“ยูนิลีเวอร์” เบนเข็มแข่งตลาดกลุ่มอาหารเพิ่มจุดแข็งแบรนด์ “คนอร์” ย้ำผู้นำตลาดโจ๊กสำเร็จรูป


ผู้จัดการรายสัปดาห์(30 กรกฎาคม 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอาหารในไทยที่มีการขยายตัวค่อนข้างสูง กอปรกับแนวโน้มกลุ่มอาหารของยูนิลีเวอร์ในเอเชียมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก ปัจจัยเหล่านี้คือที่มา ที่ทำให้นโยบายของบริษัท ยูนิลีเวอร์ ในประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เริ่มเบนเข็มมาให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจอาหารของบริษัท ซึ่งปัจจุบันกลุ่มธุรกิจอาหารที่ทำตลาดภายใต้ 2 แบรนด์หลักคือ คนอร์ เบสท์ฟู้ด และไอศกรีมวอลล์ มีสัดส่วนรายได้เป็น 20% ของรายได้รวม ยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย

สำหรับแผนการทำธุรกิจกลุ่มอาหารในเชิงรุกนั้น เจอโรม ชาราโชน รองประธานกรรมการบริหาร-กลุ่มธุรกิจอาหารและไอศกรีม บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด บอกว่า ตามนโยบายผลิตภัณฑ์หมวดอาหารของบริษัทแม่บริษัทวางแผนจะขยายไลน์สินค้าอาหารกลุ่มใหม่ ภายใต้แบรนด์คนอร์เข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้น

กอปรกับ การบุกธุรกิจอาหารโดยใช้แบรนด์คนอร์ มีโอกาสทางการตลาดสูงมาก โดยเฉพาะในตลาดโจ๊กสำเร็จรูปมีตัวเลขการเติบโตถึง 15% ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นแบรนด์คนอร์ มีการเติบโตเพิ่มสูงถึง 20% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขการเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลักมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน ซึ่งการเติบโตอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ โจ๊กคนอร์ ครองแชร์เบอร์หนึ่ง เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 82% ตามมาด้วยมาม่า มีส่วนแบ่ง 13% ของตลาดรวมโจ๊กสำเร็จรูปทั้งแบบซองและถ้วย มูลค่า 600 ล้านบาท

นริสสา อมรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการพัฒนาการตลาด กล่าวว่า สำหรับการทำตลาดโจ๊กสำเร็จรูปที่แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ตลาดต่างจังหวัดส่วนใหญ่นิยมรูปแบบซอง ส่วนโจ๊กสำเร็จรูป ในรูปแบบถ้วย ที่มีจุดขายที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในพื้นที่ตลาดกรุงเทพฯ และหัวเมืองทั่วประเทศ ที่ชอบความสะดวกสบาย ขณะเดียวกันรสชาติของโจ๊กยังเป็นตัวแบ่งตลาด โดยโจ๊กหมู และไก่ เน้นจับตลาดกลุ่มลูกค้าเด็ก ส่วนเทรนดี้โจ๊ก เน้นกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น

สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มธุรกิจอาหารของ ยูนิลีเวอร์ ไทยล่าสุดนั้น ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าในกลุ่มคนอร์เป็นครั้งแรกสำหรับการทำตลาดประเทศไทย รวมทั้งเน้นทำตลาดทั้งกลุ่มลูกค้าเด็ก และวัยรุ่น และขยายฐานในลูกค้า 2 กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแบ่งเป็นสัดส่วนแบบถ้วย 60% และแบบซอง 40%

ประการแรก ขยายตลาดโจ๊กคนอร์แบบซอง ที่มีอัตราเติบโตอยู่ที่ 20% ต่อปี และเน้นจับตลาดลูกค้าต่างจังหวัด ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายระหว่างกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในสัดส่วนเท่ากันคือ 50:50 ด้วยการใช้กลยุทธ์ไซซิ่ง ที่มีราคาเป็นตัวดึงดูดเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น โดยมีการปรับขนาดและราคาสินค้าใหม่รูปแบบซองขนาด 40 กรัม ราคา 8 บาท จากเดิมปริมาณ 42 กรัม ราคา 10 บาท

ประการที่สอง เพิ่มมูลค่าสินค้า เติมคุณค่าสารอาหารเพิ่มเข้าไปในสินค้าโจ๊ก ด้วยการเปิดตัว คนอร์ เอนเนอร์จี คัพ โจ๊ก วิตามินบี 1 สูตรใหม่ ทั้งนี้เพื่อทำตลาดเชิงรุกในตลาดโจ๊กสำเร็จรูป ที่เน้นจับกลุ่มเป้าหมายเด็กอายุ 6-12 ปี และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคุณแม่ยุคใหม่ สำหรับทำตลาดในเมืองและกรุงเทพฯ โดยใช้งบการตลาดประมาณ 40 ล้านบาท เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย แจกสินค้าตัวอย่างผลิตภัณฑ์โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปสูตรใหม่ จำนวน 1 ล้านชิ้น ตามห้างสรรพสินค้า 132 แห่งทั่วประเทศ

อีกทั้งจัดโรดโชว์ตามโรงเรียนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จำนวน 62 แห่ง ตั้งแต่เดือน ส.ค.-พ.ย.นี้ ภายใต้ชื่อโครงการ “คนอร์ พลังเด็ก มอร์นิ่งแดนซ์”เพื่อเด็กไทยแข็งแรงกับปฏิบัติการ “2 อ.” เพื่อสร้างนิสัยการกินอาหารเช้า และรณรงค์ให้เด็กออกกำลังกาย เพื่อพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์

“ ปัจจุบันรูปแบบการใช้ชีวิตที่เร่งรีบทำให้คุณแม่หลายคนไม่มีเวลาใส่ใจกับอาหารมื้อเช้าให้ลูกๆ ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า 30% ของเด็กอายุระหว่าง 6-12 ปี ไม่รับประทานอาหารเช้า และขาดการออกกำลังกาย ยิ่งกว่านั้นจากการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยพบว่า คนไทยที่เป็นผู้ใหญ่มีจำนวน 1 ใน 3 ที่ไม่รับประทานอาหารเช้า และสัดส่วนการรับประทานโจ๊กสำเร็จรูปเฉลี่ยมีเพียง 1 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งเป็นช่องว่างในตลาดที่สามารถเพิ่มความถี่เพื่อให้สินค้ามีโอกาสทางการตลาดมากขึ้น และคาดสิ้นปีจะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอีก 2-3% หรือมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มกว่า 83% ” ผู้อำนวยการพัฒนาการตลาด กล่าว


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.