|

ฟิทช์คงมุมมองด้านลบAIS-DTAC
ผู้จัดการรายวัน(18 กรกฎาคม 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
ฟิชท์ เรทติ้งส์ประกาศคงมุมมองในด้านลบอันดับเครดิตของ AIS และ DTAC จากความไม่แน่นอนด้านนโยบายกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในส่วนของธุรกิจโทรคมนาคมยังคงมีอยู่ค่อนข้างมาก ระบุรอความชัดเจนมากขึ้นหลังมีรัฐบาลใหม่ จึงจะมีการพิจารณามุมมองใหม่
รายงานข่าวจาก ฟิทช์ เรทติ้งส์ประกาศคงเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ (Rating Watch Negative) แก่อันดับเครดิตของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC โดยอันดับเครดิตของ AIS และ DTAC ที่อยู่ในเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบได้แก่ อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term foreign currency IDR) ของ AIS ที่ BBB+ อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term rating) ที่ ‘AA(tha)’ และ อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้น (National Short-term rating) ที่ F1+(tha)
ส่วนอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศของ DTAC อยู่ที่ BB+ อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ A(tha) อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ F1(tha) และอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันที่ A(tha)
ทั้งนี้ อันดับเครดิตของ AIS และ DTAC ยังคงอยู่ในเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ ซึ่งฟิทช์ได้ประกาศให้แก่อันดับเครดิตของทั้งสองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในส่วนของธุรกิจโทรคมนาคม ยังคงมีอยู่ค่อนข้างมาก โดยในเดือนพฤษภาคม 2550 คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาสัมปทานที่เกิดขึ้นในอดีตของผู้ประกอบการโทรคมนาคม ซึ่งรวมถึงการแก้ไขสัญญาสัมปทานของ AIS และ DTAC นั้น ไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 เนื่องจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานดังกล่าวมิได้มีการนำเสนอต่อคณะกรรมการประสานงาน และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบ อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการกฤษฎีกามิได้มีผลทำให้ผลการแก้ไขสัญญาสัมปทานเป็นโมฆะโดยทันที โดยรัฐบาลจะเป็นผู้พิจารณาสำหรับแนวทางการดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าว
โดยฟิทช์คาดว่าอันดับเครดิตของ AIS และ DTAC น่าจะได้รับการพิจารณาออกจากเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ (Rating Watch Negative) เมื่อประเด็นที่เกี่ยวข้องทางด้านนโยบายและกฎหมายข้างต้นมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในอีก 6 เดือนข้างหน้า
อนึ่ง AIS เป็นผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดรายใหญ่ที่สุดในประเทศ บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าเช่า (EBITDAR) สำหรับงวด 12 เดือนสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2550 จำนวน 40.7 พันล้านบาท ลดลง 15% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 47.7 พันล้านบาท เป็นผลจากการแข่งขันด้านราคาและต้นทุนการให้บริการซึ่งรวมถึงส่วนแบ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามฐานะการเงินของบริษัทยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าเช่า (net adjusted debt to EBITDAR) อยู่ที่ 0.4 เท่า ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2550
และ DTAC เป็นผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ สำหรับงวด 12 เดือนสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2550 บริษัทมี EBITDAR เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 9.7% มาอยู่ที่ 18.8 พันล้านบาท ถึงแม้ว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านโครงข่ายที่เพิ่มขึ้น ฐานะการเงินของบริษัทยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลมาจากผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดย net adjusted debt to EBITDAR ปรับตัวดีขึ้นจาก 2.4 เท่า ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2549 เป็น 2.2 เท่า ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2550
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|