นายแบงกชี้ลดดอกเบี้ยผลดีน้อย เหตุประชาชนขาดความเชื่อมั่น


ผู้จัดการรายวัน(25 พฤษภาคม 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

บิ๊กไทยพาณิชย์ ระบุประชาชนยังไม่เชื่อมั่น ลดดอกเบี้ยลงไม่เป็นผล ด้าน"นครหลวงไทย"ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้อีก 0.25% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและตั๋วแลกเงินลง 0.25-0.50% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางการเงินในปัจจุบัน ด้าน"กรุงศรีฯ"เตรียมปรับลดดอกเบี้ยตาม

นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า หลังจากธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% และเงินฝากประจำ 0.50% ลงโดยมีผลวันที่ 24 พ.ค. 2550 มองว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการลงทุนได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากประชาชนยังขาดความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจและการเมือง การจับจ่ายใช้สอยหรือการลงทุนของเอกชนก็จะยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้น มองว่ารัฐบาลจะต้องเร่งความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เนื่องจากขณะนี้พื้นฐานเศรษฐกิจของไทยดีอยู่แล้ว

ทั้งนี้ แม้ว่าธนาคารจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงถึง 0.50% และปรับลงก่อนธนาคารอื่น แต่ก็เชื่อว่าจะไม่ทำให้ลูกค้าโยกเงินไปฝากที่ธนาคารอื่น เพราะธนาคารมั่นใจในการให้บริการแก่ลูกค้า และเชื่อมั่นว่าลูกค้าพอใจในบริการของธนาคาร

นอกจากนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทั้งระบบน่าจะปรับลงได้อีก 0.25-0.50% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะปรับลดลงได้อีกเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากว่าจะลดลงอีกในระดับเท่าใด สำหรับธนาคารจะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในแต่ละครั้งโดยยึดหลักจากการส่งสัญญาณของทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงการพิจารณาภาวะตลาดโดยรวมด้วย

สำหรับสินเชื่อของธนาคารในไตรมาสแรกที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ธนาคารได้ตั้งไว้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยสินเชื่อของธนาคารในไตรมาสแรกที่ผ่านมาขยายตัวเพิ่มขึ้นสุทธิ 18,000 ล้าน บาท หรือเพิ่มขึ้น 2.9% จากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างไรก็ตาม ธนาคารจะต้องใช้ความพยามยามอย่างสูงเพื่อที่จะทำยอดสินเชื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้

แบงก์เล็งลดดอกเบี้ยตามทั้ง 2 ขา

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทเบิกเกินบัญชีสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MOR) ลงอีก 0.25% ต่อปี เท่ากับ 7.50% ต่อปี จากเดิม 7.75% ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทอื่น ๆ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2550 เป็นต้นไป

พร้อมกันนี้ ยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง โดยเงินฝากประจำประเภท 7 วัน และ 14 วัน ปรับลดลง 0.25% ต่อปี ส่วนเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน ประเภท 6 เดือน และประเภท 12 เดือน ปรับลดลง 0.50% ต่อปี ประเภท 24 เดือน และ 36 เดือน ปรับลดลง 0.50% ต่อปี เงินฝากปลอดภาษี ประเภท 24 เดือน และ 36 เดือน ปรับลดลง 0.50% ต่อปี ส่วนเงินฝากประจำทวีค่า ประเภท 24 เดือน และ 36 เดือน ปรับลดลง 0.50% ต่อปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. 2550 เป็นต้นไป

ด้านนายตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY กล่าวว่า ธนาคารจะมีการหารือกันในเร็วๆนี้เกี่ยวกับทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยทั้งในส่วนของเงินฝากและเงินกู้ หลังจากที่ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.50% ในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนในทิศทางของดอกเบี้ยขาลง ประกอบกับในช่วงวันสองวันที่ผ่านมาก็มีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงบ้างแล้ว

สำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.50%นั้น ก็ถือได้ว่าเป็นตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งในบางส่วนก็ได้มีการปรับ Position เพื่อรับข่าวนี้ไปแล้ว ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ไม่มากนัก โดยมีการ Take profit บ้างในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่ค่าเงินบาทมีการอ่อนค่าลงเล็กน้อยแต่ส่วนหนึ่งก็เป็นไปตามทิศทางเดียวกับค่าเงินเยนด้วย

ส่วนผลในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ในระยะใกล้คงยังไม่ปรากฏผลที่ชัดเจน ต้องรออีกระยะหนึ่ง ซึ่งทางธปท.เองก็คาดว่าจะเห็นผลในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไต้ในช่วงไตรมาสถัดไป ขณะที่ตลาดเองคงมองผลที่จะเกิดขึ้นกับค่าเงินบาทด้วย ซึ่งก็ปรับลดในครั้งก็ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย

"การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา รวมแล้ว 1% ก็นับว่าอยู่ในระดับที่มาก จึงน่าจะส่งผลในด้านกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง แม้จะไม่มากนักก็ตาม แต่ผลก็คงจะไม่เห็นในทันที ก็คงจะเป็นไปตามที่แบงก์ชาติประเมินไว้คือช่วงไตรมาสถัดไป แต่ตอนนี้ตลาดค่อนข้างจะจับตาไปที่ผลต่อค่าเงินบาทที่จะอ่อนลงบ้างหลังมีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ย"นายตรรกกล่าว


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.