ท็อปส์ชูโมเดลฟู้ดฮอล์บุกตปท.ชี้หลังรีโนเวทยอดขายยังโตต่ำเป้า


ผู้จัดการรายวัน(7 มิถุนายน 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

ท็อปส์ เตรียมบุกต่างประเทศ ชูรูปแบบ เซ็นทรัลฟู้ดฮอล์ เรือธง คาดอีก 2 ปีเห็นชัด ว่าจะลุยเองหรือร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ ปีนี้หว่านงบต่ออีก 300 ล้านบาท ลุยขยายสาขาและ รีแบรนด์ดิ้งต่อ ยอมรับการเติบโตหลังรีโนเวทยังไม่ถึงเป้า เหตุพิษเศรษฐกิจกระหน่ำ คาดปีนี้รายได้ทะลุ 20,000 ล้านบาท

นายเอียน ไพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด เปิดเผยถึง แผนการบริหารงานของบริษัทฯต่อจากนี้จะรุกขยายธุรกิจมากขึ้นเพื่อรับกับการแข่งขันที่รุนแรง ในเบื้องต้นบริษัทฯจะขยายธุรกิจไปต่างประเทศ โดยจะไปในรูปแบบ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอล์ ซึ่งเป็นธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่งของบริษัทฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจาหาพื้นที่ยังไม่สรุป อาจจะขยายร่วมกับพาร์ทเนอร์หรือเป็นการลงทุนเอง คาดว่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนในช่วง 2 ปีนับจากนี้

ขณะเดียวกันด้านแผนงานในประเทศเตรียมงบประมาณไว้ 300 ล้านบาท สำหรับการเดินหน้าทำตลาด โดยแบ่งเป็น 200 ล้านบาท สำหรับการขยายสาขาเพิ่มอีก โดยจะแบ่งเป็น ท็อปส์ มาร์เก็ต 1-2 สาขา, ท็อปส์ ซูปเปอร์ 4 สาขา, ท็อปส์ เดลี่ 4-5 สาขา จาปัจจุบันรวมทั้งหมดทั้ง 4 รูปแบบรวม เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ด้วยจะมีประมาณ 96 สาขา ทั่วประเทศ

ส่วนงบประมาณอีก 100 ล้านบาท สำหรับการรีแบรนด์ดิ้ง ภายใต้แคมเปญ Fresh food Fresh ideas Fresh thinking” หรือ “ไอเดียสดใหม่ เกิดได้ทุกวันที่ท็อปส์” เพื่อให้มีความทันสมัยมากขึ้นสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เน้นปรับปรุงร้านใหม่ รูปแบบใหม่ เจาะตามเซ็กเม้นต์ ครอบคลุมตั้งแต่การทำโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ รวมทั้งการจัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ การตกแต่งร้านเพื่อให้มีบรรยากาศเอกลักษณ์ใหม่ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มผู้บริโภค ภายหลังจากที่ได้ปรับโฉมธุรกิจใหม่ทั้ง 4 รูปแบบตั้งแต่ช่วงปลายปี 2549 ที่ผ่านมาใช้ไปกว่า 1,000 ล้านบาท

สำหรับการรีแบรนด์ดิ้ง แบรนด์ ท็อปส์ หลังจากที่เปิดให้บริการในประเทศไทยมาแล้วกว่า 11 ปี บริษัทฯต้องการครองตำแหน่งผู้นำค้าปลีกอาหารระดับพรีเมี่ยม ในการพัฒนาแคมเปญครั้งนี้ ทางบริษัทฯ มุ่งความสนใจไปที่การศึกษาและการวิจัยของกลุ่มผู้บริโภค ความหลากหลายของสินค้า รูปแบบร้าน และทำเลที่ตั้ง โดยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าผ่านโปรแกรมสปอต รีวอร์ด คาร์ด ซึ่งปัจจุบันมีฐานสมาชิกอยู่ 3.2 ล้านคนโดยมีประมาณ 70% ที่แอคทีฟหรือซื้อสินค้าสม่ำเสมอ

ที่ผ่านมาบริษัทได้ทำการรีโนเวต ในแต่ละสาขาพร้อมทั้งการปรับปรุงทุกสาขาให้ทันสมัยและแบ่งตามความต้องการลูกค้าชัดเจนมาโดยตลอด โดยพบว่าจากผลสำรวจหลังจากการรีโนเวตแต่ละสาขา เฉลี่ยแล้วยอดขายจะเพิ่มขึ้นถึง 20% แต่ยังน้อยกว่าที่ได้ตั้งเป้าไว้ตอนแรก 30% สาเหตุที่ทำให้ยอดตกลงไปเนื่องจากปัจจัยลบทางการเมืองส่งต่อให้ภาพรวมธุรกิจโดยรวมทรุดตัวลงไปด้วย

ถึงแม้ว่าธุรกิจของบริษัทฯจะเป็นสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวันก็ตาม ยังหนีไม่พ้นพิษเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลา 5 เดือนแรกของปี 2550 พบว่าธุรกิจฟู้ดรีเทล มีมูลค่า 45,000 - 48,000 ล้านบาท การเติบโตมีอยู่ 6% ขณะที่บริษัทฯยังโตกว่าตลาดรวม 7% แต่คาดว่าหลังจากการทำตลาดสิ้นปีการเติบโตรวมน่าจะตามเป้าหมายที่วางไว้ 10%

ปัจจุบันท็อปส์มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 9% ในระบบค้าปลีก และสัดส่วนรายได้จะแบ่งเป็นอาหารสด 30% และอีก 70% เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งลูกค้ามีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 20%หรือประมาณ 450 บาทต่อครั้ง โดยมีความถี่ในการใช้จ่ายลดลงจาก ร้อยละ 2.8 ต่อสัปดาห์เป็นร้อยละ 2.3 ต่อสัปดาห์ โดยปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ผู้บริโภคลดความถี่ในการใช้บริการน้อยลง

นอกจากการปรับปรุงสาขาต่างๆพร้อมกับการรีแบรนด์ดิ้ง บริษัทฯยังให้ความสำคัญกับสินค้าโอนแบรนด์ท็อป (Own Brand Tops) เพิ่มเติมอีกด้วยซึ่งตอนนี้เตรียมพัฒนาสินค้าร่วมกับซัปพลายเออร์ทั้งในและต่างประเทศ ให้สินค้าให้เทียบชั้นสินค้าในระดับพรีเมี่ยมในอีก 3 ปี เข้ามาเสริมตลาด ซึ่งตรงจุดนี้บริษัทฯเห็นว่าจะเป็นการต่อยอดธุรกิจในระยะยาวได้ และปัจจุบันสินค้ากลุ่มดังกล่าวมี 200-300 เอสเคยู และมีรายได้ 2-3% ของยอดขาย โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายรายได้รวม 20,000 ล้านบาท ส่วนปีที่แล้วทำรายได้ 18,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันด้านธุรกิจ ร้านกาแฟ Fegafredo ที่บริษัทฯได้ซื้อลิขสิทธิ์แฟรนไชส์มาจากประเทศอิตาลี ก็เตรียมขยายธุรกิจเพิ่มเช่นเดียวกัน ซึ่งการขยายจะเป็นรูปแบบคอนเนอร์ ภายหลังจากที่ปัจจุบันมีอยู่ 3 แห่ง ประกอบด้วย 1. เซ็นทรัลฟู้ดฮอล์ 2. สุขุมวิท 41 และ 3. ทองหล่อ


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.