มิสทินมึนหนี้ค้างชำระพุ่ง20%แตกแบรนด์สกินแคร์ เพิ่มสมาชิกไม่มุ่งยอด


ผู้จัดการรายวัน(31 พฤษภาคม 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

ธุรกิจขายตรงวิกฤติรอบ 10 ปี ปีนี้โตไม่ถึง 10% ผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์เพิ่มสมาชิกแทนยอดขาย “มิสทิน”เดินหน้าเพิ่มสมาชิก 7 แสนคน โอดรอบซื้อสินค้าต่อครั้งลดลง 10% แถมหนี้ค้างชำระพุ่ง 20% ล่าสุดพบสัญญาณอัตราการว่างงานเพิ่ม สาวไทยแห่สมัครสมาชิกขายตรงเป็นอาชีพหลักพุ่งขึ้น 10% แตกแบรนด์เมลาเคลียร์บุกสกินแคร์ สิ้นปีผลประกอบการโต 7% กวาด 8,000 ล้านบาท

นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงชั้นเดียวภายใต้ชื่อมิสทิน เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจขายตรงปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตไม่ถึง 10% นับว่าเป็นอัตราการเติบโตที่น้อยมากในรอบ 10ปีหลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยปกติธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโตมากกว่า 10% ทุกปี ทั้งนี้เป็นเพราะปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ความไม่มั่นคงทางการเมือง กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอย โดยพบว่าผู้หญิงซื้อเครื่องสำอางใช้น้อยลง

สำหรับสัญญาณที่บ่งชี้ว่าธุรกิจขายตรงชะลอตัวลง เริ่มตั้งแต่ในช่วงไตรมาสสองหรือตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่าน ยอดขายของมิสทินลดลง 10% จากเดิมที่ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าต่อครั้งอยู่ที่ 1.5 พันบาท ก็ลดเหลือ 1.3-1.4พันบาทต่อครั้ง อีกทั้งยังมีการค้างการชำระค่าสินค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่อยู่ในระดับ 2% เพิ่มเป็น 2.2% หรือมีการค้างชำระเพิ่ม 20% สูงที่สุดในการดำเนินธุรกิจในรอบ 2ปี ซึ่งกลยุทธ์การติดตามหนี้ที่ค้างชำระรวม บริษัทจัดทำโปรโมชันให้ส่วนลดแก่สาวมิสทิน ที่มีการชำระเงินค่าสินค้าตามระยะเวลากำหนด

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้อัตราการว่างงานของผู้หญิงเพิ่มขึ้น 9-10% นอกจากนี้ยังพบว่า มีผู้สนใจมาสมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายเป็นอาชีพหลักมากกว่าอาชีพเสริม โดยสาวมิสทินในครั้งนี้ส่วนใหญ่ที่เข้ามากรอกใบสมัคร สนใจทำอาชีพหลักเพิ่มขึ้นถึง 10% จากเดิมที่จะทำอาชีพขายตรงเป็นรายได้เสริม

ขายตรงสร้างยอดสมาชิกแทนสินค้า

นายดนัย กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจขายตรงปี แต่ละบริษัทหันมาเน้นการเพิ่มตัวแทนจำหน่ายมากกว่าเน้นยอดขายจากสินค้า เนื่องจากกำลังการซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง สำหรับของบริษัทปีนี้ตั้งเป้าจะเพิ่มตัวแทนจำหน่ายจาก 6 แสนคน เป็น 7 แสนคน เพื่อช่วยในเรื่องของการขายสินค้าลงสู่รากหญ้าในวงกว้างให้มากขึ้น เพื่อทดแทนกับรายได้ต่อรอบการซื้อที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจ โดยผลประกอบการปีนี้บริษัทตั้งเป้ามีอัตราการเติบโต 7% นับว่าเป็นการเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวในรอบหลายปี โดยคาดว่ารายได้เพิ่มจาก 7,000 ล้านบาท เป็น 8,000 ล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราการเติบโต 30% และไตรมาสที่สองโตเพียง 10%

ปั้นแบรนด์ใหม่ลุยตลาดสกินแคร์

ล่าสุดบริษัทได้ขยายไลน์สินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์”เมลาเคลียร์” วางโพซิชันนิงเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์สำหรับใบหน้า เน้นเรื่องการปกป้องและรักษา เจาะกลุ่มเป้าหมายระดับบีลงมา โดยแผนทางการตลาดบริษัทจะเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ทาฝ้าเป็นหลักในช่วง 1-2 ปีนี้ เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพแม้ว่าตลาดจะมีมูลค่า 600 ล้านบาท แต่ปีนี้คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 20% หรือมีมูลค่า 800 ล้านบาท นำร่องด้วยการทุ่มงบ 35 ล้านบาท เปิดตัวครีมทาฝ้าเมเลเคลียร์ วางราคา 199-359 บาท ถูกกว่าสินค้าคู่แข่งได้แก่ อเมลาเอ็กซ์ ยูเซอรีน และสมูทอี 30% จำหน่ายผ่านสมาชิกมิสทิน ร้านขายยา 400 แห่ง และร้านค้าสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขา โดยในปีแรกตั้งเป้ามียอดขาย 135 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่ง 20% จากตลาดรวม ขณะที่ในไตรมาสที่สี่ปีนี้เตรียมเปิดตัวสินค้าภายใต้เมลาเคลียร์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชะลอริ้วรอย


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.