|

IRPCกู้เงินรีไฟแนนซ์800ล.ดอลล์
ผู้จัดการรายวัน(10 พฤษภาคม 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
ไออาร์พีซีฟุ้งหาคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้น 800 ล้านเหรียญสหรัฐได้ภายใน 2 เดือนนี้ โดยจะออกหุ้นกู้ดอลลาร์ไม่เกิน 400 ล้านเหรียญก่อนสิ้นเดือนนี้ และออกหุ้นกู้สกุลบาทภายในสิ้นเดือนมิ.ย. 50 ตั้งเป้าปีนี้มีรายได้เติบโต 7-10%จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 2แสนล้านบาท "ปิติ"เมิน"ประชัย"ขอซื้อหุ้นคืนในราคา 3.30 บาท/หุ้น โบ้ยให้ไปซื้อกับผู้ถือหุ้นเอง เนื่องจากเป็นบริษัทในตลาดหุ้น หากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ยอมขายจริงก็พร้อมที่จะนำเงินบริษัทมาซื้อหุ้นคืนแล้วลดทุนฯ
นายปิติ ยิ้มประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยแผนการจัดหาเงินมาชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้น(Bridge Loan) 800 ล้านเหรียญสหรัฐภายในวันที่ 29 ก.ย 2550ว่า บริษัทฯเตรียมออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐวงเงินไม่เกิน 400 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนพ.ค.นี้ และ บริษัทฯเตรียมจะออกหุ้นกู้สกุลบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิ.ย. 2550 รวมกับการใช้กระแสเงินสดคงเหลือบางส่วน เพื่อชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้นที่เหลือทั้งหมด
ทั้งนี้ เมื่อชำระหนี้เงินกู้ Bridge Loan เสร็จสิ้น บริษัทฯจะมีหนี้สินคงเหลือในกิจการประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
" วงเงินหุ้นกู้สกุลบาทจะมีจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยในประเทศ และตลาดไทยรองรับได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยในประเทศต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ บริษัทฯจึงอยากจะออกหุ้นกู้บาทจำนวนมากกว่าการออกหุ้นกู้ดอลลาร์ เชื่อว่าการออกหุ้นกู้บาทจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้"
นายปิติ กล่าวต่อไปว่า ในปีนี้ บริษัทฯตั้งเป้าหมายยอดขายเติบโตขึ้น 7-10%จากปีก่อนที่มียอดขาย 205,360.45 ล้านบาท เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานเหมือนปลายปีที่แล้ว โดยปีนี้บริษัทฯตั้งเป้าหมายที่จะกลั่นน้ำมันวันละ 1.9 แสนบาร์เรลแม้ว่าไตรมาสแรกปีนี้ จะกลั่นน้ำมันได้เพียงวันละ 1.86 แสนบาร์เรล จากกำลังการกลั่นเต็มที่ 2.15 แสนบาร์เรล/วัน
นอกจากนี้ บริษัทฯจะเร่งลดสำรองน้ำมันตามกฎหมายลงเพื่อลดผลกระทบการขาดทุนจากสต็อกน้ำมันหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โดยปัจจุบันบริษัทฯมีปริมาณสำรองน้ำมันอยู่ 2.5 ล้านบาร์เรล คาดว่าสิ้นปีนี้จะลดลงเหลือ 2 ล้านบาร์เรล รวมทั้งจะขายหุ้นบมจ.ปตท.เคมิคอล(PTTCH)ที่ถืออยู่ 10กว่าล้านหุ้นหรือคิดเป็น 1% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยจะพิจารณาขายให้ได้ราคาสูงกว่าที่บอร์ดกำหนดไว้ รวมทั้งจะเร่งปิดบริษัทลูกที่มีอยู่ 40 บริษัทให้เหลือเพียง 4-5บริษัทที่ยังมีการดำเนินงานอยู่
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2550 บริษัทฯมีผลกำไรสุทธิรวม 3,524.02 ล้านบาท เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,763.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 760.04 ล้านบาท หรือคิดเป็น 27% เป็นผลจากต้นทุนขายลดลงจากไตรมาสก่อน 1576.60 ล้านบาท คิดเป็น 3% ทำให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 537 ล้านบาทหรือประมาณ 18%
ในไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทฯมีรายได้จากการขายจำนวน 50,550.39 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,039.65 ล้านบาท เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ลดลง ขณะที่ค่าการกลั่นรวมกับมาร์จินปิโตรเคมีอยู่ที่ระดับ 11 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
