ศึกพิซซ่าร้อนๆ ในอินเดีย


นิตยสารผู้จัดการ( พฤศจิกายน 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

2 ยักษ์ใหญ่พิซซ่าอเมริกัน Pizza Hut กับ Domino's แลกกันหมัดต่อหมัด ชิงเจ้าตลาดพิซซ่าในตลาดสุดฮอตอย่างอินเดีย

เมือง Bangalore ในภาคใต้ของอินเดีย คนส่วนใหญ่นิยมรับประทานอาหารมังสวิรัติ เป็นศูนย์กลางของสมรภูมิเดือดในศึกชิงความเป็นเจ้าตลาดพิซซ่าในอินเดีย ระหว่าง 2 ยักษ์พิซซ่าจากอเมริกา Pizza Hut กับ Domino's

Pizza Hut มีสาขา 134 แห่งทั่วอินเดีย (13,000 แห่งทั่วโลก) ส่วน Domino's มีสาขา 149 แห่ง (8,500 แห่งทั่วโลก) ทั้งคู่ต่างมีแผนจะเปิดสาขาเพิ่มราว 50 แห่งในแต่ละปี หรือมากกว่า 4 เท่าของอัตราการเปิดสาขาใหม่โดยเฉลี่ยในตลาดอื่นที่ไม่ใช่อินเดีย

ในเมืองอย่าง Bangalore ศูนย์รวม วิศวกรคอมพิวเตอร์ที่ใช้ชีวิตทันสมัย สาขาของร้านพิซซ่าคู่แข่งทั้งสองมักตั้งประจันหน้า กันเพียงถนนคั่น ซึ่งผู้บริหารของยักษ์ใหญ่ฟาสต์ฟู้ดอเมริกันทั้ง 2 เจ้าต่างยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะเกิดขึ้น สะท้อนการแข่งขันกันอย่างดุเดือดระหว่างพิซซ่ายักษ์ใหญ่ 2 เจ้านี้ในอินเดีย ใน Bangalore เพียงเมือง เดียวมีสาขาของ Domino's ถึง 20 แห่ง และมีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 5 แห่งภายในสิ้นปี นี้ ขณะที่ McDonald's ฟาสต์ฟู้ดแฮมเบอร์ เกอร์ชื่อดังสัญชาติเดียวกัน กลับมีสาขา เพียง 3 แห่งในเมืองนี้ (105 แห่งในอินเดีย)

ทั้ง Pizza Hut และ Domino's ต่างปักหลักในอินเดียมาประมาณ 10 ปีแล้ว แต่การแข่งขันเพิ่งเริ่มดุเดือดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่าน มา เมื่อ Pizza Hut ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือของ Yum Brands เริ่มรุกเปิดสาขาใหม่เพิ่ม ขึ้น 2 เท่า และ Domino's เริ่มขยายให้มีที่นั่งทานในร้านแทนการส่งถึงบ้านอย่างเดียว ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าตนเป็นผู้นำตลาด โดย Pizza Hut อ้างว่าตนเป็นผู้นำตลาดพิซซ่าแบบนั่งทานในร้าน ส่วน Domino's ก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าแห่งพิซซ่าส่งถึงบ้าน

Domino's เพิ่งลงทุนตกแต่งร้านใหม่โดยเพิ่มพื้นที่สำหรับนั่งทานในร้าน และอ้างว่ายอดขาย 40% ในบางสาขาขณะนี้มาจากลูกค้า ที่นั่งทานในร้าน ส่วน Pizza Hut ก็อ้างบ้างว่า ยอดขาย 50% ของบางสาขามาจากการสั่งให้ส่งถึงบ้าน และมี 10 สาขาแล้วที่เป็นแบบส่งถึงบ้านอย่างเดียว Pizza Hut อวดด้วยว่า ยอดขายในอินเดียโต 30% ปีต่อปี ส่วน Domino's เกทับว่า ยอดขายโต 55%

แต่ศึกชิงเจ้าตลาดพิซซ่าในอินเดียระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่จากอเมริกาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และทั้งคู่กำลังแลกกันแบบหมัดต่อหมัด

