จับสัญญาณเศรษฐกิจครึ่งหลังฟิตทุนนอกปัจจัยถ่วงดุลความเชื่อมั่น


ผู้จัดการรายสัปดาห์(16 กรกฎาคม 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

สัญญาณความน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีเริ่มมีให้เห็น เมื่อนักธุรกิจไทยเทศ ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะขยายตัวดีกว่าครึ่งปีแรก เหมือนเห็นแสงรำไรทอดทอผ่านเมฆดำที่เคยบดบังท้องฟ้าจนมืดมัว กระนั้นก็ยังมีปัจจัยด้านความเชื่อมั่นถ่วงโดยเฉพาะสายตานักลงทุนนอก ขณะที่"เอ็มดี" "K-Bank"มองมุมบวกดอกเบี้ยขาลงหนุนบริโภคขยายตัว

เร่งสร้างกำลังใจกันไม่น้อย...หลังจากที่ภาคเอกชน นักธุรกิจเริ่มใจฝ่อกับปัญหาที่มองตอนจบไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะปัญหาการเมืองหรือเศรษฐกิจก็ตาม เพราะใช่ว่าปลายปีเมื่อจัดการเลือกตั้งขึ้นทุกปมปัญหาจะคลี่คลายได้

แต่คงดีไม่น้อยหากใครสักคนจะออกมาพูดเชิงบวกเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้นักธุรกิจฮึดสู้ต่อไป ดั่งคำพูดของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม "โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์"ที่ว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ดีกว่าครึ่งปีแรก พร้อมเปรียบเทียบเหตุการณ์ในขณะนี้ว่า "เราเริ่มมองเห็นแสงสว่างส่องลงมาบ้างแล้ว เพียงแต่แสงที่ทอดทอนั้นอาจยังไม่สว่างเจิดจ่า"

เท็จจริงเป็นเช่นคำกล่าวนั้นหรือไม่ เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์....นั่นเพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ทำนายได้ยาก ภาคธุรกิจอาจต้องเผชิญปัญหารุนแรง กลับกันก็เป็นไปได้เช่นกันว่าสิ่งที่ "โฆษิต" กล่าวไว้คือเรื่องจริง แต่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าภาคธุรกิจต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องใดก็ตาม หนทางเดียวที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้คือการปรับตัวตามสภาพ

"ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" กรรมการผู้จัดการแบงก์ "กสิกรไทย" เห้นไปในแนวทางเดียวกับ "โฆษิต" จากการเน้นย้ำคำที่ว่า "เศรษฐกิจครึ่งปีหลังเริ่มเห็นแสงเพิ่มขึ้นบ้างแต่ความสว่างอาจไม่เจิดจ้านัก สิ่งหนึ่งที่ทำให้คิดว่าเป็นเช่นนั้นก็มาจากตัวเลขการส่งออกโตสูงกว่าคาดการณ์ 4เดือนแรกขยายตัว18% มาถึงพฤษภาคมโต20% ทำให้มองภาพรวมน่าจะขยายตัว 14-15%จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 10-12%"

"แม้ดูในรายละเอียดภาคการส่งออกจะโตไม่สม่ำเสมอ กระจายตัวในบางภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหมายถึงบางภาคอาจไม่โต แต่บางภาคก็โตและขยายตัวได้ดีทำให้ผลโดยภาพรวมของเศรษฐกิจไทยออกมาดีขึ้น ที่สำคัญทำให้กสิกรไทยปรับอัตราการขยายตัว จีดีพี จาก 3.5-4.5%มาอยู่ที่ 4.0-4.5%"

"ประสาร" ยังเล่าถึงภาคการเงินซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วยว่า ด้านการเงินในส่วนของดอกเบี้ย ทั้งนักวิชาการนายแบงก์เห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ว่ายังไม่อยู่ในทิศทางขาขึ้นแน่นอน"

จะว่าไปการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ไม่ใช่เรื่องง่าย "ประสาร"บอกว่า ดูเหมือน ธนาคารแห่งประเทศไทยจะส่งสัญญาณแล้วว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5% เหมาะสม กับภาวะและเศรษฐกิจช่วงนี้

แต่จากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเพราะทุนนอกไหลทะลักเข้ามา จนภาคส่งออกร้องโอดโอย อาจทำให้ กนง.ทบทวนเรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างหนัก...อาจถึงขั้นกินยาแก้ปวดก็ว่าได้...แต่อย่างไรก็ตามฟันธงแน่ชัดว่าช่วงนี้ไม่ใช่ขาขึ้นแน่ ส่วนจะขึ้นตอนไหน "ประสาร" ทำนายถึงความเป็นไปได้ว่า อาจราวๆ ไตรมาสที่2ของปี 2551

แน่นอนว่าการที่ดอกเบี้ยต่ำติดดินเช่นนี้ ตามหลักวิชาการย่อมกระตุ้นให้เกิดการบริโภค เพราะดอกเบี้ยผลตอบแทนไม่คุ้มค่าต่อการทิ้งเงินไว้เฉยๆในแบงก์ เมื่อความจูงใจไม่เกิดขึ้น ก็ทำให้ผู้บริโภคหาช่องทางอื่นในการกระจายเงินในรูปแบบจับจ่ายใช้สอยบ้าง หรือลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินรูปแบบต่างๆ

"ประสาร" กล่าวในตอนท้ายว่า "ปัจจัยสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ แม้ที่ผ่านมายอมรับว่าปัจจัยด้านการเมืองมีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจ แต่ถ้าเราช่วยเหลือกัน เอื้อให้การเมืองนิ่งมีเสถียรภาพ ผลักดันสิ่งต่างๆไปพร้อมกันแน่นอน่าความมั่นคงย่อมเกิดขึ้น"

เช่นเดียวกับแนวคิด "ปีเตอร์ จอห์น แวน ฮาเรน" ประธานหอการค้าต่างประเทศ ที่เน้นย้ำถึงการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างประเทศ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นด้านการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง คือกุญแจปลดล็อกมุมมองต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย และเป็นคำตอของเม็ดเงินที่จะนำเข้ามาลงทุน

ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นเม็ดเงินเพื่อการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่มาเพื่อโจมตีค่าบาท หรือเก็งกำไร

"ถามว่าตอนนี้นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นในประเทศไทยแค่ไหน คำตอบคือเชื่อมั่น แต่ยังไม่มากพอที่จะนำเงินมาลงทุน เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะเวียดนาม"

จากมุมมองในส่วนของนักธุรกิจไทยและเทศ เมื่อรวมกันแล้วก็จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ยื้อยุดฉุดกระฉากให้เศรษฐกิจไทยไปไม่ถึงไหนคือสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังเสถียรภาพไม่เพียงพอ ยังคงส่งกลิ่นอายความไม่สงบออกมาเป็นระรอก...ดังนั้นในครึ่งปีหลังที่บอกว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวดีขึ้นกว่าครึ่งแรกอาจเป็นจริงด้วยปัจจัยเรื่องการเลือกตั้ง

แต่ก็อย่างว่า....การเลือกตั้งยังไม่ใช่เรื่องดีที่สุดที่สามารถแก้ได้ทุกโจทย์ปัญหา เพราะถ้าดีจริง...คงเปรียบสถานการณ์เศรษฐกิจครึ่งปีหลังสดใสเหมือนได้รับแสงแดดที่เจิดจ้า


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.