เมอร์ริลลินซ์ปิดดีลซื้อเอเพกซ์ทุ่มเฉียด200ล.แอบซ่อนนัยะ


ผู้จัดการรายวัน(26 กันยายน 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

ปิดดีลขายใบไล่เซนต์"เอเพกซ์" หลัง"เมอร์ริล ลินซ์" ทุ่ม 170-180 ล้านซื้อ แฉเหตุล่าช้าเพราะต้องให้การลดทุนถูกตามกฎเกณฑ์ ชี้ภาวะตลาดหุ้นแบบนี้ไม่มีทางจะฟันกำไรปีละ 40 ล้านบาทก่อนเปิดเสรีได้อย่างแน่นอน กูรูเชื่อมีนัยะแอบแฝงแน่ ระบุเป็นการซื้อที่ราคาสุดแพงไม่มีบรรทัดฐานที่ดี ด้าน "สุวิทย์" เชื่อไม่กระทบธุรกิจ เหตุมีการคุยไว้แล้วล่วงหน้าที่จะไม่ทำธุรกิจที่แข่งขันกัน ชี้"เมอร์ริล ลินซ์"อาจจะเน้นทำธุรกิจตราสารหนี้

แหล่งข่าวผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า วานนี้ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เมอร์ริล ลินซ์ จำกัด ได้ตกลงทำสัญญาในการซื้อใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์เอเพกซ์ จำกัด ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์แอ๊ดคินซัน จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของในราคาประมาณ 170-180 ล้านบาท

ทั้งนี้ สาเหตุที่การตกลงทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวยืดเยื้อจากแผนเดิมออกมาหลายเดือนเนื่องจากผู้ซื้อไม่มีความจำเป็นในเรื่องทุนจดทะเบียนและไม่อยากที่จะต้องซื้อในราคาที่สูงทำให้บล.แอ๊ดคินซันจำเป็นต้องปรับลดทุนจดทะเบียนจากเดิมอยู่ที่ 400 ล้านบาทเหลือเพียง 25% หรือ 100 ล้านบาทเพื่อให้ราคาซื้อขายลดลง แต่ด้วยข้อจำกัดของกฎเกณฑ์ในเรื่องการลดทุนจะต้องใช้เวลา 3 เดือนเพื่อให้ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้รับทราบการเปลี่ยนแปลงจึงเพิ่งสามารถสรุปเรื่องการซื้อขายได้

สำหรับราคาที่ตกลงกันซื้อขายในครั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าเป็นราคาที่สูงกว่าที่ควรจะเป็นเนื่องจากเหลือเวลาเพียง 4 ปีธุรกิจหลักทรัพย์จะเปิดเสรีค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ และเปิดเสรีใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์(ไล่เซนต์) ซึ่งในตอนนั้นต้นทุนในการขออนุญาตจะเหลือเพียงไม่กี่ล้านบาทเท่านั้น

"มันก็แปลกที่ทำไมราคาซื้อขายถึงสูงขนาดนั้น การที่เมอร์ริล ลินซ์จะต้องทำกำไรปีละ 40 ล้านบาทเพื่อให้คุ้มเงินที่ลงทุนคงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะโบรกเกอร์ขนาดใหญ่ในตอนนี้ยังทำกำไร 40 ล้านบาทได้ยากมากเลย คงต้องมีอะไรในเงื่อนไขหรือมีการวางนโยบายที่เราคาดไม่ถึงแน่นอน ที่สำคัญเป็นการสร้างบรรทัดฐานของราคาที่ไม่ถูกต้องเพราะราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็นค่อนข้างมาก"แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า ระหว่างบล.ภัทร กับเมอร์ริล ลินซ์ ได้มีการทำข้อตกลงเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ( Excusive Partner ) ซึ่งทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายยังคงต้องทำธุรกิจร่วมกันอย่างน้อย 6 เดือนหลังการประกาศว่าอาจจะมีการทำธุรกิจแข่งขันกัน โดยตัวเลขจากข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ พบว่า ปัจจุบันบล.ภัทรมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากยอดการสั่งซื้อขายจากนักลงทุนคิดเป็น 57.57% ของรายได้รวมโดยทั้ง 100% เป็นยอดสั่งซื้อขายจากเมอร์ริล ลินซ์ ขณะที่รายได้ในส่วนที่มาจากลูกค้ารายได้ย่อยมีประมาณ 15.18% และอีก 27.25% มาจากลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท

ทั้งนี้ แม้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะมีการตกลงเป็น Excusive Partner กันแต่ในแง่ของข้อบังคับไม่ได้มีการระบุไว้ว่า ยอดซื้อขายระหว่างคู่สัญญาที่เป็นพันธมิตรว่าจะต้องมีจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งทำให้เชื่อได้เลยว่ารายได้ของบล.ภัทร จากค่าคอมมิสชั่นที่มาจากนักลงทุนต่างชาติจะต้องลดลง เนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่เมอร์ริล ลินซ์จะไม่อยากลดต้นทุนในการลงทุนของบริษัทเอง

