|

SSECฟุ้งปี51 เพิ่มมาร์เก็ตแชร์ได้เกิน 2% อาจพลาดเป้าหากหาพันธมิตรไม่สำเร็จ
ผู้จัดการรายวัน(19 ธันวาคม 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
SSEC ฟุ้งปีหน้าเพิ่มมาร์เก็ตแชร์สูงกว่า 2 % หลังจากปีที่ผ่านมาภาวะการแข่งขันทางธุรกิจรุนแรง ทำให้รายได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เผยอาจพลาดเป้าหากหาพันธมิตรในลักษณะคู่ค้าไม่ได้ ยันไม่มีแผนควบรวมกิจการหลังการเจรจาครั้งก่อนไม่สำเร็จ เร่งลุยงานวาณิชฯ โกยรายได้เต็มสูบ
นายศิริพงษ์ สุทธาโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซิกโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SSEC เปิดเผยว่า แนวโน้มกำไรของบริษัทน่าจะสูงกว่าปี 49 ซึ่งมีกำไรอยู่ที่ 2 ล้านบาท เนื่องจากได้ตั้งสำรองกรณีลูกค้าไม่ชำระซื้อหุ้นประมาณ 16 ล้านบาท โดย 9 เดือนแรกปีนี้พบว่ามีกำไรสุทธิ 7 ล้านบาท ขณะที่รายได้คาดว่าต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ เนื่องจากการแข่งขันของธุรกิจนี้รุนแรง
ทั้งนี้ ส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 1.57% ลดลงจากปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 2% เพราะการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรง และปีหน้าคาดว่าจะมีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มสูงกว่า 2% เพราะจะหาพันธมิตรในลักษณะคู่ค้า (Exclusive Partnership) เพื่อเข้ามาสนับสนุน โดยจะช่วยเพิ่มสัดส่วนลูกค้าที่เป็นนักลงทุนสถาบันต่างประเทศเป็น 5% จากปัจจุบันที่ไม่มีลูกค้าสถาบันต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีลูกค้ารายย่อย 95% และลูกค้าสถาบันในประเทศ 5%
"ปีหน้าคาดว่าจะมีรายได้และกำไรสุทธิดีกว่าปีนี้ เพราะมาร์เก็ตแชร์ที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศเพิ่มจาก 5% เป็น 10% ส่วนเอ็กคลูซีฟพาร์เนอร์ ไม่รีบร้อน แต่หากหาไม่ได้มาร์เก็ตแชร์ที่ตั้งเป้าไว้ 2% อาจไม่เป็นไปตามที่คาด ส่วนการควบรวมกิจการยังไม่มีแผน หลังจากก่อนหน้านี้ผู้ถือหุ้นใหญ่เคยเจรจากับพันธมิตรแต่ไม่ประสบความสำเร็จจึงล้มเลิกไป " นายศิริพงษ์กล่าว
สำหรับปี 51 บริษัทมีงานด้านวาณิชธนกิจ ที่เป็นการนำหุ้นใหม่ (ไอพีโอ) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์mai รวม 2 บริษัท โดยเบื้องต้นคาดมูลค่าไม่เกิน 1 พันล้านบาท ซึ่งจะระดมทุนในช่วงครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลังอย่างละบริษัท พร้อมกับมีแผนออกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อีก 2-3 กองทุน โดยคาดว่าจะมีสินทรัพย์เป็น เออร์บาน่า สาทร 1 กอง
นอกจากนี้ ยังจะรับเป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) ประมาณ 6 บริษัท ซึ่งอาจจะเป็นการประเมินราคาหุ้นต่างๆ จากผลดังกล่าว จะทำให้สัดส่วนรายได้ด้านวาณิชธนกิจเพิ่มเป็น 3-4 % จากปัจจุบันที่มีเกือบ 2% โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ 80% และค่าธรรมเนียมซื้อขายอนุพันธ์ และอื่น ๆ รวมกันในส่วนที่เหลือ 20%
นายศิริพงษ์กล่าวถึง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลังจากการเลือกตั้งว่ามีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 900-1000 จุด เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะเข้ามาลงทุนมากขึ้น เพราะมั่นใจว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาสานต่อนโยบายทางเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่ปีหน้ายังไม่สามารถประเมินได้ว่าดัชนีจะอยู่ที่เท่าใด เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|