ขณะที่ Graham Allen ผู้บริหารที่ดูแลสาขาในต่างประเทศ ของ Yum Brands บริษัทแม่ของ Pizza Hut ซึ่งเป็นเจ้าของ KFC และ Taco Bell ด้วย อ้างว่า Pizza Hut ได้รับการโหวตให้เป็นแบรนด์ อาหารยอดนิยมเหนือแบรนด์อื่นๆ ในอินเดีย มา 4 ปีติดต่อกัน แต่ Ajay Kaul CEO ของ Domino's India อวดว่า เรื่องความฉลาดในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ไม่มีใครเทียบ Domino's ได้ และ Domino's เป็นผู้นำตลาดในอินเดีย รวมทั้งไม่เห็นว่าสาขาของ Pizza Hut ที่ตั้งประจันหน้าอยู่อีกฝั่งของถนนเป็นคู่แข่ง แต่คู่แข่งที่แท้จริงของ Domino's คือ อาหารพื้นเมืองของอินเดีย

ด้าน Anup Jain ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ Pizza Hut ในอินเดีย สวนกลับว่า Domino's ไม่ได้เป็นร้านอาหาร แต่เป็นพิซซ่าแบบซื้อกลับบ้าน ในขณะที่ Pizza Hut เป็นภัตตาคารที่ให้บริการถึงโต๊ะ และลูกค้าสามารถสั่งอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อย ไปจนถึงของหวาน แม้ว่าคนอื่นจะสามารถเลียนแบบผลิตภัณฑ์ของ Pizza Hut ได้ แต่ไม่อาจเลียนแบบวัฒนธรรม ส่วนการส่งพิซซ่าถึงบ้านเป็นวิวัฒนาการที่ต่อเนื่องจากการที่ลูกค้ามารับประทานที่ร้านแล้วติดใจจึงซื้อกลับบ้าน แล้วจึงต่อเนื่องไปเป็นการโทรสั่ง

ข้าง Domino's โต้ว่า Domino's ก็มีลูกค้าประจำที่ติดใจในรสชาติจนถึงกับต้องดั้นด้นเป็นระยะทางไกล เพื่อจะไปทานที่ร้านของ Domino's เพราะรสชาติพิซซ่าของ Domino's อร่อยกว่าของที่อื่น

ไม่น่าแปลกใจที่การแข่งขันระหว่าง 2 ยักษ์พิซซ่าอเมริกันในอินเดียจะดุเดือด อินเดียกำลังเป็นตลาดที่ฮอตสุดๆ สำหรับ Pizza Hut อินเดียเป็นหนึ่งในตลาด 3 แห่งที่สำคัญที่สุด Pizza Hut คาดว่าจะเปิดสาขาอีก 300 แห่งในอินเดียภายในปี 2012 ส่วน Domino's วางแผนจะเปิดเพิ่มอีก 500 แห่งในอินเดียภายในปี 2010 เร็วกว่า Pizza Hut 2 ปี

ผลการศึกษาของสถาบัน McKinsey Global Institute คาดว่า ชนชั้นกลางอินเดียขณะนี้มีจำนวน 50 ล้านคน จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเป็น 583 ล้านคนภายในปี 2025 คาดว่าหนุ่มสาวอินเดียรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของยักษ์ใหญ่ฟาสต์ฟู้ดอเมริกัน จะชอบ ใช้ชีวิตนอกบ้านมากกว่าคนรุ่นพ่อแม่ เมืองใหญ่ยังเป็นกุญแจความสำเร็จอีกประการของฟาสต์ฟู้ดอเมริกัน โดยอินเดียมีเมืองใหญ่ที่มีประชากรเกิน 1 ล้านคนถึง 35 แห่ง ในขณะที่สหรัฐฯ มีเพียง 9 แห่ง

และไม่ใช่เรื่องแปลกเช่นกันที่พิซซ่ากลายเป็นธุรกิจใหญ่ในอินเดีย เพราะมีลักษณะคล้ายอาหารประจำวันของชาวอินเดียมาก ไม่เหมือนตลาดอื่นๆ อย่างจีนหรือญี่ปุ่น คนอินเดียรับประทานแผ่นแป้งที่เรียกว่า naan หรือคล้ายโรตีในบ้านเราเป็นอาหารหลัก ซึ่งคล้ายกับแผ่นแป้งพิซซ่า คนอินเดียยังชอบทาเนยและกระเทียมบนแผ่นแป้ง ซึ่งไม่ต่างจากขนมปังกระเทียม อาหารทานเล่นสุดฮิตในร้านพิซซ่า

