สั่งจับ“แม้ว-อ้อ”คดีเอสซีฯ


ผู้จัดการรายวัน(4 กันยายน 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

ศาลอนุมัติหมายจับ “แม้ว-อ้อ” ฐานปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น “เอสซี เอสเสท” อีกคดี หลังถูกออกหมายจับคดีที่ดินรัชดาฯ ทนายรีบโทรศัพท์รายงานลูกพี่ อ้างกลับมาสู้คดีแน่หลังเลือกตั้ง ดีเอสไอ ตั้งทีมล่า 2 ผัวเมียตามหมายจับ พร้อมประสาน สตช.หากผู้ต้องหากกลับไทย อธิบดี ดีเอสไอ ยัน คดีเอสซีฯไม่ใช่คดีการเมือง เป็นความผิดส่วนตัว และต่างจากคดี “ปิ่น จักกะพาก” ด้าน คตส. ตีกลับผลสอบอนุไต่สวนฯรถดับเพลิง กทม.ฉาว ยันสัญญาไม่ชอบ

วานนี้ (3 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณา 508 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ศาลอ่านคำสั่งการขออนุมัติหมายจับที่ พ.ต.ท.ไกรวิทย์ อรสว่าง พนักงานสอบสวน คดีพิเศษ 8 (ดีเอสไอ) สำนักคดีการเงินและการธนาคาร ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา ขออนุมัติหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ผู้ต้องหากระทำผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ในการปกปิดการยื่นแบบแสดงข้อมูล (ไฟลิ่ง) โครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

คำร้องระบุว่า ผู้ต้องหาทั้งสองคนมีพฤติการณ์หลบเลี่ยงไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนที่หมายเรียกถึง 2 ครั้งประกอบกับคดีมีอัตราโทษตามกฎหมายที่จะขออนุมัติหมายจับได้ และก่อนหน้านี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ได้มีคำสั่งออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน จำเลยคดีดำ อม.1/2550 คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกมาแล้ว เนื่องจากทั้งสองมีพฤติการณ์ หลบเลี่ยงไม่เดินทางไปปรากฏตัวต่อศาลในนัดพิจารณาคดีครั้งแรกเช่นกัน

นายพรชัย อัศววัฒนาพร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้แทนฝ่ายผู้ร้อง เดินทางมาฟังคำสั่ง ขณะที่ฝ่ายผู้ต้องหามี นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เข้าร่วมฟังคำสั่งด้วย อย่างไรก็ตาม ในการฟังคำสั่ง ศาลเรียกเฉพาะ นายพรชัย ให้เข้าฟังคำสั่งแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น

ภายหลังศาลใช้เวลาอ่านคำสั่งนานประมาณ 10 นาที นายพรชัย เปิดเผยว่า ก่อนที่จะอ่านคำสั่งศาลยังได้สอบถามตนเกี่ยวกับการเดินทางมารายงานตัวของผู้ต้องหาคดีนี้ด้วย และเมื่อศาลพิจารณารายละเอียดคำร้องแล้ว ได้มีคำสั่งให้อนุมัติหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน

นายพรชัย กล่าวว่า หลังจากนี้ ดีเอสไอ จะนำหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ ทั้ง 2 ฉบับ ไปดำเนินตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อติดตามตัวทั้งสองต่อไป ซึ่งขณะนี้ทั้งสองอยู่ต่างประเทศ ดังนั้น ดีเอสไอ จะรวบรวมข้อมูลยืนยันว่าทั้งสองคนอยู่ต่างประเทศจริง แล้วจึงปฏิบัติตามขั้นตอนประสานกับสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินกระบวนการติดตามตัวบุคคลทั้ง 2 จากต่างประเทศตามช่องทางสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินการแจ้งข้อกล่าวและสอบคำให้การคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ต่อไป

นายพรชัย ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการเรียกผู้ถูกกล่าวคดีมาให้การนั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา กรรมการผู้มีอำนาจใน บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น และนางบุษบา ดามาพงศ์ อดีต กรรมการ บริษัท เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาที่ ดีเอสไอแล้ว ซึ่งพนักงานสอบสวนดีเอสไอ จะเรียกตัวมาสอบคำให้การอีกครั้งในเดือน ก.ย.นี้

ด้าน นายพิชิฏ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน กล่าวว่า ตนจะรีบโทรศัพท์ติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทันทีเพื่อแจ้งให้ทราบผลการออกหมายจับดังกล่าว ซึ่งตนและทีมทนายความจะประชุมหารือเกี่ยวกับการดำเนินการตามขั้นตอน ทางกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ดียืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน พร้อมจะเดินทางกลับประเทศเพื่อต่อสู้คดีอย่างแน่นอน แต่จะเดินทางกลับมาในช่วงเวลา ที่เหมาะสมคือหลังจากที่มีการจัดการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลใหม่แล้ว

