ความฝันของแปซิฟิคคอมมิวนิเคชั่น เริ่มสลายลงอีกครั้งเมื่อสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง
5 ประกาศออกมาอย่างแจ่มชัดว่าต่อแต่นี้ไปจะสร้างภาพพจน์ของสถานีในการผลิตข่าว
การอ่านข่าวและขายเวลาโฆษณาด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งลมหายใจจากอีเอ็มนิวส์บริษัทในเครือแปซิฟิคคอมมิวนิเคชั่นอีกต่อไป
การประกาศตัวเช่นนี้มีผลทำให้ สมเกียรติ อ่อนวิมลกุนซือ แปซิฟิคต้องกลับมานั่งพิจารณาถึง
ทิศทางขององค์กรแฟซิฟิคอีกครั้งหลังปรับตัวมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปลายปี 34
หลังจากได้เข้าไปทำรายการข่าวทางสถานีวิทยุจส.100
หรือพูดง่ายๆ ก็คือในช่วงที่ยุคทหารกำลังเป็นกระเบื้องเฟื่องฟูลอยก็พลอยทำให้แปซิฟิครุ่งเรืองตามบทบาทของทหารไปด้วย
ซึ่งเรื่องนี้คนในวงกว้างต่างก็รู้ว่า แปซิฟิคอิงเส้นทหารสร้างรายได้ ให้กับองค์กรของตนเองมานาน
แม้สมเกียรติเองก็ยังเคยกล่าวรับอย่างภาคภูมิใจว่า
"จะแปลกอะไรที่เราจะยึดถือหรือทดแทนบุญคุณให้กับบุคคลที่ทำให้องค์กรของตนเองอยู่มาได้ในเมื่อเราต้องเจ็บปวดมาแล้ว
กับการถูกหักหลังของเอกชนรายอื่นๆ เมื่อทหารทำให้เราโตได้ ก็ต้องเข้าข้างกันเป็นธรรมดา"
นี่คือจุดยืนที่แปซิฟิคประกาศให้เห็น อย่างโจ่งแจ้ง !!!
การทดแทนบุญคุณของแปซิฟิคที่เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติ
ทางการเมืองโดยการเข้าข้างทหารนั้นทำให้ภาพพจน์ของแปซิฟิคเริ่มตกต่ำและเป็นที่ผิดหวังของประชาชนอย่างหนัก
ทั้งนี้เพราะสมเกียติ ซึ่งเป็นภาพตัวแทนขององค์กรเคยได้ชื่อว่า เป็นนักปฏิวัติวงการข่าวให้มีบทบาทเป็นที่ยอมรับของผู้ชมทีวีเมืองไทยสะสมอย่างต่อเนื่องกินเวลามาถึง
8 ปีเต็มแต่ต้องล่มสลายภายในเวลาไม่กี่นาที
เมื่อปลายปี 34 สมเกียรติได้ตั้งความหวังไว้ว่าจะพาองค์กรของตนเองให้เจริญรุ่งเรืองไปในด้านการผลิตข่าวสาร
ที่ตนเองมิได้อยู่ในสถานะของผู้ถูกว่าจ้างให้ผลิตรายการข่าวป้อนให้เหมือนเช่นปัจจุบันอีกต่อไปความผันของเขาก็คือ
จะเข้าไปประมูลเป็นเจ้าของเวลาทำรายการเองหรือเป็นเจ้าของสถานีเสียเลยหากมีโอกาสทำได้
ความแน่นอนอยู่บนความไม่แน่นอนและความไม่แน่นอนคือความแน่นอน นั่นคือความจริงของคติพจน์โบราณที่ยังคงเป็นความทันสมัยในปัจจุบัน
อย่างน้อยแปซิฟิคก็ประสบด้วยตนเองมาตลอดโดย เริ่มตั้งแต่เข้าไปประมูลเวลารายการข่าวช่อง
9 อ.ส.ม.ท. ระยะเวลาของสัญญาการทำรายการ คือ 4 ปีแต่หลังจากแปซิฟิคทำได้เพียง
