|

"เทมาเส็ก"รีบฉกมือถือวันยุบพรรคซื้อกิจการในลาว-กัมพูชาจากSATTEL
ผู้จัดการรายสัปดาห์(11 มิถุนายน 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
เทมาเส็กลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ไทยรักไทยถูกยุบพรรค เสนอซื้อกิจการมือถือในประเทศลาว-กัมพูชาจาก SATTEL ช่วงตัดสินคดีประวัติศาสตร์ ปรับทัพธุรกิจดึงธุรกิจมือถือดูแลเองทั้งหมด 5 ประเทศ ทำเอาหุ้นพุ่งพรวดแต่ระยะยาวแล้วไม่ดีเหตุรายได้หดไปไม่น้อย
ในวันที่ตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคไทยรักไทย เมื่อ 30 พฤษภาคม 2550 และมีมติให้ยุบพรรคไทยรักไทย ในวันเดียวกันนั้นบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด(มหาชน) หรือ SATTEL ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริษัทพอดีและมีมติสำคัญคือการขายหุ้นกิจการโทรศัพท์ในประเทศลาวและกัมพูชา
หนึ่งในมติกรรมการบริษัทที่อนุมัติในวันนั้นคืออนุมัติให้ SATTEL ขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท เชนนิงตัน อินเวสท์เมนท์ พีทีอี แอลทีดี(Shenington Investments Pte Ltd) ในสัดส่วนร้อยละ 49 จำนวน 7,182,420 หุ้น ให้แก่บริษัท เอเชีย โมบายล์ โฮลดิ้งส์ พีทีอี แอลทีดี (Asia Mobile Holdings Pte. Ltd.) ในราคาหุ้นละ 27.85 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นมูลค่ารวม 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,951.30 ล้านบาท
ทั้งนี้เชนนิงตันมีลักษณะเป็นโฮลดิ้งส์ คอมปานี โดยถือหุ้นในบริษัท กัมพูชา ชินวัตร จำกัด 100% และถือหุ้นในบริษัท ลาว เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด 49% ขณะที่ผู้ซื้ออย่างเอเชีย โมบายฯ คือบริษัทที่เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ถือหุ้นอยู่ 75%
SATTEL ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อ 1 มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นถูกปลดความอัดอั้นจากปัจจัยทางการเมืองทำให้หุ้น SATTEL เพิ่มขึ้นมากกว่า 23% เนื่องจากการขายในครั้งนี้ขายได้ในราคาสูง และการแจ้งว่าจะนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้เพื่อลดสัดส่วนหนี้สินต่อทุนยิ่งทำให้สถานะของ SATTEL ดูดีมากขึ้น
ระยะยาวSATTELไม่ดี
ฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ ฟันธงไปในทิศทางเดียวกันคือทำให้สถานะของ SATTEL ดีขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการขายครั้งนี้ผู้ซื้อเสนอซื้อที่ราคาสูงมาก เงินที่ได้เมื่อนำไปชำระหนี้ก่อนกำหนด ย่อมส่งผลดีที่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่าย และจะช่วยให้กำไรของบริษัทดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 นี้
แต่ก็มีข้อสังเกตุว่าการขายในครั้งนี้ SATTEL จะได้ประโยชน์แค่ไหน เพราะต้องแลกกับรายได้ที่หายไป 49% จากผลการดำเนินงานในบริษัทมือถือที่ประเทศลาวและกัมพูชา ที่อยู่ในช่วงที่สร้างผลตอบแทนได้ดีและเหลือระยะเวลาตามสัมปทานอีก 14 ปีและ 21 ปีตามลำดับ และมีท่าทีว่าทางเอเชีย โมบายล์ฯ อาจจะซื้อเพิ่มอีก
ในปี 2549 ลาว เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์จ่ายปันผล 8 ล้านเหรียญสหรัฐ รายได้จากการขายและบริการของทั้ง 2 ประเทศเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนพอสมควร แม้จะสร้างผลดีกับ SATTEL แต่เป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตามการขายในครั้งนี้ในทางปฎิบัติแล้วถือเป็นการดำเนินการของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่คือเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ที่ถือหุ้นใหญ่ในชินคอร์ป ทั้งทางตรงและอ้อมเกือบ 100% และถือใน SATTEL 41.32% ขณะที่ผู้ซื้อบริษัทเชนนิงตันก็คือเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์