นอกจากนี้คนอินเดียยังชอบรับประทานชีส ซึ่งในอินเดียเรียกว่า paneer อยู่แล้ว ส่วนซอสมะเขือเทศและซอสต่างๆ เช่น มัสตาร์ด ล้วนเป็นอาหารที่คนอินเดียคุ้นเคยและรับประทานเป็นประจำ พิซซ่า จึงเหมือนเป็นการเอาส่วนผสมอาหารทุกอย่างที่คนอินเดียคุ้นเคยดี ตั้งแต่แผ่นแป้งไปจนถึงซอสมะเขือเทศมารวมกัน กลายเป็นอาหารที่อร่อยและหอมมันถูกรสนิยมคนอินเดีย พิซซ่ายังเป็นอาหารที่ใช้มือหยิบรับประทานได้ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินของชาวอินเดียอยู่แล้ว จึงไม่ยากที่พิซซ่าจะกลายเป็นอาหารยอดนิยมของคนอินเดียไป

ส่วนการที่คนอินเดียส่วนใหญ่ 80% เป็นนักมังสวิรัติ ก็ไม่เป็น ปัญหาสำหรับยักษ์ใหญ่พิซซ่าทั้ง 2 เจ้า ซึ่งต่างแยกครัวระหว่างพิซซ่า ที่ใส่เนื้อสัตว์กับพิซซ่ามังสวิรัติ และพร้อมเปิดให้ลูกค้าเข้าชมครัวได้ พิซซ่าทั้ง 2 เจ้ายังสามารถปรับตัวให้สอดคล้อง กับชาวมุสลิมที่ไม่รับประทานหมู และชนกลุ่ม น้อยบางกลุ่มในอินเดียที่ไม่รับประทานหัวหอม

นอกจากนี้ชาวอินเดียยังชอบเข้าสังคม ซึ่งเข้าทางของ Pizza Hut พอดี เพราะ Pizza Hut มีกลยุทธ์การตลาดที่ทำให้ลูกค้ารู้สึก อบอุ่นและเป็นกันเองกับการนั่งทานในร้าน ทำให้เป็นที่นิยมของลูกค้าครอบครัว แม้ว่าการเข้าร้านพิซซ่าจะต้องจ่ายแพงกว่าร้านอาหารอินเดียโดยทั่วไป แต่ลูกค้าก็ยอมที่จะจ่ายประมาณเดือนละครั้ง หรือ 2 ครั้งในวันอาทิตย์ กับการพาครอบครัวเข้าร้านพิซซ่า ซึ่งดูดีในสายตาของคนอื่น และสะท้อนถึงความร่ำรวยขึ้นของคนอินเดีย

Domino's ยังปัดฝุ่นกลยุทธ์การตลาด ที่ทิ้งไปตั้งแต่ปี 1993 ในสหรัฐฯ กลับมาใช้ใน อินเดีย คือการรับประกันการส่งถึงบ้านภายใน เวลา 30 นาที และถ้าทำไม่ได้ลูกค้าจะได้ทาน ฟรี แม้ว่าจะต้องพบกับอุปสรรคนานัปการในอินเดีย ทั้งรถติด ฝนตกบ่อย และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของชุมชน ทำให้บางครั้ง Domino's ต้องเสียพิซซ่าให้ลูกค้าไปฟรีๆ เพราะไปส่งไม่ทันเวลาถึง 70 อันต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 2% ของยอดสั่งซื้อทั้งหมด ขณะที่ Pizza Hut ก็ไม่ยอมแพ้ ยอมลด 50% สำหรับพิซซ่าที่ส่งถึงบ้านลูกค้าช้ากว่า 30 นาที

ไม่ว่าในที่สุดใครจะได้เป็นแชมป์ครอง ตลาดพิซซ่าในอินเดียระหว่าง Pizza Hut กับ Domino's แต่ที่แน่ๆ คนที่ยิ้มในตอนนี้คงเป็น นักเปิบพิซซ่าชาวอินเดีย

เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ แปลและเรียบเรียง
ฟอร์จูน 1 ตุลาคม 2550


