ซีอาร์ซียอมรับล่าช้า1 ปีแผนรุกตลาดค้าปลีกจีน


ผู้จัดการรายวัน(22 มิถุนายน 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

เซ็นทรัล ก้มหน้ารับแผนขยายธุรกิจค้าปลีกในต่างประเทศช้า 1 ปี หลังวางแผนบุกจีนเป็นเรือธงหลัก พร้อมแผนเทเม็ดเงินบนหน้าตักกว่า 1 หมื่นล้านบาทลงทุนในจีน ทั้งๆที่เจรจาคืบหน้าไปแล้วกว่า 90%

นายทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือ ซีอาร์ซีบริษัทในกลุ่มเซ็นทรัลผู้บริหารธุรกิจห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน และ เซน และอีกหลายแบรนด์ เปิดเผยถึงแผนการลงทุนธุรกิจห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศทั้งจีนและเวียดนามว่า ขณะนี้แผนการลงทุนในต่างประเทศของซีอาร์ซีอาจจะล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากติดขัดบางอย่าง จากแผนงานเดิมที่วางไว้ ในปีนี้ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนในการลงทุนธุรกิจในประเทศจีนก่อนเป็นประเทศหลังจากที่ได้เจรจาและมีความคืบหน้าไปแล้วมากกว่า 90% ซึ่งหากทุกอย่างแล้วเสร็จในปีนี้บริษัทฯเตรียมงบลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจในประเทศจีนทันที

สำหรับการลงทุนในจีนจะเป็นการเข้าไปเช่าพื้นที่ของศูนย์การค้าใหม่ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในเมืองเศรษฐกิจ ขณะนี้บริษัทฯได้ศึกษาตลาดจริงจังมากขึ้นโดยมองไปที่ 4 เมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง หั่งโจว ซึ่งคาดว่าจะสามารถสรุปภายในปีนี้ โดยจะใช้ธุรกิจ "ห้างสรรพสินค้า" ที่แข็งแกร่งของกลุ่มเซ็นทรัลในการเปิดตลาด เพราะห้างสรรพสินค้าในจีนยังมีช่องว่างอีกมาก ขณะที่ธุรกิจซูเปอร์เซ็นเตอร์เป็นสนามต่อสู้ของคู่แข่งระดับโลกทั้งสิ้น ในปักกิ่งมีกว่า 10 ราย เทียบกับเมืองไทยยังมีแค่ 3 รายเท่านั้น

การขยายธุรกิจในจีนหรือเวียดนาม จะเป็นฮับในการขยายธุรกิจให้กับเซ็นทรัลได้อีกมาก อย่างประเทศเวียดนาม มีอัตราการเติบโตและพัฒนาเร็วมากในแง่ความเป็นคู่แข่งกับประเทศไทยถือว่าน่ากลัว ในขณะที่ตลาดค้าปลีกเท่ากับ "ศูนย์" ฉะนั้นจึงเป็นโอกาสธุรกิจที่สูงมาก แต่ปัญหาที่ทำให้การลงทุนในเวียดนามค่อนข้างช้าเพราะธุรกิจค้าปลีกซึ่งต้องผูกไปกับภาคเรียลเอสเตท ขณะที่ธุรกิจเรียลเอสเตทในเวียดนามมีรัฐเป็นเจ้าของ ฉะนั้นกระบวนการต่างๆ ค่อนข้างยาว ใช้เวลานาน ทั้งการหาทำเล และขั้นตอนการทำงาน

นายทศเคยกล่าวไว้ว่า “เวลานี้ประเทศจีน เริ่มมีแนวโน้มเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก อยู่ที่ว่าเราจะอยู่อย่างนี้ตลอดหรือจะเข้าสมรภูมิระดับโลก ตอนนี้ทุกคนไปจีนกันหมดแล้ว ธุรกิจห้างสรรพสินค้าเป็นธุรกิจที่เราคิดว่าน่าจะมีโอกาส เพราะดีพาร์ทเมนท์คนเอเซีย น่าจะทำได้ดีที่สุดแล้วดีกว่ายุโรปหรืออเมริกาเสียอีก ส่วนธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตต้องแข่งกับพวกยุโรปอย่างวอลล์มาร์ท คาร์ฟูร์ เป็นต้น ซึ่งในไทยเราก็แข่งมาแล้วทำได้ในระดับหนึ่ง”

เขากล่าวด้วยว่า ในเอเซีย ธุรกิจค้าปลีกประเภทดีพาร์ทเมนสโตร์ ทางเซ็นทรัลก็อยู่ในระดับท็อปอยู่แล้ว สามารถแข่งขันได้ในระดับเอเชียด้วยกัน ซึ่งค้าปลีกญี่ปุ่นเราก็แข่งแล้วในไทย ส่วนที่ยังไม่เคยเจอก็คือ เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง

นายทศกล่าวว่า แม้ว่าธุรกิจในต่างประเทศจะชะลอไปก็ตาม แต่การทำธุรกิจในไทยทางกลุ่มซีอาร์ซีมีแผนรุกอย่างต่อเนื่อง จากการทำตลาดที่ยาวนานของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ที่เดินทางครบรอบ 60 ปีเต็ม สู่การเข้าถึงยุคที่ 7 ซึ่งการทำตลาดต่อไปไม่เพียงแค่การรุกจับตลาดในประเทศ เท่านั้นจากนี้จะเป็นการต่อยอดธุรกิจในต่างประเทศ จะเห็นว่าในแต่ละยุคของเซ็นทรัลมีความสำคัญมากเพราะเป็นการเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ในแต่ละช่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม จากภาวะเศรษฐกิจ วิกฤติการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในปี 2550 ซึ่งถือเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจอย่างมากในภาพรวม นับว่าเป็นอีกบทพิสูจน์ในการทำตลาด นั่นหมายถึงผู้ใดที่ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้มากที่สุด ผู้นั้นจึงจะเป็นคนที่แข็งแกร่งและจะสามารถทำยอดขายได้ดีที่สุดในตลาด สิ่งนี้มองว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดที่เราสมควรต้องใส่ใจ การทำงานรัดกุมมากขึ้น เป็นบทเรียนว่าเกิดวิกฤติการณ์ใดๆ ขึ้น ถ้าฮึดสู้ จะทำให้ได้โอกาสและแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะมีโอกาสซื้อของถูก คู่แข่งล้มหายไปมาก เหลือคู่แข่งขันน้อยลง จะเห็นว่าถ้าเรามุ่งมั่นก็จะทำให้เราเป็นผู้นำอย่างชัดเจน

ส่วนความคืบหน้าของการพัฒนาธุรกิจในประเทศโดยเฉพาะการพัฒนาโครงการค้าปลีก บนพื้นที่ 9ไร่ ของสถานทูตอังกฤษ ย่านเพลินจิตขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการออกแบบโครงการพร้อมจัดทีมงานใหม่เพื่อดำเนินการโครงการภายใต้แนวคิด คอมเพล็กซ์ มอลล์ พร้อมบริการความบันเทิงทุกรูปแบบเพื่อที่จะเชื่อมต่อกับเซ็นทรัลชิดลม ทำให้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม มีความสมบูรณ์แบบที่สุด


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.