|

ปีหน้าตลาดเฟอร์นิเจอร์แข่งเดือด อินเด็กซ์ฯขยายฐานลูกค้ารักษาแชมป์
ผู้จัดการรายวัน(26 พฤศจิกายน 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
อินเด็กซ์ฯ ชี้ตลาดเฟอร์นิเจอร์แข่งขันรุนแรงถึงปีหน้า ระบุปี 50 ดีมานด์จำกัดผู้ประกอบการแย่งแชร์ในตลาดเดียวกัน เผยแผนปี51 เล็งขยายฐานลูกค้าหวังเพิ่มส่วนแบ่งตลาด พร้อมเร่งเพิ่มช่องทางการขายใหม่ พร้อมเดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์ 4 จอย หวังเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้า สร้างวงจรการใช้เฟอร์นิเจอร์แบบหมุนเวียน มั่นใจยอดขายรวมตามเป้า 6,800 ล้านบาท คาดปีหน้าตลาดรวมโต 10% หลังคอนโดฯเริ่มทยอยส่งมอบ พร้อมตั้งเป้ายอดรวมโต 10% หรือ 7,500 ล้านบาท
นายกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท บางกอกอินเตอร์เฟิร์น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ “อินเด็กซ์ ลีฟวิงมอลล์” กล่าวว่าในปี 50 ตลาดเฟอร์นิเจอร์มีอัตราการแข็งขันที่รุนแรงมากขึ้น เนื่องจากตลาดรวมมีอัตราการขยายตัวที่ลดลงประมาณ 5-7% พิจาณาได้จากการสั่งซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ในตลาดลดลงกว่า10-20% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดรวมมีผู้ประกอบการรายย่อยและรายกลางเลิกธุรกิจไปส่วนหนึ่ง ในขณะที่ดีมานด์ในตลาดเองยังมีอัตราการชะลอตัว จากการชะลอการพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบลดลง
อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ที่มีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในตลาดยังสามารถสร้างยอดขายได้ค่อนข้างดี โดยในส่วนของบริษัทเองมีการร่วมมือกับพันธมิตรผู้ประกอบการบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะซิตี้คอนโดฯ ซึ่งการขายสินค้าผ่านโครงการโดยตรงดังกล่าวบริษัทได้ตั้งทีมงานที่ดูแลโดยเฉพาะพร้อมทั้งมีทีมช่างและดีไซน์เนอร์เพื่อออกแบบสินค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่ภายในห้องชุดของแต่ละโครงการโดยเฉพาะ
ทั้งนี้จากการร่วมมือดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถเพิ่มยอดขายในตลาดคอนโดมิเนียมเข้ามาแทนที่สินค้าแนวราบที่มีการชะลอตัวลงไป อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการเฟอนร์นิเจอร์ได้มีการปรับตัวสร้างแบรนด์ และยกระดับสินค้าให้ครอบคลุมตลาดระดับกลาง-บนมากขึ้น ส่งผลให้ในปัจจุบันตลาดกลุ่มดังกล่าวมีการแข่งขันกันรุนแรง
นายกิจจากล่าวว่า จากการที่ตลาดเฟอร์นิเจอร์มีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นทำให้ ผู้ประกอบการมีการปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ ทั้งในเรื่องการสร้างแบรนด์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า การยกระดับสินค้าเพื่อจับกลุ่มลูกค้าระดับบนมากขึ้นทำให้เกิดการแย่งแชร์ในตลาดที่รุนแรง ในขณะที่ดีมานด์ในตลาดยังมีจำนวนที่จำกัด ทั้งนี้อินเด็ก ในฐานะผู้นำและเป็นผู้ประกอบการที่มีแชร์ส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด มีแผนที่จะขยายตลาดให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรักษาส่วนแบ่งและเพิ่มยอดขายของบริษัทด้วย