ดีเอสไอตั้งทีมไล่“ทักษิณ-พจมาน”

นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ต่อจากนี้ ดีเอสไอ จะตั้งทีมพนักงานสอบสวนในส่วนที่จะจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คน และประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในการติดตามตัวตามหมายจับ

ส่วนการประสานอัยการสูงสุดเพื่อติดต่อขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศอังกฤษ ดีเอสไอ จะยังไม่ทำในทันที แต่ต้องรอรวบรวมพยานหลักฐาน โดยผู้ต้องหา ในคดีเอสซีฯ ยังมีรายอื่นด้วย ได้แก่ นางบุษบา ดามาพงศ์ และนางเพ็ญโสม ดามาพงศ์ กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทเอสซีฯ ซึ่งขอใช้สิทธิให้การแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งกำหนดเวลาไว้ 1 เดือนจะเข้ายื่นหนังสือแก้ข้อกล่าวหาประมาณวันที่ 17 ก.ย.นี้ จากนั้นจะต้องประมวลดูว่าคำให้การแก้ข้อกล่าวหานั้นทำลายน้ำหนักของพยานหลักฐานที่ ดีเอสไอ มีหรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรที่จะต้องสอบสวนเพิ่ม ก็จะสรุปสำนวนสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องส่งอัยการต่อไป

ซึ่งในขั้นตอนนั้น จึงจะประสานอัยการสูงสุดเพื่อติดต่อขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน หากอัยการสั่งฟ้องตามความเห็นของพนักงานสอบสวน ดีเอสไอ ก็จะเป็นหน้าที่ของอัยการในการติดต่อให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ผู้สื่อข่าวถามว่า คดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นมีโอกาสได้รับการส่งตัวผู้ต้องหา ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากอังกฤษหรือไม่ นายสุนัย กล่าวว่า มีโอกาสหรือไม่ ตนยังไม่ได้ประเมินดู แต่ทราบว่ากระทรวงการต่างประเทศจะมีการขอแก้ไขสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับอังกฤษ เพราะสนธิสัญญาปัจจุบันเก่าเป็น 100 ปี และมีหลายคดีที่เกิดขึ้นเป็นความผิดใหม่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะดำเนินการต่อโดยรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ความผิดคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท เอสซีฯ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมืองอยู่แล้ว เพราะรูปคดี เป็นความผิดโดยส่วนตัวของผู้กระทำผิดโดยแท้ ทั้งนี้ กรณีไม่มีในข้อตกลงของสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสองประเทศในการเจรจา ขอส่งตัว ถ้าความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เป็นความผิดของทั้งสองประเทศ ก็อาจขอให้ส่งตัวได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า เปรียบเทียบคดีเอสซีฯ กับคดีนายปิ่น จักกะพาก จำเลยคดี ฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ ที่ศาลอังกฤษไม่ส่งตัวกลับมาให้ไทยเป็นอย่างไร นายสุนัย กล่าวว่า คดีนายปิ่น เป็นเรื่องที่ศาลอังกฤษพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำนั้นยังไม่มีพยานเพียงพอที่จะเชื่อว่ากระทำความผิด เป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ซึ่งการพิจารณาส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศอังกฤษ ศาลจะเข้ามาพิจารณาด้วย แต่คดีเอสซีฯ เป็นคนละเรื่อง เพราะมีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของกองทุน โอดีเอฟ และโอจีเอฟในมาเลเซีย เมื่อ2 กองทุนนี้เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือเครือญาติ ดังนั้น ในการจะได้มาซึ่งหุ้นหรือจำหน่ายไปเกินกว่าร้อยละ 5 จะต้องแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อไม่มีการแจ้งก็เป็นความผิดแล้ว

คตส.ตีกลับผลสอบรถดับเพลิงฉาว

ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีการประชุมคณะกรรมการ ตรวจสอบ การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) โดยใช้เวลานานเกือบ 8 ชั่วโมง จากนั้นเมื่อเวลา 19.00 น. โดยนายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. แถลงว่า คตส.ได้พิจารณาสรุปผลการไต่สวนของอนุกรรมการไต่สวนกรณีการจัดซื้อจัดข้างรถ-เรือดับเพลิงของ กทม. ที่อนุกรรมการไต่สวนฯ ซึ่งมีนายประเสริฐ บุญศรี เป็นประธาน ได้สรุปว่าสัญญาซื้อขายในลักษณะการค้าต่างตอบแทนชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ที่ประชุม คตส.ไม่เห็นด้วย และมีมติว่าสัญญาการซื้อขายดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเกิดความเสียหายแก่รัฐ และให้อนุกรรมการกลับไปไต่สวนหาหลักฐานเพิ่มเติมว่ามีบุคคลใดต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญา นอกเหนือไปจากบุคคลที่อนุกรรมการฯได้ชี้มูลความผิด ไปก่อน หน้านี้จำนวน 5 คน พร้อมให้รายงานแนวทางการไต่สวนต่อ คตส.ภายใน 2 สัปดาห์

