"ตราเพชร"รุกจับตลาดโครงการขยายแบนด์เจาะตลาดกลาง-บน


ผู้จัดการรายวัน(3 พฤษภาคม 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

"กระเบื้องตราเพชร" ยอมรับตลาดรวมหลังคาหดตัวมีผลต่อขาย แจงปี50เน้นรุกตลาดโครงการบ้านจัดสรร เร่งออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มมูลค่าสินค้าผสมกับการสร้างแบรนด์ รองรับแผนขยายฐานผลิตระยะ2-3ปี หวังปรับผลิตภัณฑ์ขึ้นตลาดกลางและบน พร้อมทุ่มงบ200ล้านเพิ่มกำลังผลิตสินค้านวัตกรรมใหม่ไม่มีส่วนผสมใยหิน เผย2-3ปีปรับไลน์การผลิตสินค้าทุกประเภทไม่มีส่วนผสมใยหิน ตั้งเป้ายอดขายปีนี้โต10% หรือมียอดขาย2,600ล้านบาท

นายสาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการ สายการขายและการตลาด บริษัทกระเบื้องหลังคาตราเพชร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมของตลาดในปี 2550 ว่า จะมีมูลค่าประมาณ 10,000ล้านบาท แบ่งออกเป็นกลุ่มสินค้ากระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์ 70% และสินค้าในกลุ่มกระเบื้องคอนกรีต ซึ่งโดยปกติตลาดรวมหลังคาจะมีอัตราการเติบโต 2-3% ต่อปี แต่ในปีนี้ ยอมรับว่าตลาดหดตัวลงไปค่อนข้างมาก ทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์หลังคาของผู้ประกอบการทุกรายในตลาดตก โดยในส่วนของบริษัท ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ยอดขายสินค้ากลุ่มหลังคาลดลงไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายอดขายในส่วนของตลาดหลังคาจะลดลง แต่ยอดขายโดยรวมของบริษัทยังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างเนื่อง โดยบริษัทมีรายได้จากการขายสินค้าในกลุ่มไม้ฝาเข้ามาแทนยอดขายในสินค้ากลุ่มกระเบื้องหลังคาที่ลดลงไป

" ในแต่ละปียอดขายกลุ่มไม้ฝาของบริษัทขยายตัวปีละ 10-15% นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้จากการส่งออกสินค้าไปขายในตลาดต่างประเทศ เข้ามาเสริมให้ยอดขายของบริษัทเติบโตสวนกระแสตลาด โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดส่งออกมีอัตราการเติบโตกว่า 70% ทำให้ในปีนี้บริษัทมีแผนจะขยายเพิ่มสัดส่วนสินค้าส่งออกไปขายต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 15% จากเดิมที่มีสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่5% ต่อปี " นายสาธิตกล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2549 นั้น บริษัทมียอดขายรวม 2,390 ล้านบาท และได้ตั้งเป้าหมายในปีนี้ ที่จะมียอดขายรวมประมาณ 2,600ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตของยอดขายเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 10% ซึ่งยอดขายที่เพิ่มขึ้นมาจากการส่งออกสินค้า นอกจากนี้ ยังมาจากยอดขายของสินค้าในกลุ่มไม้ฝาและกระเบื้องคอนกรีต ที่คาดว่าจะมีอัตราการขายตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าในกลุ่มไม้ฝาปีนี้จะมีการขยายตัวของยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น10-15%

นายสาธิต กล่าวว่า สำหรับแผนการทำตลาดกระเบื้องหลังคา บริษัทจะเน้นรุกเข้าไปในกลุ่มโครงการบ้านจัดสรรมากขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทมีสัดส่วนการขายในกลุ่มโครงการบ้านจัดสรรที่ 5% ส่วนที่เหลือเป็นการขายผ่านตัวแทนจำหน่าย(ดีเลอร์) 95% ทั้งนี้ ในปีนี้บริษัทจะเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้าเข้าโครงการเพิ่มเป็น 10% ทำให้สัดส่วนการขายผ่านดีเลอร์ลดลงเหลือ 90% โดยกลุ่มสินค้าที่จะเสนอขายให้แก่โครงการนั้น จะเป็นสินค้าใหม่ที่เน้นการออกแบบ(ดีไซน์) และคุณภาพของสินค้า ซึ่งจะมีผลในด้านราคาขายที่เพิ่มขึ้น 10-15% และสามารถทำกำไรจากการขายสินค้าได้สูงขึ้น

สำหรับการขยายตลาดเข้าไปในโครงการจัดสรรเนั้น เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการสร้างแบรนด์ของบริษัทให้เข้าถึงกลุ่มตลาดกลาง-บนมากขึ้น เพื่อรองรับการปรับฐานผลิตภัณฑ์ในอนาคต โดยบริษัทตั้งเป้าว่าช่วง2-3 ปีจากนี้ บริษัทจะเริ่มปรับฐานผลิตภัณฑ์ขึ้นไปในตลาดระดับกลาง-บน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรจากการขายขึ้น10-15% จากการออกสินค้าใหม่ที่จะแทรกเข้าไปในตลาดดังกล่าว ในขณะนี้บริษัทได้เริ่มปรับฐานผลิตภัณฑ์บางตัวแล้ว โดยการเพิ่มดีไซน์ในตัวสินค้า พร้อมทั้งปรับขึ้นราคาสินค้าตัวใหม่ที่ออกมาเจาะกลุ่มตลาดกลาง-บนด้วย

" การปรับฐานผลิตภัณฑ์จะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า จะช่วยให้มีกำไรจากการขายเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10-15% นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตในผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยจะเพิ่มกำลังผลิตในไลน์ที่8 ซึ่งเป็นสินค้าในกลุ่มที่ไม่มีส่วนผสมของใยหิน ใช้งบลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท และในระยะ2-3ปี ข้างหน้าจะเปลี่ยนส่วนผสมในการผลิตสินค้าในทุกไลน์ ให้ไม่มีส่วนผสมใยหินในทุกๆผลิตภัณฑ์ คาดว่าจะใช้งบในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ไลน์ละ 50ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 300ล้านบาท"


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.