|

กบข.ทุ่ม5.5พันล.ลุยหุ้นนอก-หุ้นซึมห่วงศก.โลก
ผู้จัดการรายวัน(17 กรกฎาคม 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
กบข.ใส่เงินอีก 5.5 พันล้าน ลุยหุ้นต่างประเทศผ่านกองทุน GPF (Thailand) Investment Fund ดันพอร์ตการลงทุนต่างประเทศขยับขึ้นเป็น 12.8% ใกล้เพดาน15% พร้อมเดินหน้าเจรจาคลังขอเพิ่มวงเงินเป็น 20-25% ช่วงปลายปีนี้ ขณะที่ตลาดหุ้นเริ่มปรับฐานเป็นไปรตามกลไกตลาด โบรกฯชี้นักลงทุนชะลอเทรดหุ้น รอดูความชัดเจนตัวเลขศก.ทั้ง "อเมริกา-ยุโรป" ขณะที่ค่าเงินบาทไม่กระทบเป้ากำไรบจ.เหตุบริษัทขนาดใหญ่ไม่กระทบมาก
นายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข.ได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศอีกจำนวน 160 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 5,500 ล้านบาท ผ่านกองทุน GPF(Thailand) Investment Fund ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้นการจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก โดยจากการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนดังกล่าว ทำให้พอร์ตการลงทุนต่างประเทศของ กบข.ในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 12.8% ของพอร์ตการลงทุน จากเพดานการลงทุนทั้งหมดที่กระทรวงการคลังได้เปิดทางให้กบข.สามารถลงทุนในต่างประเทศได้ในสัดส่วน 15%
สำหรับสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศของ กบข. ปัจจุบันได้มีการกระจายการลงทุนไปทั่วโลกเพื่อเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนในตราสารทุนโลกประมาณจำนวน 18,700 ล้านบาท และมีการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลกประมาณจำนวน 19,700 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนการลงทุนดังกล่าวเป็นไปตามกลยุทธ์ในการขยายสินทรัพย์การลงทุนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับสมาชิก
อย่างไรก็ตาม กบข .ยังมีนโยบายในอนาคต ที่จะขยายประเภทของสิทรัพย์ที่จะเข้าไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติมอีก โดยกบข.สนใจการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ตราสารทุน สินค้าโภคภัณฑ์ กองทุนป้องกันความเสี่ยง และกองทุนที่ลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศต่างๆ เพราะเห็นโอกาสจากการลงทุนต่างประเทศอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ทั้งนี้ กบข. จะต้องศึกษาข้อมูลการลงทุนอย่างรอบด้านที่สุดก่อน
"นโยบายการลงทุนของ กบข. จะเน้นการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความหลากหลายเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน ซึ่งเป็นไปตามปรัชญาในเรื่องการลงทุนของ กบข. ที่เน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อสมาชิกที่จะเกษียณในอีก 10- 20 ปีข้างหน้า ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถรักษาความมีเสถียรภาพของผลตอบแทนได้ในระยะยาว"นายวิสิฐกล่าว
ก่อนหน้านี้ นายวิสิฐกล่าวว่า พอร์ตการลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศทั้งปีนี้ คาดว่าจะให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงถึงประมาณ 15% ขณะที่การลงทุนในตราสารทุนในประเทศเองคาดว่าจะให้ผลตอบแทนประมาณ 10% ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ ผลตอบโดยเฉลี่ยจากการลงทุนในต่างประเทศจะอยู่ที่ 4-5% ต่อปี ซึ่งการลงทุนของกบข.เอง มีการป้องกันความเสี่ยง (เฮดจิ้ง) ด้วย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีนี้ กบข.จะมีการหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้มีการแก้ไขประกาศกฎกระทรวงเกี่ยวกับการลงทุนของกบข. เพื่อขอให้มีการขยายเพดานการลงทุนต่างประเทศ เพิ่มจากปัจจุบันเพดานอยู่ที่ 15% เพิ่มเป็น 20-25% เพื่อเป็นกระการกระจายความเสี่ยงการลงทุน และเป็นไปตามนโยบายของกบข.ที่พยายามยกระดับสู่การเป็นสถาบันการออมระดับสากล
นอกจากนี้ กบข.ยังมีแผนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพิ่มอีกด้วย ซึ่งในขณะนี้ กบข.อยู่ระหว่างคัดเลือกสินทรัพย์ที่จะเข้าลงทุนทั้งอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ และลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (พร็อพเพอร์ตี้ฟันด์) ในต่างประเทศ โดยปัจจุบัน กบข. มีสัดส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แลพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์อยู่ประมาณ 5% ของพอร์ต