ศึกพิซซ่าร้อนๆ
ในอินเดีย
2 ยักษ์ใหญ่พิซซ่าอเมริกัน
Pizza Hut กับ Domino's
แลกกันหมัดต่อหมัด ชิงเจ้าตลาด
พิซซ่าในตลาดสุดฮอตอย่างอินเดีย

เมือง Bangalore ในภาคใต้ของอินเดีย คนส่วนใหญ่นิยมรับประทานอาหาร มังสวิรัติ เป็นศูนย์กลางของสมรภูมิเดือดในศึกชิงความเป็นเจ้าตลาดพิซซ่าในอินเดีย ระหว่าง 2 ยักษ์พิซซ่าจากอเมริกา Pizza Hut กับ Domino's

Pizza Hut มีสาขา 134 แห่งทั่วอินเดีย (13,000 แห่งทั่วโลก) ส่วน Domino's มีสาขา 149 แห่ง (8,500 แห่งทั่วโลก) ทั้งคู่ ต่างมีแผนจะเปิดสาขาเพิ่มราว 50 แห่งในแต่ละปี หรือมากกว่า 4 เท่าของอัตราการเปิดสาขาใหม่โดยเฉลี่ยในตลาดอื่นที่ไม่ใช่ อินเดีย

ในเมืองอย่าง Bangalore ศูนย์รวม วิศวกรคอมพิวเตอร์ที่ใช้ชีวิตทันสมัย สาขาของร้านพิซซ่าคู่แข่งทั้งสองมักตั้งประจันหน้า กันเพียงถนนคั่น ซึ่งผู้บริหารของยักษ์ใหญ่ฟาสต์ฟู้ดอเมริกันทั้ง 2 เจ้าต่างยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะเกิดขึ้น สะท้อนการแข่งขันกันอย่างดุเดือดระหว่างพิซซ่ายักษ์ใหญ่ 2 เจ้านี้ในอินเดีย ใน Bangalore เพียงเมือง เดียวมีสาขาของ Domino's ถึง 20 แห่ง และมีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 5 แห่งภายในสิ้นปี นี้ ขณะที่ McDonald's ฟาสต์ฟู้ดแฮมเบอร์ เกอร์ชื่อดังสัญชาติเดียวกัน กลับมีสาขา เพียง 3 แห่งในเมืองนี้ (105 แห่งในอินเดีย)

ทั้ง Pizza Hut และ Domino's ต่างปักหลักในอินเดียมาประมาณ 10 ปีแล้ว แต่การแข่งขันเพิ่งเริ่มดุเดือดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่าน มา เมื่อ Pizza Hut ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือของ Yum Brands เริ่มรุกเปิดสาขาใหม่เพิ่ม ขึ้น 2 เท่า และ Domino's เริ่มขยายให้มีที่นั่งทานในร้านแทนการส่งถึงบ้านอย่างเดียว ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าตนเป็นผู้นำตลาด โดย Pizza Hut อ้างว่าตนเป็นผู้นำตลาดพิซซ่าแบบนั่งทานในร้าน ส่วน Domino's ก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าแห่งพิซซ่าส่งถึงบ้าน

Domino's เพิ่งลงทุนตกแต่งร้านใหม่โดยเพิ่มพื้นที่สำหรับนั่งทานในร้าน และอ้างว่ายอดขาย 40% ในบางสาขาขณะนี้มาจากลูกค้า ที่นั่งทานในร้าน ส่วน Pizza Hut ก็อ้างบ้างว่า ยอดขาย 50% ของบางสาขามาจากการสั่งให้ส่งถึงบ้าน และมี 10 สาขาแล้วที่เป็นแบบส่งถึงบ้านอย่างเดียว Pizza Hut อวดด้วยว่า ยอดขายในอินเดียโต 30% ปีต่อปี ส่วน Domino's เกทับว่า ยอดขายโต 55%

แต่ศึกชิงเจ้าตลาดพิซซ่าในอินเดียระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่จากอเมริกาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และทั้งคู่กำลังแลกกันแบบหมัดต่อหมัด

