|

จับชีพจรหุ้นกลุ่มนิคมฯต้นย่อง ปลายเร่ง กำไรฟื้น
ผู้จัดการรายสัปดาห์(11 มิถุนายน 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
หุ้นนิคมอุตสาหกรรมครื้นเครงยอดขายฟื้น จับตาไตรมาส2-4 ช่วงทำกำไร หลังไตรมาสแรก ฝืดกำไรทั้งกลุ่มหด 16% เพราะลูกค้าชะลอกำลังซื้อ โบรกฯมอง"เหมราช"แนวโน้มกำไรดีสุดเหตุ Backlog สูงมีลูกค้ารายใหญ่ในมือ ส่วน"อมตะ" กำไรปีนี้ไม่ดีเท่าปีที่ผ่านมา เตรียมปรับเป้ากำไรลง 14%
จากการที่ไตรมาส 1 ที่ผ่านมามีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง ส่งผลให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบไปด้วย แต่หลังจากที่ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ประกับกับพื้นฐานของธุรกิจไทยยังมีความแข็งแกร่งอยู่ ภาระหนี้สินไม่มาก, การส่งออกยังอยู่ในเกณฑ์ดี, การบริโภคก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงตามลำกับ จึงส่งผลให้ระบบและกิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถกลับมาเดินหน้าเข้ารูปเข้ารอยได้อีกครั้ง สังเกตได้จากสัญญาณของการลงทุนซื้อที่ดิน-ก่อสร้างโรงงานซึ่งเริ่มมีกลับมาบ้างแล้ว ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตัวของอุปสงค์ที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ และมีความเป็นไปได้สูงว่าช่วงเวลาจนถึงสิ้นปีนี้จะได้เห็นการขยายตัวที่ดีกว่าในไตรมาสแรกอย่างแน่นอน
สำหรับหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่ 4 บริษัทด้วยกันอันประกอบไปด้วย บมจ. อมตะ คอร์ปอเรชั่น (AMATA), บมจ. เหมราชพัฒนาที่ดิน(HEMRAJ), บมจ.นวนคร(NNCL) และ บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ(ROJANA) ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ประจำปี 2550 มีกำไรสุทธิ 813 ล้านบาท ลดลง 16% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา(YoY) เนื่องจาก AMATA และ HEMRAJ รายงานผลประกอบการที่ลดลง จากการรับรู้รายได้จากการขายที่ดินในนิคมฯ ที่เข้ามาน้อยในไตรมาสดังกล่าว ขณะที่ ROJANA และ NNCL เป็นบริษัทที่มียอดขายน้อยกว่ารายงานผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นyoy
บทวิเคราะห์ของ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)นครหลวงไทยระบุว่า NNCL มีผลประกอบการเติบโตโดดเด่นที่สุดเพิ่ม 136% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าจากการรับรู้รายได้จาก Backlog ปี 2549 ที่มีอัตรากำไรสุทธิ(GPM) สูงขณะที่ AMATA ผลประกอบการลดลงมากที่สุด 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าจากการขายที่ดินในแปลงที่ยังมีการพัฒนาน้อย รวมถึงการรับรู้รายได้จาก Backlog ในไตรมาส 1/2550 ที่น้อยกว่าไตรมาส 1/2549 รวมทั้งภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มมากขึ้นถือเป็นอีกปัจจัยที่กดดันผลประกอบการในไตรมาส 1/2550 ของ AMATA
ยอดขายที่ดินในไตรมาส 1/2550 ตัวเลขที่เปิดเผยจากนิคมหลัก 3 แห่งได้แก่ AMATA ,HEMRAJ และ ROJANA ซึ่งรวมกันอยู่ที่ 513 ไร่ เพิ่มขึ้นจาก 446 ไร่ ในไตรมาส 1/2549 โดยในไตรมาส 1/2550 ROJANA มีการขายที่ดินได้มากที่สุดที่ 230 ไร่ จากการขายที่ดินให้ลูกค้ารายใหญ่ 1 รายและการขายที่ดินให้ TICON อีก 65 ไร่
อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยฯ คาดว่าตัวเลขยอดขายที่ดินในช่วงที่เหลือของปียังอาจมีความผันผวนและยังไม่เห็นการฟื้นตัวกลับมาที่ชัดเจนนักจากปัจจัยกดดันทางการเมือง แต่ก็เชื่อว่าจุดต่ำสุดน่าจะได้ผ่านพ้นไปแล้วในปี 2549 ประกอบกับปัจจุบันกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมีการกระจายรายได้จากธุรกิจต่างๆที่หลากหลายมากขึ้นทำให้ลดความเสี่ยงจากการขายที่ดินในนิคมเพียงอย่างเดียวได้
สำหรับผลประกอบการหลังจากที่ได้ประกาศในไตรมาส1ไปแล้ว ฝ่ายวิจัยฯประเมินว่า HEMRAJ จะมีแนวโน้มจะเป็นบริษัทที่รายงานการเติบโตของยอดขายและผลประกอบการกลับมาโดดเด่นที่สุด เนื่องจากบริษัทมีลูกค้ารายใหญ่ที่อยู่ระหว่างการเจรจาและคาดจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 2/2550 ถึง 450-500 ไร่ ประกอบกับจะมีการรับรู้ยอดขายจาก BACKLOG (งานในมือ)และธุรกิจคอนโดมิเนียมเข้ามามากที่สุดในช่วงไตรมาส 2- 3/2550 โดยบริษัทมีเป้าหมายขายที่ดิน 850 ไร่
สำหรับ NNCL คาดว่าจะมีแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการที่อ่อนตัวลงเนื่องจากปัจจัยความไม่ชัดเจนทางการเมืองทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของยอดขายที่ดินในปี 2550 น่าจะยังเป็นไปอย่างจำกัด ประกอบกับบริษัทได้รับรู้รายได้จาก BACKLOG ไปค่อนข้างมากแล้วในช่วงไตรมาส 1/2550 โดยการมี Backlog ที่ยกมาจำนวนสูงถึง 150 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยให้ผลประกอบการทั้งปี 2550 มีโอกาสสูงที่จะเติบโตได้ต่อ ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยฯคาดว่าจะมีเพียง AMATA ที่มีอัตราการเติบโตของผลประกอบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงทำให้ปรับประมาณการผลประกอบการในปี 2550 ลง 14% เหลือ 581 ล้านบาท หลังจาก AMATA รายงานผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 ที่ทำได้เพียง 22% ของประกอบการเดิมทั้งปีที่คาดการณ์ไว้ที่ 679 ล้านบาท
นอกจากนี้การที่บริษัทในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมีการกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจอื่นมากขึ้น ทำให้แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มนิคมฯอย่าง HAMRAJ และ ROJANA คาดว่าจะมีความโดดเด่นจากรายได้ที่ชดเชยมาจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อื่นด้วย
ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯจึงคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ "Neutral" โดยเน้นการลงทุนหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงของรายได้จากธุรกิจอื่น มียอดขายที่ดิน Backlog ที่สูงหรือมีแนวโน้มได้ลูกค้าที่ค่อนข้างแน่นอน นอกจากนี้มีสัดส่วนของ Recurring Income ที่สูง ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับผลประกอบการ ซึ่ง HAMRAJ ถือเป็นหุ้น Top Pick รวมทั้งแนวโน้มผลประกอบการปี 2550 คาดว่าจะเติบโตสูงที่สุด จึงแนะนำ "ซื้อ" ให้มูลค่าเหมาะสมที่ 1.23 บาท ส่วน AMATA ยังคงแนะนำ "ขาย" จากราคาที่ยังสูงกว่ามูลค่าเหมาะสมที่ 9.75 บาท
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|