"กำไรงามยังรอข้างหน้า"


นิตยสารผู้จัดการ( กันยายน 2535)



กลับสู่หน้าหลัก

ธุรกิจขนส่งสินค้าทางเรือหรือชิปปิ้งในเส้นทางระหว่างสิงคโปร์กับโฮจิมินห์ ซิตี ในปัจจุบันนั้นหาใช่ธุรกิจทำกำไรงามอย่างในอดีตอีกแล้ว เนื่องจากมีการแข่งขันกันตัดราคาอย่างหนักหน่วง

ทว่า ผู้ประกอบการอีกจำนวนไม่น้อยก็ยังดาหน้าเข้าสู่ธุรกิจแขนงนี้ ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งแสงเรืองรอง ณ ขอบฟ้า ธุรกิจจะปรากฏอีกครั้งที่ตลาดอินโดจีน

ตัวอย่างแรกก็คือ "NEPTUNE ORIENT LINES" หรือ NOL ซึ่งเป็นกิจการชิปปิ้งของสิงคโปร์ เดือนเมษายนที่ผ่านมา NOL ได้ตกลงร่วมทุนสัดส่วน 60:40 กับ "VIETFRACHT" แห่งเวียดนามเพื่อก่อตั้งบริษัท "CENTENARY SHIPPING" โดยมีฐานในสิงคโปร์

ทั้งที่ปัจจุบัน NOL มีธุรกิจชิปปิ้งอยู่แล้วในทั่วโลกมีเรือคอนเทนเนอร์ 23 ลำ ที่มีขีดความจุสินค้ารวมถึง 35,417 ทีอียู และมีเรือคอนเทนเนอร์ "TANAG AIR" ประจำในเส้นทางเดินเรือสินค้าระหว่างสิงคโปร์-โฮจิมินห์ ซีตี อยู่แล้ว

การร่วมทุนครั้งใหม่นี้จึงเท่ากับว่า NOL คาดหมายอนาคตธุรกิจในเส้นทางระหว่างสิงคโปร์และเวียดนามว่า จะต้องเติบโตต่อไปอีกมากนั่นเอง

ข้อยืนยันอีกประการหนึ่งก็คือ การที่ NOL มีแผนการเข้าไปลงทุนทางด้านรถบรรทุกสินค้าและคลังสินค้าเพิ่มเติมในเวียดนามด้วยนั่นเอง

ทุกวันนี้ผู้ประกอบธุรกิจชิปปิ้งในเส้นทางระหว่างสิงคโปร์กับโฮจิมินห์ ซิตี มีอยู่ด้วยกันหกหรือเจ็ดรายใหญ่ๆ โดยมีกิจการสัญชาติยุโรปซึ่งวางฐานไว้ในสิงคโปร์อยู่ก่อนแล้วรุกคืบเข้าสู่เวียดนามได้ก่อนคู่แข่ง

อาทิ "COMPAGNIE GENERALE MARITIME" ของฝรั่งเศส "EAC TRANSPORT" ซึ่งเป็นกิจการในเครือของกลุ่มอี๊สต์เชียติ๊ก ค. ของเดนมาร์ก และ "EAC SAIGON SHIPPING CO." ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนสัดส่วน 75:25 กับ "SAIGON SHIPPIHG CO." ของเวียดนาม

โดยรูปแบบของกิจการส่วนใหญ่ จะเป็นความร่วมมือในลักษณะพันธมิตร ทำข้อตกลงด้านบริการร่วมกันเอง หรือไม่ก็ร่วมทุนกับบริษัทเวียดนาม

เดือนเมษายนที่ผ่านมา กิจการชิปปิ้งร่วมทุนระหว่างไทยกับสิงคโปร์ที่ชื่อ "REGIONAL CONTAINERLINES" ก็ได้ร่วมมือกับ "GEMARTRANS" เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างสิงคโปร์กับโฮจิมินห์ ซิตี โดยใช้เรือคอนเทนเนอร์ "ราชภูม" เป็นพาหนะหลัก และมีแผนที่จะขยายข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้เส้นทางร่วมกันในเส้นทางอื่นๆ เช่น กัมพูชา อีกด้วย

ส่วน "PACIFIC INTERNATIONAL LINES" (PIL) ของสิงคโปร์นั้น น่าจะจัดได้ว่าเป็นธุรกิจชิปปิ้งเอกชนรายใหญ่ที่สุดของเอเชียใต้ แต่กลับเลือกใช้วิธีการรุกสู่ตลาดเวียดนามด้วยการใช้บริการรวมกับกิจการชิปปิ้งอื่นๆ คือ "P&O CONTAINER" ของลอนดอน และ "STEAMER MARITIME HOLDINGS" แทนที่จะเข้าร่วมทุนกับกิจการของเวียดนามโดยตรง

นอกจากนั้นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา PIL ยังได้ร่วมมือกับ "MALAYSIAN INTERNATIONAL SHIPPING CORP" (MISC) ให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลในเส้นทางเดียวกันนี้ด้วย อีกทั้งมีโครงการขยายเส้นทางเดินเรือสินค้าไปยังออสเตรเลียและกรุงเทพฯ ในอนาคต

การรุกเปิดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าของบริษัทชิปปิ้งดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้เกิดปัญหาติดตามมา กล่าวคือผู้ประกอบการมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนเกินความต้องการใช้บริการจนถึงกับต้องแข่งขันกันตัดราคาค่าระวางขนส่ง เพื่อชิงลูกค้าอย่างอัตราค่าระวางสินค้าสำหรับตู้เก็บสินค้าขนาด 20 ฟุต ในเส้นทางระหว่างโฮจิมินห์ ซิตี และโฮจิมินห์ ซีตี้เมื่อราวหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาจะตกราว 750 ดอลลาร์ แต่ขณะนี้กลับตกลงเหลือประมาณ 400 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการในธุรกิจชิปปิ้งส่วนใหญ่ยังมุ่งหน้าสู่เวียดนามต่อไป ก็เพราะ "ผลประโยชน์ระยะยาว" อย่างที่แอนโธนี ชาน ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปของพีไอแอลให้เหตุผลว่า "สิ่งสำคัญที่ต้องทำตอนนี้ก็คือสร้างฐานธุรกิจในเวียดนามให้ได้ก่อน เพื่อหาโอกาสแสวงผลประโยชน์ในอนาคตต่อไป"

และ "โอกาส" ที่ชานกล่าวถึงนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเวียดนามสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกสินค้าสำเร็จรูป หรือกึ่งสำเร็จรูปได้อย่างเต็มตัว ซึ่งชานคาดหมายว่าคงจะอีกราวสองปีข้างหน้า

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับธุรกิจชิปปิ้งในเส้นทางนี้ก็คือ เรือสินค้าในเที่ยวจากสิงคโปร์สู่เวียดนามนั้นมักเป็นเรือเปล่า เนื่องจากไม่ค่อยมีสินค้าที่จะนำกลับมาจำหน่าย ผิดกับเที่ยวจากเวียดนามสู่สิงคโปร์ที่จะบรรทุกอาหารทะเลแช่แข็งเป็นหลัก ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดการสูญเสียค่าใช้จ่ายโดยเปล่าประโยชน์

เป็นที่คาดว่า การใช้บริการขนส่งสินค้าโดยบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ ในเส้นทางระหว่างสองประเทศนี้จะตกราว 500 ทีอียู ต่อสัปดาห์ โดยที่ "EAC SAIGON SHIPPING" และ "GEMARTRANS" เฉลี่ยส่วนแบ่งธุรกิจกันรายละ 20-25%



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.