3M เผยตั้งเป้าปีนี้โต 20% เน้นกลุ่มลูกค้าภาคอุตสาหกรรม เตรียมใช้กลยุทธ์โรดโชว์
สร้างการรับรู้ในกลุ่มลูกค้า ย้ำไม่หวั่นผลกระทบจากสงครามเพราะสินค้ามีความหลากหลายปรับเปลี่ยนเป้าได้ตามสถานการณ์
ดร.แจ็ค ทรอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท 3M ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่าในปีนี้บริษัทตั้งเป้า
การเติบโตไว้ที่ 20% หลังจากปีที่แล้ว มีอัตราการเติบโตถึง 15% หรือคิดเป็นรายได้ถึง
3,800 ล้านบาท โดย จะเน้นการทำตลาดในกลุ่มอุตสาห-กรรมต่างๆ มากกว่าการทำตลาด ในส่วนของลูกค้าทั่วไป
และคาดหวังว่าตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์และตลาดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอ-นิกส์จะเติบโตมากที่สุดในบรรดาอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก
11 ภาค อุตสาหกรรม
สำหรับกลยุทธ์ที่จะใช้ทำตลาดในกลุ่มเป้าหมายนี้คือการจัดโรดโชว์ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงเทคโนโลยีอันหลากหลายในกลุ่มลูกค้า
นำเสนอผลิตภัณท์และโซลูชั่นเพื่อภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักเพื่อ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการใช้งานจริง
การจัดงานโรดโชว์นี้จะใช้ชื่อว่า "3M Customer Innovation Day" มีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่นิคมอุตสาห-กรรมต่างๆ
ทั่วประเทศโดยจะจัดเวียนไปทั้ง 4 ภาคในแต่ละไตรมาส ตั้งงบประมาณการจัดโรดโชว์ไว้ที่
1 ล้านบาท นอกจากการสร้างการรับรู้ในแบรนด์แล้วการจัดโรดโชว์ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเทคโนโลยี
ของสามเอ็มด้วย
"ในอดีตการรับรู้ในผลิตภัณฑ์ สามเอ็มจำกัดอยู่ที่ผลิตภัณท์สก๊อต ไบรท์เท่านั้นซึ่งในความเป็นจริงแล้วเรามีผลิตภัณท์ที่หลากหลาย
ถึง 6,000 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเราต้อง การให้ลูกค้ารู้ว่าเรามีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีเทคโนโลยีสูงและเป็น
One stop service สำหรับลูกค้า การจัดโรดโชว์นี้เราตั้ง เป้าว่าจะมีลูกค้า 150-200
บริษัทเข้า ชมงาน และคาดว่าจะได้ลูกค้าใหม่ เพิ่มขึ้นอีก 10%" ดร.แจ็คกล่าว
ดร.แจ็ค กล่าวต่อไปอีกว่าสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายของบริษัททั้ง
11 กลุ่มนั้นได้แก่กลุ่ม สถาปัตยกรรม และการก่อสร้าง , ยานยนต์ เรือ และอากาศยาน
, อุตสาหกรรมอิเล็ก-ทรอนิกส์ , งานกราฟิก และป้าย, การแพทย์ และเวชภัณท์ , บ้าน
และการดูแลรักษา , อุตสาหกรรมการผลิต , สำนักงาน การประชุมและอุปกรณ์เครื่องใช้
, ความปลอด ภัย การคมนาคม และส่วนบุคคล, ความปลอดภัยและป้องกันการปลอมแปลง และกลุ่มไฟฟ้า
และโทรคมนาคม
สำหรับตัวเลขอัตราการเติบโต 20% ในปีนี้ ตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วโดยไม่มีปัจจัยด้านสงคราม
อย่างไรก็ดีถึงแม้จะเกิดสงคราม บริษัทยังไม่ได้ปรับเป้าหมายการเติบโตในปีนี้เพราะเชื่อ
ว่าด้วยความหลากหลายของสินค้าจะทำให้เกิดผลกระทบต่อบริษัทไม่มาก
"เรามีผลิตภัณท์ถึง 6,000 ชนิดใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรม ดังนั้นถึงแม้ว่ายอดขายสินค้าในบางอุตสาหกรรมจะลดลงเนื่อง
จากได้รับผลกระทบจากสงคราม เราก็ยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบมาพยุงยอดขายโดยรวมและยังสามารถปรับเปลี่ยนแผนการตลาดไปเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ในกรณีที่เศรษฐกิจตกต่ำเราก็ยังสามารถทำตลาด ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มสดใสในขณะนั้นด้วย"