นอกจากนี้ บริษัทมีค่าใช้จ่ายลดลงจากไตรมาสก่อน 318.94 ล้านบาท หรือประมาณ 55% เนื่องจากบริษัทได้รีไฟแนนซ์หนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการด้วยเงินสดจากการดำเนินงานและกู้เงินระยะสั้นจำนวน 800 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งยังมีกำไรจากการขายสินทรัพย์อื่นๆ 449.84 ล้านบาท
นายปิติ กล่าวต่อไปว่า บริษัทฯยังมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าเอกชนอิสระรายใหญ่(IPP) โดยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงอยู่ แม้ว่าโอกาสเกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินจะค่อนข้างยาก เพราะบริษัทฯต้องทำความเข้าใจกับมวลชนในพื้นที่เอง แต่เชื่อว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 700 เมกะวัตต์ในพื้นที่ของไออาร์พีซีเองคงไม่มีปัญหา และปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมากทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ซึ่งน่าจะเคลียร์กับชุมชนในพื้นที่ได้ หากไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้จริง ก็จะปรับมาเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฯเป็นเชื้อเพลิง แต่ต้องพิจารณาว่าปตท.จะสามารถขายก๊าซฯได้หรือไม่
ส่วนการว่าจ้าง เชลล์ โกลบอล โซลูชั่น เข้ามาเป็นที่ปรึกษา เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทั้งโรงกลั่นและปิโตรเคมีทั้งระบบใช้เวลา 2ปี โดยเชลล์ฯสัญญาว่าจะทำให้ค่าการกลั่นของโรงกลั่นไออาร์พีซีเพิ่มขึ้น 60 เซนต์/บาร์เรล ทำให้บริษัทฯมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 40 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ บริษัทฯคาดว่าจะใช้เงินลงทุนในการปรับปรุงไม่เกิน 60 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ บริษัทฯมีแผนลงทุนปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมันคาดว่าจะใช้เงิน 1.1-1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ จะแบ่งการลงทุนเป็น 2 เฟส โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการในเฟสแรก คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 ทำให้บริษัทฯสามารถกลั่นน้ำมันเพิ่มได้เป็น 2 แสนบาร์เรล/วัน ส่วนเฟส 2 จะเลื่อนโครงการออกไป 1ปีเป็นปี 2554 เนื่องจากรัฐเลื่อนบังคับใช้มาตรฐานยูโร 4 เมื่อเฟส 2 แล้วเสร็จบริษัทฯจะมีกำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 แสนบาร์เรล/วัน
ส่วนกรณีที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีพีไอ ได้พยายามที่จะเข้ามาซื้อหุ้นไออาร์พีซีคืนในราคาต่ำ 3.30 บาท/หุ้น ว่า ในเรื่องนี้ทุกคนมีสิทธิ์จะซื้อหุ้นไออาร์พีซี เพราะเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แต่จะเป็นรูปแบบวิธีการไหน ขึ้นอยู่กับการเจรจากับเจ้าของหุ้นว่าจะซื้อขายอย่างไร
ยอมรับว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ ทั้ง 4 ราย คือปตท. ออมสิน กบข.และกองทุนวายุภักษ์ ไม่ได้ยืนยันว่าจะไม่ขายหุ้นไออาร์พีซีออกไปหลังพ้นช่วงไซเรนต์พีเรียดในปลายปีนี้ แต่เชื่อว่า ผู้ถือหุ้นดังกล่าวหากจะขายหุ้นออกไปคงไม่ขายในราคา 3.30 บาท/หุ้นอย่างแน่นอน เพราะถ้าขายออกไปในราคาดังกล่าวเจอติดคุกแน่ เนื่องจากเงินที่ใช้ซื้อหุ้นเป็นเงินของประชาชน และขายหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ากระดานที่ซื้อขายอยู่ 5.90บาท/หุ้น และเชื่อว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ยอมแน่นอน
อย่างไรก็ตาม หากมีการขายหุ้นไออาร์พีซีในราคาดังกล่าวจริง ตนก็พร้อมที่จะนำเงินสดของบริษัทจำนวน 2 หมื่นล้านบาท ไปซื้อหุ้นดังกล่าวคืนเพื่อลดทุนดีกว่า
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าจะตั้งนายประชัย มาเป็นประธานบอร์ดไออาร์พีซีนั้น ขอยืนยันว่าการจะปลดกรรมการในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 2ใน 3 ซึ่งถือเป็นเรื่องยุ่งยากมาก และไม่มีเหตุผลใดจะปลดกรรมการชุดนี้ด้วย
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|