|

TPCไตรมาส2ปีนี้กำไรหดกว่า32%เหตุราคาวัตถุดิบเพิ่มดันต้นทุนพุ่ง
ผู้จัดการรายวัน(25 กรกฎาคม 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
TPC ไตรมาส 2 ปีนี้กำไรหดกว่า 32% ผลจากราคาวัตถุดิบทำให้ต้นทุนสูงขึ้น และรายได้เงินปันผลที่ลดลง ขณะที่การปรับวิธีการลงบัญชีบริษัทปรับวิธีตามวิธีราคาทุน จะทำให้กำไรในไตรมาสและงวดครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น
นายอำพล เรืองธุระกิจ ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มสนับสนุนธุรกิจ บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPC แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปีนี้ สิ้นสุด30 มิถุนายน 50 ว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ(งบรวม) มีกำไรสุทธิ 384.71 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 567.11 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้นลดลงจาก 0.65 บาทเหลือ 0.44 บาทต่อหุ้น หรือลดลง 32.16%
ขณะที่ในกำไรสุทธิงบเฉพาะกิจการในไตรมาสนี้พบว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ 370.28 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 826.74 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้นลดลงจาก 0.94 บาทเหลือ 0.42 บาทต่อหุ้น อันเป็นผลจากบริษัท ฯ และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิงวดนี้ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 32 % ซึ่งเป็นผลกระทบหลักจากปัจจัยด้านราคาวัตถุดิบที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก และรายได้เงินปันผลที่ลดลง
สำหรับไตรมาสนี้ บริษัทมีรายได้จากการขายและต้นทุนขายบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขาย และจากการให้บริการรวม 6,573 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 780 ล้านบาท คิดเป็น 13 %โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากปริมาณ และ ราคาขายที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้จาการขายในไตรมาสนี้เป็นรายได้จากผลิตภัณฑ์พีวีซี 80% จากผลิตภัณฑ์ท่อและผลิตภัณฑ์พลาสติกสำเร็จรูป 19 % และรายได้ อื่น ๆ 1 % ของรายได้จากการขายรวม ตามลำดับ สัดส่วนรายได้ของผลิตภัณฑ์พีวีซี 43% เป็นการขายภายในประเทศ 57% เป็นการส่งออกและผลจากการขายของบริษัทย่อยในต่างประเทศ
ขณะที่ ต้นทุนขายในไตรมาสนี้ มีต้นทุนขายรวม 5,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบหลักคือ อีดีซีและ เอทธิลีน ซึ่งปรับขึ้นไปสูงกว่าระยะเดียวกันของปีก่อนมาก และรายได้อื่นลดลงจากปีก่อน 97% เพราะไตรมาสนี้ปีก่อนบริษัทและบริษัทย่อยได้รับเงินปันผลสูง
สำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ บริษัท ฯ และบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 469 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4 %ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายทางการเงิน 55 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 6 %
ส่งผลให้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2550 บริษัท ฯ และบริษัทย่อย มีอัตราส่วนหนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น เท่ากับ 0.88 ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราส่วนเท่ากับ 0.84 เท่า
นอกจากนี้ การที่บริษัทปรับวิธีการลงเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานนั้น ตั้งแต่ต้นปี 2550 บริษัทฯ ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการบัญชีเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีเงินลงทุนใน บริษัทย่อย และ บริษัทร่วม ตามประกาศของสภาวิชาชีพบัญชีฉบับที่ 26/2549 เรื่องการปฏิบัติตามมาตรฐานบัญชีฉบับที่ 44 เรื่อง งบการเงินรวมและการบัญชีสำหรับเงิน ลงทุนในบริษัทย่อย เป็นวิธีราคาทุน ส่งผลให้กำไรสุทธิมีผลแตกต่าง คือกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปีนี้ระหว่างงบการเงินรวมและงบเดี่ยวคือ 14 ล้านบาทและงวดครึ่งปี 60 ล้านบาท
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|