นายสัก กล่าวว่า เหตุผลที่ คตส.เห็นว่าสัญญาดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาจากหลายกรณี เพราะรูปคดีเป็นเรื่องการทำการซื้อขายแบบรับต่อรัฐ หรือจีทูจี แต่การซื้อขายครั้งนี้ผิดไปจากรูปแบบดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากอนุกรรมการไต่สวนฯ สรุปความเห็นกลับมายัง คตส. เช่นเดิมจะทำอย่างไร นายสัก กล่าวว่า ต้องให้เวลาอนุกรรมการไต่สวนฯไปดำเนินการ ตามมติ คตส.ก่อน คาดว่า ภายใน 2 สัปดาห์จะได้แนวทางในการไต่สวนที่ตรงกัน เพราะ คตส.เห็นว่า ต้องดูว่าสัญญาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก่อนจะไปดูตัวบุคคลที่กระทำผิด คตส.เห็นว่าอนุกรรมการยังไม่ได้รวบรวมหลักฐานครบด้าน

นายสัก กล่าวอีกว่า คงยังไม่ต้องถึงขั้นเปลี่ยนตัวอนุกรรมการไต่สวนฯ แม้ผลการสอบสวนไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นเรื่องของการตรวจสอบสัญญาดังนั้นก็น่าจะไปแก้ไขหรือสรุปสำนวนให้เห็นตรงกันและชี้แจงรายละเอียดได้ ซึ่งหลังจากนี้นาย จิรนิติ หะวานนท์ กรรมการ คตส.ในฐานะอนุกรรมการไต่สวนฯ จะได้นำมติไปรายงานให้นายประเสริฐ ทราบ ซึ่งเชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาต่อการทำงาน ไม่ควรมองว่าเป็นความผิดของใคร ต้องให้อนุกรรมการฯไปแก้ไขก่อน ตอนนี้ยังไม่ถือว่าเป็นความผิด

เพิกถอนอายัดเงิน“ธีรคุปต์”

นายสัก แถลงอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์บริษัทที่ปรึกษากฎหมายธีรคุปต์ จำกัด วงเงิน 132,122 บาท ในบัญชีเงินฝาก ธนาคาร กรุงเทพ สาขารัชดา-ลาดพร้าว หมายเลข 177-0-42-112-9 เนื่องจากเห็นว่า เป็นการได้มาจากการว่าจ้างในฐานะที่ปรึกษาของนายพานทองแท้ และน.ส. พิณทองทา ชินวัตร ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่เดือนก.พ.-มี.ค. โดยมีหลักฐานการเสียภาษีโดยเปิดเผย

ขณะเดียวกัน คตส.ยังมีมติอนุญาตให้น.ส.พิณทองทา เลื่อนการเข้าให้ถ้อยคำกับอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ตามคำขอคือวันที่ 28 ก.ย. 50 เวลา 10.00 น. โดยได้กำชับว่าจะต้องมาตามกำหนด เนื่องจากได้ขอเลื่อนมาหลายครั้งแล้ว นอกจากนี้น.ส.พิณทองทา ได้นำหลักฐานการศึกษาระดับปริญญาเอก และสำเนาภาพถ่ายการจบการศึกษาระดับปริญญาโท พร้อมหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 24 ส.ค. 50 มายืนยัน

“ประเสริฐ”ยืนยันไม่ถอดใจ

ด้าน นายประเสริฐ บุญศรี ประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ กล่าวว่า ขอรอฟังเหตุผลของที่ประชุมใหญ่ คตส.ก่อน เพราะตอนนี้ยังไม่ทราบเหตุผลที่ คตส.มีมติดังกล่าว สิ่งที่ตนทำและเสนอไปถึง 2 ครั้งต่อที่ประชุมใหญ่ก็ทำเพื่อประเทศชาติ ทำงานตามกรอบหน้าที่

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ถูกตีกลับทำให้น้อยใจจนคิดจะลาออกหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ถามอย่างนี้ต้องการอะไรกันแน่ ตนไม่มีเรื่องน้อยใจอยู่แล้วเพราะทำตามหน้าที่ และที่มีข่าวว่าตนถอดใจไขก๊อก อยากถามว่าที่ถามกันเช่นนี้ต้องการอะไรจากตน และถามเพื่ออะไร

ด้าน นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. กล่าวว่า มติ คตส.ไม่ได้ทำให้นายประเสริฐ เสียหน้าแต่อย่างใด เพราะเป็นการขอให้กลับไปทบทวนในบางประเด็นเท่านั้น


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.