3 ปีก็ถูกยกเลิกสัญญาก่อนหมดวาระ
ขณะนั้นแปซิฟิคกำลังเนื้อหอมเพราะเป็นช่วงเวลาที่สมเกียรติและแปซิฟิคได้สร้างชื่อเสียงให้โด่งดังขึ้นมาในเวลารวดเร็ว
ในเรื่องของการปฏิวัติรายการข่าวให้ประชาชนสนใจบริโภคข่าวสารกันจนติดเป็นนิสัย
เรทติ้งคนดูรายการข่าวพุ่งสุดโต่งทีวีช่องอื่นๆ ต้องขยับปรับปรุงรายการข่าวของตนเองตาม
เมื่อแปซิฟิคหลุดจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท.มาใหม่ๆ ช่อง 7 สีก็อ้าแขนรับทันทีด้วยเหตุผลทางธุรกิจคือต้องการดึงเรทติ้งคนดูให้ตามมาที่ช่อง
7 สีรายได้จากการขายโฆษณาก็จะตามมาด้วยที่นี่ระยะเวฃาของสัญญาในการว่าจ้างแปซิฟิคผลิตรายการข่าวให้ในช่วงนั้น
ไม่เป็นที่แจ้งชัดว่ามีกำหนดกี่ปีเวลาผ่านไปเพียงแค่ไม่ถึงปี แปซิฟิคก็ต้องยุติ
และอำลาช่องนี้ไปอย่างรวดเร็วด้วยเหตุผลส่วนตัวของผู้ยิ่งใหญ่ช่อง 7 สีคือสมเกียรติไปแตะต้องผู้ใหญ่ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลที่เขานับถือ
และแล้วก็มาถึงช่อง 5 ซึ่งเป็นช่องสุดท้ายที่แปซิฟิคได้เข้ามาทำรายการผลิตข่าวให้ด้วยความช่วยเหลือจากพลเอกชวลิต
ยงใจยุทธซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ที่นี่ทำสัญญากับแปซิฟิคเป็นเวลา
3 ปีหากครบอายุสัญญาจะทำการต่อสัญญาเป็นปีต่อปี
สมเกียรติกล่าวว่า "ตอนที่มาอยู่ช่อง 5 ข่าวเขาสู้ใครไม่ได้จึงทำสัญญากับเรายาวแต่เมื่อหมดสัญญาก็เป็นการต่อสัญญาปีต่อปี
เราทำให้เขามา 4 ปี"
สัญญาณเตือนภัยให้แปซิฟิครู้ว่าอนาคตของเขาจะไม่ยืนยาวอีกต่อไปก็คือ เมื่อช่วงปลายปีที่
3 พนักงานของช่อง 5 เริ่มมีทีท่าไม่พอใจต่อการต่อสัญญาเพราะช่อง 5 ต้องการผลิตงานข่าวเอง
เพื่อเป็นหน้าตาและศักดิศรีของสถานีเช่นเดียวกับนโยบายของสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นช่อง 3, ช่อง 7 หรือช่อง 9 แม้กระทั่งช่อง 11 ก็ตามที ณวันนี้ทุกช่องต่างก็ผลิตข่าวด้วยตนเองทั้งสิ้น
ดังนั้นในช่วงปีที่ 4 ที่แปซิฟิคได้ต่อสัญญานั้นแปซิฟิคทำได้แต่เพียงอ่านข่าว
ขายเวลาโฆษณา และทำข่างบางชิ้นที่ช่อง 5 เสนอมาให้ทำเท่านั้น นอกนั้นบทบาทของการทำข่าวอยู่ที่พนักงานประจำของช่อง
5 ทั้งสิ้น
เดือนธันวาคมเป็นเดือนสุดท้ายที่แปซิฟิคจะต้องอำลาช่อง 5 ไปพร้อมกับบทเรียนมากมายที่แปซิฟิคได้รับ
จุดยืนการเป็นบริษัทอนุรักษ์นิยมที่ผูกมัดตนเอง กับสัญญาว่าจ้างผลิตรายการข่าวให้กับช่องใดช่องหนึ่งเพียงช่องเดียวที่แปซิฟิคยึดถือมาโดยตลอกนั้นมีอันต้องเปลี่ยนไป
