช้ปิโตรเคมีลดลง และโรงงานปิโตรเคมีในตะวันออกกลางหากเดินเครื่องผลิตได้ จะทำให้เกิดโอเวอร์ซัปพลาย แต่บริษัทฯจะยังสามารถเดินเครื่องจักรผลิตได้เต็มที่ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ คือก๊าซธรรมชาติที่มีราคาต่ำกว่าแนฟธา ทำให้ยังสามารถแข่งขันในตลาดได้ แต่ผู้ผลิตในประเทศตะวันออกไกลจะต้องลดกำลังการผลิตลงเพราะต้นทุนสูงสู้คู่แข่งไม่ได้”นายอดิเทพกล่าว

ส่วนแนวโน้มความต้องการใช้ปิโตรเคมีในไทยคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางGDP หลังจากมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น หากGDPเติบโต 4% ความต้องการใช้เม็ดพลาสติกจะเพิ่มขึ้นเป็น 5%

“ปีหน้าคาดว่าความต้องการใช้เม็ดพลาสติกจะขยายตัวสูงขึ้นกว่าปีนี้ ขณะที่ปริมาณกำลังการผลิตส่วนเพิ่มของบริษัทจะเริ่มเข้ามาในปลายปี 2551 ทำให้ต้องลดการส่งออกเม็ดพลาสติกลงจากเดิมที่เคยส่งออกถึง 50%ของกำลังการผลิต เหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่งเพื่อส่งออก โดยตลาดส่งออกหลัก คือจีน คิดเป็น 25%ของการส่งออก”

ปีหน้าบริษัทฯคาดว่าจะมีรายได้รวม 8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

วานนี้ (25 ธ.ค.) บริษัทปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัดซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มปตท.เคมิคอล ได้ลงนามสัญญาสนับสนุนโครงการวิจัยการพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริภายใต้การดูแลของมูลนิธิชัยพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นวงเงิน 30 ล้านบาท โดยจะอาศัยหลักธรรมชาติช่วยธรรมชาติในการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานเอทิลีนออกไซด์และเอทิลีนไกลคอล แล้วนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆต่อไป


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.