ลดความเสี่ยงประเทศไทย
แหล่งข่าวกล่าวว่า"ราคาที่เสนอซื้อนั้นถือว่าเป็นราคาที่สูงมาก การซื้อและขายระหว่างเทมาเส็กด้วยกันน่าจะเป็นเรื่องของการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมากกว่า"
เพราะก่อนหน้านี้พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) เคยแสดงความเห็นว่าต้องการสมบัติของชาติกลับคืนมา โดยเฉพาะดาวเทียม โดยได้มอบหมายให้กระทรวงไอซีทีไปหาแนวทาง แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนออกมาว่าจะใช้วิธีซื้อคืนหรือดำเนินการตามกฎหมาย
หลังจากนั้นทางบริษัท ดราก้อน วัน จำกัด(มหาชน) หรือ D1 ได้แสดงความสนใจที่จะซื้อกิจการของ SATTEL เช่นกันแต่ก็ไม่มีความชัดเจนออกมา
การแยกเอาธุรกิจหลักอย่างโทรศัพท์มือถือที่กลุ่มเทมาเส็ก ต้องการให้ออกมาเป็นส่วนของเทมาเส็กให้ชัดเจนนั้นคงเป็นประเด็นสำคัญ เพราะหากเกิดปัญหาในเชิงลบต่อเทมาเส็กจากกรณีการเข้าซื้อชินคอร์ปแล้วความเสียหายของเทมาเส็กก็จะน้อยลง และเชื่อว่าอะไรที่จะเป็นปัญหาพวกเขาก็ต้องหาวิธีจัดการเสร็จสิ้น
จากการเข้าซื้อในครั้งนี้ทำให้เทมาเส็กมีกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ใน 5 ประเทศ ประกอบด้วยสิงคโปร์เทเลคอมในสิงคโปร์ อินโดแซทในอินโดนีเซีย แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสในประเทศไทย ลาวเทเลคอมในประเทศลาวและกัมพูชาชินวัตรในประเทศกัมพูชา ถือเป็นการสร้างความชัดเจนในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลุ่มทุนจากสิงคโปร์รายนี้
ที่ผ่านมากลุ่มเทมาเส็กได้รับเงินปันผลจากการเข้าซื้อกิจการชิน คอร์ป จากผลประกอบการประจำปี 2549 ผ่านผู้ถือหุ้นรายต่าง ๆ ไปแล้วราว 1.3 หมื่นล้านบาท โดยจ่ายสูงกว่ากำไรที่บริษัทสามารถทำได้ ด้วยการนำเอากำไรสะสมมาจ่ายปันผล
เงินที่ขายหุ้นออกไปได้หลังหักภาษีราว 5 พันล้านบาท ระบุว่านำไปใช้ชำระหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่าย ถือเป็นผลดีและเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หุ้น SATTEL จาก 8.80 บาทเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมขยับขึ้นไปปิดที่ 11.90 บาทเมื่อ 5 มิถุนายน เพิ่มขึ้น 3.10 บาทหรือเพิ่มขึ้น 35.23% ถือว่างานนี้เทมาเส็กทำได้ดี คือทำให้ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น กำไรของบริษัทในไตรมาส 3 น่าจะดีขึ้นหลังจากภาระดอกเบี้ยลดลง และโอกาสของการสร้างรายได้ก็มีมากขึ้นจากลูกค้าจากประเทศอินเดีย ซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำไรและสามารถจ่ายเงินปันผลได้ หลังจากปีที่ผ่านมา SATTEL อยู่ในภาวะขาดทุนจากการตัดจำหน่ายดาวเทียมไทยคม 3 ออกไป
อย่างไรก็ตามหากประเมินจากสถานการณ์ในขณะนี้ ผลจากการยึดอำนาจการปกครองจากคมช.และการดำเนินการตรวจสอบในคดีทุจริตของอดีตอดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเทมาเส็กที่เข้ามาซื้อชิน คอร์ป แม้จะมีปมปัญหาในเรื่องบริษัทกุหลาบแก้ว แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้เปิดช่องในพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจคนต่างด้าวให้บริษัทที่ทำผิดดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งก็ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับบริษัทกุหลาบแก้ว
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|