สมเกียรติกล่าวว่านโยบายนี้ต้องปรับใหม่เราต้องการพลิกโฉมหน้าเป็นบริษัทใหม่ที่พร้อมจะป้อนรายการให้กับสถานีโทรทัศน์ทุกช่องที่ต้องการ
หมายความว่า ทิศทางต่อไปของแปซิฟิคจะถอนรากแนวคิดที่มุ่งมั่นจะเอาดีแต่สายงานผลิตข่าวเพียงอย่างเดียว
ทรัพยากรของแปซิฟิคจะถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่เป็นแต่เพียงพี่เลี้ยงประคองสายงานข่าวให้พัฒนาไปเท่านั้น
"เราจะต้องกระจายขอบเขตงานของบริษัทให้หลายหลายยิ่งขึ้นไม่ยึดติดกับรายการข่าวถ้าไม่มีโอกาสทำต่อ
แต่เราจะใช้ผลพวงจากความชำนาญของทีมงานด้านข่าวให้เป็นประโยชน์"
คำกล่าวของสมเกียรติหมายถึงแปซิฟิคจะเริ่มปรับทิศทางขององค์กรให้เข้าสู่
1.การทำสารคดีให้เป็นธุรกิจมากยิ่งขึ้นหมายความว่าการผลิตสารคดีของแปซิฟิคนับจากนี้
ต่อไปจะเป็นตัวสร้างรายได้ให้กับองค์กรมากยิ่งขึ้นจากเดิมที่มุ่งผลิตรายการข่าว
เพื่อสร้างรายได้ป้อนองค์กร ซึ่งการสร้างรายได้จากการทำสารคดีก็คือจะมีการทำเทปวีดีโอออกวางตลาดซึ่งผ่านมาพบว่ารายการสารคดีโลกสลับสี
ซึ่งร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์สามารถขายได้ถึง 10 ล้านบาท
ผลงานด้านสารคดีซึ่งเป็นจุดเด่นของแปซิฟิคกำลังทำชื่อเสียงให้กับแปซิฟิคโดดเด่นเป็นพิเศษ
ในระยะหลังเป็นงานอีกแขนงหนึ่ง ที่จะขยายมากขึ้นรวมทั้งมุ่งทางด้านสารคดีต่างประเทศซึ่งยังมีอีกนับ
100 เรื่องที่ยังไม่ได้ออกอากาศ
2. รายการวิทยุโดยการเข้าไปหาคลื่นใหม่โดยการวางนโยบายที่จะทำเป็นรายการข่าวป้อนตลอด
24 ชั่วโมง ซึ่งรายการวิทยุนี้สมเกียรติกำลังเล็งเป้าไปที่สถานีวิทยุ อ.ส.ม.ท.ซึ่งมีทั้งหมด
19 สถานี (รวมทั้งต่างจังหวัด)
3. จะทำรายการป้อนสถานีต่างๆ นโยบายเก่าๆ ที่ผ่านมาคือผลิตรายการให้ช่องใดช่องเดียวจะล้มเลิกโดยเด็ดขาด
โดยรายการที่จะปอ้นให้เข้ากับช่องต่างๆ ซึ่งเข้าไปทำได้โดยการเหมาเวลานั้นจะมุ่งเน้นไปที่การผลิตรายการในรูปแบบของวาไรตี้คล้ายๆ
กับรายการที่นี่กรุงเทพฯ นั่นเอง
4. จะทำข่าวเจาะเป็นพิเศษเพื่อเสนอรายการโดยเหมาเวลาสถานีที่วางแผนไว้คือช่อง
9 และช่อง 11
แปซิฟิคเคยเจ็บปวดกับการยกเลิกสัญญาการจ้างผลิตข่าวมานับครั้งไม่ถ้วนปรับระบบใหม่ก็หลายครั้ง
แต่การปรับแต่ละครั้งก็ยังคงยืนอยู่บนอุดมการณ์ของการสร้างข่าวให้เป็นรายได้หลักขององค์กรการปรับทิศทาง
ครั้งล่าสุดนี้แปซิฟิคเริ่มมองเห็นพื้นฐานของการทำธุรกิจมากยิ่งขึ้นอุดมการณ์ผันแปรได้
เพราะเม็ดเงินจึงกลายเป็นสัจธรรมที่แปซิฟิคเริ่มกระจ่างชัดเอาเมื่อเข้าปีที่
8 นี่เอง