ขณะที่ Graham Allen ผู้บริหารที่ดูแลสาขาในต่างประเทศ ของ Yum Brands บริษัทแม่ของ Pizza Hut ซึ่งเป็นเจ้าของ KFC และ Taco Bell ด้วย อ้างว่า Pizza Hut ได้รับการโหวตให้เป็นแบรนด์ อาหารยอดนิยมเหนือแบรนด์อื่นๆ ในอินเดีย มา 4 ปีติดต่อกัน แต่ Ajay Kaul CEO ของ Domino's India อวดว่า เรื่องความฉลาดในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ไม่มีใครเทียบ Domino's ได้ และ Domino's เป็นผู้นำตลาดในอินเดีย รวมทั้งไม่เห็นว่าสาขาของ Pizza Hut ที่ตั้งประจันหน้าอยู่อีกฝั่งของถนนเป็นคู่แข่ง แต่คู่แข่งที่แท้จริงของ Domino's คือ อาหารพื้นเมืองของอินเดีย

ด้าน Anup Jain ผู้บริหารฝ่ายการตลาดของ Pizza Hut ในอินเดีย สวนกลับว่า Domino's ไม่ได้เป็นร้านอาหาร แต่เป็นพิซซ่าแบบซื้อกลับบ้าน ในขณะที่ Pizza Hut เป็นภัตตาคารที่ให้บริการถึงโต๊ะ และลูกค้าสามารถสั่งอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อย ไปจนถึงของหวาน แม้ว่าคนอื่นจะสามารถเลียนแบบผลิตภัณฑ์ของ Pizza Hut ได้ แต่ไม่อาจเลียนแบบวัฒนธรรม ส่วนการส่งพิซซ่าถึงบ้านเป็นวิวัฒนาการที่ต่อเนื่องจากการที่ลูกค้ามารับประทานที่ร้านแล้วติดใจจึงซื้อกลับบ้าน แล้วจึงต่อเนื่องไปเป็นการโทรสั่ง

ข้าง Domino's โต้ว่า Domino's ก็มีลูกค้าประจำที่ติดใจในรสชาติจนถึงกับต้องดั้นด้นเป็นระยะทางไกล เพื่อจะไปทานที่ร้านของ Domino's เพราะรสชาติพิซซ่าของ Domino's อร่อยกว่าของที่อื่น

ไม่น่าแปลกใจที่การแข่งขันระหว่าง 2 ยักษ์พิซซ่าอเมริกันในอินเดียจะดุเดือด อินเดียกำลังเป็นตลาดที่ฮอตสุดๆ สำหรับ Pizza Hut อินเดียเป็นหนึ่งในตลาด 3 แห่งที่สำคัญที่สุด Pizza Hut คาดว่าจะเปิดสาขาอีก 300 แห่งในอินเดียภายในปี 2012 ส่วน Domino's วางแผนจะเปิดเพิ่มอีก 500 แห่งในอินเดียภายในปี 2010 เร็วกว่า Pizza Hut 2 ปี

ผลการศึกษาของสถาบัน McKinsey Global Institute คาดว่า ชนชั้นกลางอินเดียขณะนี้มีจำนวน 50 ล้านคน จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเป็น 583 ล้านคนภายในปี 2025 คาดว่าหนุ่มสาวอินเดียรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของยักษ์ใหญ่ฟาสต์ฟู้ดอเมริกัน จะชอบ ใช้ชีวิตนอกบ้านมากกว่าคนรุ่นพ่อแม่ เมืองใหญ่ยังเป็นกุญแจความสำเร็จอีกประการของฟาสต์ฟู้ดอเมริกัน โดยอินเดียมีเมืองใหญ่ที่มีประชากรเกิน 1 ล้านคนถึง 35 แห่ง ในขณะที่สหรัฐฯ มีเพียง 9 แห่ง

และไม่ใช่เรื่องแปลกเช่นกันที่พิซซ่ากลายเป็นธุรกิจใหญ่ในอินเดีย เพราะมีลักษณะคล้ายอาหารประจำวันของชาวอินเดียมาก ไม่เหมือนตลาดอื่นๆ อย่างจีนหรือญี่ปุ่น คนอินเดียรับประทานแผ่นแป้งที่เรียกว่า naan หรือคล้ายโรตีในบ้านเราเป็นอาหารหลัก ซึ่งคล้ายกับแผ่นแป้งพิซซ่า คนอินเดียยังชอบทาเนยและกระเทียมบนแผ่นแป้ง ซึ่งไม่ต่างจากขนมปังกระเทียม อาหารทานเล่นสุดฮิตในร้านพิซซ่า