"สุวิทย์"ยันไม่กระทบธุรกิจ

นายสุวิทย์ มาไพศาลสิน ประธานเจ้าหน้าที่ บล.ภัทร หรือ PHATRA กล่าวว่า การที่เมอร์ริล ลินซ์ไปซื้อใบไล่เซนต์ของบล.เอเพกซ์ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัท เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการหารือในเรื่องดังกล่างบ้างแล้ว โดยได้รับการยืนยันว่าเมอร์ริล ลินซ์จะดำเนินธุรกิจเฉพาะที่ได้ไล่เซนต์และไม่เป็นการแข่งขันกับสิ่งที่ทำธุรกิจกับบล.ภัทรอยู่

ทั้งนี้ ส่วนตัวคาดว่าธุรกิจที่เมอร์ริล ลินซ์ที่ทำหลังได้ซื้อใบไล่เซนต์เพิ่มขึ้นน่าเป็นการธุรกิจด้านตราสารหนี้ รวมถึงธุรกิจอื่นๆนอกเหนือจากการซื้อขายหลักทรัพย์

"การดำเนินการดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัท เพราะสัญญาที่มีการพูดคุยกันก่อนหน้านี้คือจะไม่มีการทำธุรกิจที่แข่งขันกับสิ่งที่ทำอยู่กับเรา เค้าอาจจะไปทำธุรกิจเกี่ยวกับตราสารหนี้"นายสุวิทย์กล่าว

อนึ่ง รายชื่อ 10 อันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ใน PHATRA ณ วันที่ 31 มี.ค.50 พบว่า อันดับ1. RUAMPHON PHATRA INTERNATIONAL CORP. ถือหุ้นจำนวน 78,399,997 หุ้น หรือ 36.72% อันดับ 2 บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด จำนวน 23,232,100 หุ้น หรือ 10.88%, อันดับ 3 HSBC (SINGAPORE) NOMINEES PTE LTD จำนวน 8,586,325 หุ้น หรือ 4.02%, อันดับ 4 นายสุวิทย์ มาไพศาลสิน จำนวน 5,005,455 หุ้น หรือ 2.34%

นายบรรยง พงษ์พานิช จำนวน 4,305,077 หุ้น หรือ 2.02%, อันดับ 6 นายวีรวัฒน์ ชุติเชษฐพงศ์ จำนวน 3,550,154 หรือ 1.66% , อันดับ 7 STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY FOR AUSTRALIAจำนวน 2,667,300 หุ้น หรือ 1.25%, อันดับ 8 นายศุภวุฒิ สายเชื้อ จำนวน 2,473,527 หุ้น หรือ 1.16% , อันดับ 9 BEAR,STEARNS INTERNATIONAL LIMITED-CUSTOMER REG.ACCOUNT จำนวน 2,450,000 หุ้น หรือ 1.15% และอันดับ 10 นายบุญชัย ศรีปรัชญาอนันต์ จำนวน 2,327,272 หุ้น หรือ 1.09%

ASLยันเดินหน้าหาพันธมิตร

นายสดาวุธ เตซะอุบล ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ แอ๊ดคินซัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กระแสข่าวเรื่องเมอร์ริล ลินซ์เตรียมทำสัญญาซื้อใบไล่เซนต์บล.เอเพกซ์ต่อจากบริษัทเรื่องดังกล่าวยังม่สามารถเปิดเผยอะไรได้ คงต้องรอให้มีการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ก่อนจึงจะสามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

ทั้งนี้ บริษัทยังเดินหน้าในการหาพันธมิตรเข้ามาร่วมดำเนินธุรกิจ เพราะเป็นการขยายช่องทางในการดำเนินธุรกิจให้มีมากขึ้น โดยในเรื่องดังกล่างเป็นคนละเรื่องกับการเจรจาหานักลงทุนเข้ามาซื้อใบไล่เซนต์

ASLพุ่งสวนPHATRAวูบ

ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้นบล.ภัทร หรือ PHATRA หลังปรากฎข่าวดังกล่าวส่งผลทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาอย่างหนักก่อนปิดที่ 41.50 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 3.49% มูลค่าการซื้อขาย 69.32 ล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้นบล.แอ๊ดคินซัน หรือ ASL ปรับตัวเพิ่มขึ้นรับข่าวดังกล่าวโดยราคาปิดที่ 1.04 บาท เพิ่มขึ้น 0.07 บาท หรือ 7.22% มูลค่าการซื้อขาย 249.76 ล้านบาท


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.