หุ้นปรับฐานตามกลไกตลาด
ภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์วานนี้ (16 ก.ค.) ในช่วงเช้าดัชนีแกว่งตัวในแดนบวกก่อนจะปรับตัวลดลงในช่วงบ่าย โดยดัชนีปรับตัวลดลงมาปิดที่ 857.08 จุด ลดลง 2.06 จุด หรือ 0.24% โดยจุดสูงสุดของวันอยู่ที่ 868.70 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 852.22 จุด มูลค่าการซื้อขาย 25,521.66 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 704.41 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 607.04 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 97.37 ล้านบาท
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ภาวะการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ปรับลดลงเล็กน้อยในวานนี้เป็นเรื่องที่ดีที่มีการปรับขึ้นและลงไปตามกลไกตลาด ซึ่งการทยอยปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป น่าจะเป็นผลดีต่อในแง่พื้นฐาน และเชื่อว่าน่าจะเป็นผลดีกว่าการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงด้านเดียว
นายชัย จิระเสวีนุประพันธ์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.พัฒนสิน กล่าวว่า ขณะนี้แนวโน้มของดัชนีเริ่มที่จะแกว่งตัวไปในแดนลบ ซึ่งการปรับลดลงนี้เป็นไปตามแนวโน้มของตลาดทั่วภูมิภาคเอเชีย ในขณะนี้มีนักลงทุนบางส่วนเริ่มที่จะชะลอการซื้อขายลง เนื่องมาจากต้องการรอดูความชัดเจนเกี่ยวกับตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศต่างๆ ทั้ง สหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน ที่จะมีการประกาศในช่วงสัปดาห์นี้
นอกจากนี้ เป็นการชะลอเพื่อรอดูผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่จะมีการประกาศในช่วงนี้พร้อมกันเกือบทุกตลาด ทำให้มูลค่าการซื้อขายเกิดการชะลอตัวลง โดยคาดว่าหลังจากนี้ดัชนีน่าจะมีการแกว่งตัวค่อนข้างมาก กำหนดให้แนวรับที่ 848 - 850 จุด และให้แนวต้านที่ 865 - 868 จุด
โบรกฯชี้บาทแข็งไม่กระทบเป้าบจ.
นางสาวศศิกร เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า สถานการณ์การแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องของค่าเงินบาทไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่บริษัทตั้งไว้ที่ 2% เนื่องมาจากผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทนั้นรวมกันมีมูลค่าที่น้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าทั้งหมดในตลาด
ทั้งนี้ ในทางตรงกันข้ามการที่ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นนั้นกลับส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทในอุตสาหกรรมนำเข้า เพราะต้นทุนการดำเนินกิจการจะลดลง ประกอบกับบริษัทที่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ก่อนจ่ายหนี้ในอัตราที่ลดลง ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทดังกล่าวปรับตัวดีขึ้น
"ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นตอนนี้ น่าจะถึงจุดสูงสุดแล้ว เพราะในขณะนี้ทางภาครัฐเริ่มมีความกระตือร้อร้นในการออกมาแก้ไข เชื่อว่าภาครัฐคงจะไม่ปล่อยให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่านี้ ประกอบกับตอนนี้ดอกเบี้ยยังอยู่ในขาลง ทำให้ไม่มีปัจจัยใดที่จะเข้าไปกระตุ้นให้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปอีก" นางสาวศศิกร กล่าว
นางสาวมยุรี โชวิกานต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.นครหลวงไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้นไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์มากนักเพราะบริษัทในกลุ่มดังกล่าวทำธุรกิจด้วยการสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาผลิตและผลิตส่งออกไปจำหน่าย
ทั้งนี้ กลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบมากกว่า จึงเป็นกลุ่มเกษตรที่กำไรสุทธิอาจจะลดลงค่อนข้างมาก เพราะใช้วัตถุดิบการผลิตจากในประเทศและนำออกไปขายในต่างประเทศเป็นหลัก
"แม้ว่ากลุ่มเกษตรและกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์จะได้รับผลกระทบทำให้กำไรสุทธิลดลง แต่จะไม่กระทบต่อผลประกอบการของบจ.อย่างแน่นอน เพราะทั้ง 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มเล็กไม่เหมือนพลังงาน"นางสาวมยุรีกล่าว
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|