นอกจากนี้คนอินเดียยังชอบรับประทานชีส ซึ่งในอินเดียเรียกว่า paneer อยู่แล้ว ส่วนซอสมะเขือเทศและซอสต่างๆ เช่น มัสตาร์ด ล้วนเป็นอาหารที่คนอินเดียคุ้นเคยและรับประทานเป็นประจำ พิซซ่า จึงเหมือนเป็นการเอาส่วนผสมอาหารทุกอย่างที่คนอินเดียคุ้นเคยดี ตั้งแต่แผ่นแป้งไปจนถึงซอสมะเขือเทศมารวมกัน กลายเป็นอาหารที่อร่อยและหอมมันถูกรสนิยมคนอินเดีย พิซซ่ายังเป็นอาหารที่ใช้มือหยิบรับประทานได้ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินของชาวอินเดียอยู่แล้ว จึงไม่ยากที่พิซซ่าจะกลายเป็นอาหารยอดนิยมของคนอินเดียไป

ส่วนการที่คนอินเดียส่วนใหญ่ 80% เป็นนักมังสวิรัติ ก็ไม่เป็น ปัญหาสำหรับยักษ์ใหญ่พิซซ่าทั้ง 2 เจ้า ซึ่งต่างแยกครัวระหว่างพิซซ่า ที่ใส่เนื้อสัตว์กับพิซซ่ามังสวิรัติ และพร้อมเปิดให้ลูกค้าเข้าชมครัวได้ พิซซ่าทั้ง 2 เจ้ายังสามารถปรับตัวให้สอดคล้อง กับชาวมุสลิมที่ไม่รับประทานหมู และชนกลุ่ม น้อยบางกลุ่มในอินเดียที่ไม่รับประทานหัวหอม

นอกจากนี้ชาวอินเดียยังชอบเข้าสังคม ซึ่งเข้าทางของ Pizza Hut พอดี เพราะ Pizza Hut มีกลยุทธ์การตลาดที่ทำให้ลูกค้ารู้สึก อบอุ่นและเป็นกันเองกับการนั่งทานในร้าน ทำให้เป็นที่นิยมของลูกค้าครอบครัว แม้ว่าการเข้าร้านพิซซ่าจะต้องจ่ายแพงกว่าร้านอาหารอินเดียโดยทั่วไป แต่ลูกค้าก็ยอมที่จะจ่ายประมาณเดือนละครั้ง หรือ 2 ครั้งในวันอาทิตย์ กับการพาครอบครัวเข้าร้านพิซซ่า ซึ่งดูดีในสายตาของคนอื่น และสะท้อนถึงความร่ำรวยขึ้นของคนอินเดีย

Domino's ยังปัดฝุ่นกลยุทธ์การตลาด ที่ทิ้งไปตั้งแต่ปี 1993 ในสหรัฐฯ กลับมาใช้ใน อินเดีย คือการรับประกันการส่งถึงบ้านภายใน เวลา 30 นาที และถ้าทำไม่ได้ลูกค้าจะได้ทาน ฟรี แม้ว่าจะต้องพบกับอุปสรรคนานัปการในอินเดีย ทั้งรถติด ฝนตกบ่อย และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของชุมชน ทำให้บางครั้ง Domino's ต้องเสียพิซซ่าให้ลูกค้าไปฟรีๆ เพราะไปส่งไม่ทันเวลาถึง 70 อันต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 2% ของยอดสั่งซื้อทั้งหมด ขณะที่ Pizza Hut ก็ไม่ยอมแพ้ ยอมลด 50% สำหรับพิซซ่าที่ส่งถึงบ้านลูกค้าช้ากว่า 30 นาที

ไม่ว่าในที่สุดใครจะได้เป็นแชมป์ครอง ตลาดพิซซ่าในอินเดียระหว่าง Pizza Hut กับ Domino's แต่ที่แน่ๆ คนที่ยิ้มในตอนนี้คงเป็น นักเปิบพิซซ่าชาวอินเดีย

เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ แปลและเรียบเรียง
ฟอร์จูน 1 ตุลาคม 2550


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.