โดยในปี 51 บริษัทจะยังคงใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเดิม คือ จอยไพร์ส ,จอยคอลิตี, จอยดีไซน์ และจอยเซอร์วิส ในการผลักดันให้เกิดการขยายตัวของตลาดรวม ซึ่งในการสร้างตลาดใหม่นั้น จะเน้นให้เกิดการใช้สินค้าทดแทน คือการผลักดันให้สินค้าน็อคดาวน์เข้าไปทดแทนเฟอร์นิเจอร์บิวด์อิน ที่มีอยู่ในบ้านเรือนเดิมของลูกค้า โดยอาศัยระบบอุตสาหกรรมเข้ามาช่วยในการผลิต ซึ่งสินค้าน็อคดาวน์นี้จะได้เปรียบในเรื่องของดีไซน์ ความรวดเร็วในการติดตั้ง คุณภาพของอุปกรณ์ฟิตติ้งที่มีการประกันอายุการใช้งาน แข็งแรงและราคาถูกกว่าสินค้าบิวด์อิน
ทั่งนี้ แม้ว่าลูกค้าจะยังมีอคติเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าน็อคดาวน์ แต่บริษัทจะเน้นการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องคุณภาพของสินค้าให้ลูกค้าไว้วางใจและหันมาใช้สินค้าน็อคดาวน์มากขึ้น การประกันคุณภาพดังกล่าวคือการใช้กลยุทธ์จอยคอลิตี้ โดยต้องแยกอายุการประกันออกไปตามรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์
นอกจากนี้จะนำกลยุทธ์จอยดีไซน์เข้ามาช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เฟอร์นิเจอร์ของลูกค้าโดยจะมีการออกสินค้าดีไซน์ใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านใหม่ๆ และทำให้เกิดวงจรและวัฏจักรในการใช้เฟอร์นิเจอร์และมีการหมุนเวียนกันใช้เฟอร์นิเจอร์ได้มากขึ้น จากเดิมที่พฤติกรรมการใช้เฟอร์นิเจอร์ของลูกค้าจะมีระยะเวลาการใช้งานที่นาน และไม่เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน
ขณะเดียวกัน อินเด็กซ์จะเดินหน้าในการขยายตลาดและช่องทางการขายใหม่เพิ่มขึ้น โดยที่ผ่านมาบริษัทได้มีการขยายสาขาออกไปในพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น ซึ่งการขยายสาขาดังกล่าวเป็นการขยายฐานลูกค้าให้มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของตลาดคือราคาสินค้า ปีนี้บริษัทได้นำกลยุทธ์ จอยไพร์ส โดยการขยายสินค้าราคาเดียวเข้ามาช่วยในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อลูกค้า ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากจอยไพร์ส เป็นการตั้งราคาขายที่เหมาะสมกับกำลังซื้อของลูกค้า โดยไม่ต้องรอให้ลูกค้าต่อรองราคาเพราะราคาขายที่ตั้งไว้จะเป็นราคาต่ำสุดแล้ว ช่วยให้สินค้าเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น
สำหรับแผนการขยายตลาดดังกล่าวคาดว่าจะช่วยให้ ตลาดรวมมีขนาดใหญ่ขึ้นในอนาคต ซึ่งในส่วนของอินเด็กซ์ นั้นคาดว่าในปีหน้าจะมีอัตราการเติบโตของยอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 10% หรือมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 7,400-7,500 ล้านบาทจากกลยุทธ์ดังกล่าว ทั้งนี้ในปี50นี้คาดว่าจะมีบริษัทมีรายได้รวม 6,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี49ที่มียอดขาย6,000 ล้านบาทประมาณ 15% ส่วนตลาดรวมในปี51นั้นคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% เนื่องจากปีหน้าการส่งมอบโครงการคอนโดมิเนียมที่มีการพัฒนาและเปิดขายไปในช่วง2ปีที่ผ่านมาจะทยอยส่งมอบในปี51 นี้
“อย่างไรก็ตามในปีหน้าเชื่อว่าตลาดเฟอร์นิเจอร์จะมีอัตราการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งการแข่งขันที่เกิดขึ้นน่าจะยังมีรูปแบบเหมือนๆ กับในปี 50 โดยจะมีการแข่งขันในการด้านดีไซน์ ด้านการบริการหลังการขาย รวมถึงการแข่งขันด้านราคาด้วย”
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|