|

"ทีพีไอโพลีน"ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น "ประชัย"โอนให้คนในตระกูล30ล.หุ้น
ผู้จัดการรายวัน(14 ธันวาคม 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
"ประชัย" ยันไม่ทิ้ง "ทีพีไอโพลีน" หลังโอนหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมดให้ตระกูลเลี่ยวไพรัตน์กว่า 30 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 8.35 บาท รวมมูลค่า 256 ล้านบาท เพื่อเดินเข้าสู่สนามการเมืองอย่างใสสะอาด ด้านนักวิเคราะห์ แนะเก็งกำไร หลังราคาบนกระดานต่ำกว่าราคาเหมาะสมที่ 10.50 บาท
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2550 นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL และหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย แจ้งขายหุ้น TPIPL จำนวน 30.76 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 8.35 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 256.85 ล้านบาท เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ จากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โครงสร้างผู้ถือหุ้น TPIPL ณ วันที่ 14 กันยายน 2550 นายประชัย ถือหุ้น TPIPL อยู่จำนวนทั้งสิ้น 30.77 ล้านหุ้น หรือ 1.52% เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในอันดับที่ 14
ด้านนายประชัย กล่าวว่า การโอนหุ้นทีพีไอโพลีนให้กับกลุ่มตระกูลเลี่ยวไพรัตน์ เป็นเพียงการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อเคลียร์บัญชีทรัพย์สินส่วนตัวรองรับการเข้ามาทำกิจกรรมทางการเมือง ในฐานะหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ขณะที่ตระกูลเลี่ยวไพรัตน์ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจบริหารกิจการทีพีไอโพลีนต่อไป
"โดยหลักการแล้วผมจะต้องไม่มีสัดส่วนการถือหุ้นเหลืออยู่เลย และไม่รู้ตอนนี้คงเหลือการถือหุ้นอยู่เท่าไหร่ แต่ผมยืนยันไม่ทิ้งทีพีไอโพลีนแน่นอน"
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวให้ความเห็นเพิ่มเติม การขายหุ้นออกมาของนายประชัย ส่งผลให้ราคาหุ้นทีพีไอโพลีนปรับตัวลดลงตั้งแต่เปิดการซื้อขายในช่วงเช้า แต่การที่นายประชัยขายหุ้นออกมาน่าจะเป็นการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นก่อนที่จะก้าวสู่สนามการเมืองอย่างใสสะอาด บวกกับยังมีปัจจัยลบอื่นที่เข้ามากระทบ อาทิ ประเด็นเรื่องของค่าปรับคดีปั่นหุ้นกว่า 6 พันล้านบาท และการขยายระยะเวลาฟื้นฟูกิจการออกไปอีก 1 ปี
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น TPIPL ได้ปรับตัวลดลงมาค่อนข้างต่ำมากเมื่อเทียบกับราคาเหมาะสมที่ 10.50 บาท ดังนั้น จึงปรับคำแนะนำเป็น "ซื้อเก็งกำไร" ด้วยความระมัดระวัง จากเดิมแนะนำ "ขาย" แต่ยังเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงในประเด็นความเกี่ยวพันทางการเมือง และ คดีที่ฟ้องร้องในศาล
ด้านปัจจัยพื้นฐาน ทีพีไอโพลีน ยังมีฐานะแข็งแกร่ง พิจารณาจากฐานะการเงิน และ EBITDA ที่สูงถึง 4,000-5,000 ล้านบาท ทำให้มีความสามารถที่จะรองรับภาระหนี้ที่จะเพิ่มขึ้นจากการเสียค่าปรับ 6,900 ล้านบาท ในกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาว่ากระทำผิดและต้องชำระค่าปรับจริง
ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้นวานนี้ (13 ธ.ค.) ราคาหุ้นได้ปรับตัวอยู่ในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยมีราคาสูงสุดที่ 8.25 บาท ต่ำสุดที่ 7.75 บาท ก่อนจะปิดการซื้อขายที่ 7.80 บาท ลดลงจากวันก่อนหน้า 0.50 บาท หรือคิดเป็น 6.02% มูลค่าการซื้อขายรวม 335.99 ล้านบาท
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|