|

กรุงศรีฯซื้อธุรกิจเช่าซื้อรถจีอี100 %
ผู้จัดการรายวัน(24 สิงหาคม 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
แบงก์กรุงศรีอยุธยา เดินธุรกิจเชิงรุก เจรจาซื้อธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ของจีอี มันนี่ 100% มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท 7,000ล้านบาท ตั้งเป้าให้บริการเช่าซื้อรถยนต์แก่ลูกค้าแบบครบวงจร มุ่งสู่การเป็นผู้นำบริการทางการเงินเพื่อรายย่อย หวังขยายธุรกิจก้าวกระโดด เตรียมเชิญประชุมผู้ถือหุ้นสิ้นเดือนกันยายนเพื่อขออนุมัติ ก่อนโอนพอร์ตสินเชื่อ 9 หมื่นล้านบาทเข้าแบงก์ภายในสิ้นปีนี้
นาย ตัน คอง คูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า วันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า คณะกรรมการธนาคาร ( ในการประชุมครั้งที่ 9 / 2550 เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2550 ) ได้มีมติเห็นชอบให้ธนาคารเข้าซื้อหุ้น 100% ของบริษัท จีอี แคปปิตอล ออโต ลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GECAL ซึ่งหากการเจรจาประสบความสำเร็จ การลงทุนครั้งนี้จะมีมูลค่า 17,000 ล้านบาท (หรือประมาณ 486 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งอาจมีการปรับราคาได้ตามวิธีการปรับราคาเพื่อให้สอดคล้องกับราคาบัญชีของ GECAL ณ วันที่การซื้อขายหุ้นแล้วเสร็จ โดยจะไม่เกิน 17,250 ล้านบาท ทั้งนี้ จีอี มันนี่ จะยังคงถือหุ้นใน GECAL ทางอ้อมผ่านการถือหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ทั้งนี้ ธนาคารหวังว่า กระบวนการและเอกสารที่เกี่ยวข้องจะทำได้เสร็จเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ การเข้าซื้อหุ้นของ GECAL ตามแผนนี้จะช่วยให้เราสามารถเสนอบริการเช่าซื้อรถยนต์เบ็ดเสร็จในจุดเดียวให้แก่ลูกค้าได้ เรามั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้จะช่วยเสริมความเป็นผู้นำรายหนึ่งในวงการธนาคารไทย ขณะเดียวกันยังช่วยเร่งให้ธุรกิจการเงินเพื่อรายย่อยของเราเติบโตได้อย่างรวดเร็วด้วย
"ธนาคารอยู่ระหว่างการเจรจา โดยการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้จะเสร็จสมบูรณ์เมื่อได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง และผู้ถือหุ้นแล้ว การควบรวมกิจการ GECAL จะช่วยเพิ่มความสามารถของธนาคารในการให้บริการทั้งสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ และรถยนต์ใช้แล้วได้ครบถ้วน อีกทั้งสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายสาขาของธนาคารจำนวน 562 แห่งทั่วประเทศในการเพิ่มความสะดวกสบายแก่ลูกค้าอีกด้วย นอกจากนี้ แผนการเข้าซื้อหุ้นของ GECAL ในครั้งนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งของธนาคารในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการให้บริการเช่าซื้อรถยนต์ครบวงจรของประเทศไทย"
สำหรับ GECAL นั้นเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ของประเทศไทย ให้บริการสินเชื่อรถยนต์ใช้แล้ว สินเชื่อเงินสดรถยนต์ และสินเชื่อรถจักรยานยนต์ โดยสามารถครองความเป็นผู้นำรายหนึ่งในตลาดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มากว่า 14 ปี ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่ตรงความต้องการของลูกค้า รวมถึงคุณภาพด้านการให้บริการ ดังนั้น การควบรวม GECAL เข้ามายังธนาคาร จะทำให้ธนาคารสามารถนำเสนอบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าได้ เพราะธนาคารมีเครือข่ายการขายที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ และต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่า ข้อได้เปรียบเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยหนุนแผนของธนาคารในการที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์
นายพิริยะ วิเศษจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ จีอี มันนี่ ประเทศไทย กล่าวว่า แผนการโอนกิจการของ GECAL ไปยังธนาคารกรุงศรีอยุธยาถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวของ จีอี มันนี่ ในการยกระดับการให้บริการแก่ลูกค้า ด้วยการใช้ประโยชน์สูงสุดจากเครือข่ายการขาย รวมทั้งทรัพยากรอื่นๆ ที่จีอี มันนี่ มีอยู่ในประเทศไทย สำหรับ ธุรกิจบริการด้านการเงินที่ไม่ใช่การธนาคาร (Non-bank) จีอี มันนี่จะใช้รูปแบบการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Super-Growth Model) ซึ่งเป็นแผนเชิงกลยุทธ์ที่เน้นการขยายธุรกิจ ด้วยการสร้างความเติบโตในธุรกิจหลักที่มีอยู่ ซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล รวมถึงการหาช่องทางสร้างโอกาสทางธุรกิจจากพันธมิตรทางธุรกิจต่าง ๆ
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2550 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ จีอี มันนี่ ได้บรรลุข้อตกลงเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ โดยจีอี มันนี่ ได้เข้าถือหุ้นของธนาคารในสัดส่วน 25.4% (หลังการแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิของธนาคาร) และต่อมาเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2550 จีอี มันนี่ ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธนาคารเป็น 31%
นางเยาลักษณ์ พูลทอง ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านการสื่อสารองค์กรและลงทุนสัมพันธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การเจรจาซื้อหุ้นของ GECAL นับว่าเป็นนโยบายหนึ่งของธนาคาร ที่ต้องการจะขยายการเติบโตของธุรกิจอย่างก้าวกระโดด เป็นการดำเนินนโยบายเชิงรุกเพิ่มพอร์ตของรายย่อย ในขณะที่ธนาคารมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง บีไอเอสสูงกว่า 19 % นับว่าพร้อมที่จะลงทุน ในขณะที่ GECAL เป็นบริษัทที่มีธุรกิจเช่าซื้อในระดับผู้นำ 1ใน 3 ของตลาดในทุกๆด้านอยู่แล้ว เมื่อมารวมกับสาขาของธนาคารที่มีอยู่กว่า 600 สาขา เชื่อว่าจะเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่สูง
โดยคำนวณเคร่าๆ นั้น GECAL เป็นบริษัทที่มีผลประกอบการที่ดี กำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง มีพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้ออยู่ประมาณ 90,000 ล้านบาท ที่จะต้องโอนเข้ามายังธนาคาร และที่สำคัญที่สุด GECAL มีรายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิประมาณ 6.9-7 % ในขณะที่ปัจจุบันธนาคารมีรายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิประมาณ 3 % จึงเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนที่สูงเมื่อเทียบกับการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ การบริหารต้นทุนอยู่ในระดับที่ต่ำ ขนาดของธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น ส่งผลให้การบริหารต้นทุนอยู่ในระดับที่ต่ำ นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มช่องทางให้บริการกับลูกค้า
ส่วนราคาที่ธนาคารได้เจรจาจะซื้อนั้น บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน คือ เมอร์ริลลินส์ภัทร ได้วิเคราะห์และพิจารณาผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว ซึ่งมองว่า 17,000 ล้านบาท คิดเป็นราคา 1.8 เท่าของราคาตามบัญชี เป็นระดับราคาที่เหมาะสม ซึ่งขั้นตอนต่อไปธนาคารจะเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในสิ้นเดือนกันยายน 2550 เพื่อขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น และคงมีขั้นตอนรายละเอียดการขออนุมัติจากทางการอีกเล็กน้อย คาดว่าขั้นตอนทุกอย่างจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีแน่นอน หลังจากนั้นจะดำเนินการควบรวมกับบริษัทเช่าซื้อของธนาคารที่มีอยู่หรือจะดำเนินการแยกธุรกิจกันคงจะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง
"หลายฝ่ายมองว่า การซื้อ GECAL เป็นการโยกเงินจากธนาคารไปให้กับกลุ่ม GE นั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะขณะนี้โครงสร้างผู้ถือหุ้นของธนาคาร มี GE ถือว่าประมาณ 31 % ซึ่งกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ยังคงเป็นของคนไทยที่เป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม การออกเสียงในคณะกรรมการจึงขึ้นอยู่กับคนไทย ดังนั้นมองว่าการซื้อหุ้น GECAL เป็นการลงทุนที่เอื้อประโยชน์ให้กับธนาคารและผู้ถือหุ้นจริงๆ"
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|