ในฐานะกรรมการผู้จัดการคนใหม่ จากนี้ไปเขาจะต้องพิสูจน์ฝีมือการทำงานภายใต้แรงกดดันจากความตกต่ำของอุตสาหกรรมที่ปรึกษาเพื่อให้ดีลอยท์ ทูช โธมัทสุ ไชยยศ หนึ่งใน "big four" ในตลาดเมืองไทยก้าวไปอย่างมั่นคง
เสาร์ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะ กรรมการของดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ บริษัทที่ปรึกษาด้านบัญชีอันดับ
2 ของโลก มีมติ แต่งตั้ง William Parrett เป็นประธาน เจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่แทน
James Copeland และก่อนหน้านั้นเพียง 4 วัน ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ ได้ประกาศต่อ
หน้าสื่อมวลชน ให้สุภศักดิ์ กฤษณามระ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการแทน แอนดรูว์
เบิร์นส
อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน
แต่ในความเป็นจริง จังหวะดังกล่าวผ่านการตัดสินใจและกลั่นกรองมาเป็นอย่างดี
โดย Parrett ขึ้นแทนคนเดิมเนื่องจาก Copeland ทนความบีบคั้นจากภาวะอุตสาหกรรมไม่ได้
ทั้งๆ ที่กลางปีนี้เขาจะเกษียณ
ขณะที่ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ ถูกกำหนด
เอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม สุภศักดิ์เข้ามารับหน้าที่สำคัญนี้
และตัวเขาเองก็รับรู้มาโดยตลอด
เหตุผลที่มาสนับ สนุน ก็คือ กฤษณามระ เป็นตระกูลที่ก่อตั้งบริษัทนี้ตั้งแต่ปี
พ.ศ.2482 ภาย ใต้ชื่อ สำนักงานไชยยศ โดยพระยาไชยยศ สมบัติ จากนั้นได้พัฒนาการด้านธุรกิจที่ปรึกษาโดยเน้นบริการด้านบัญชี
จากคนของครอบครัวกฤษณามระรุ่นต่อมาอย่างต่อเนื่องในลักษณะกิจการครอบครัว
จนกระทั่งปี 2540 ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจท่าม
กลางความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจ และ การเติบโตอย่างรวดเร็วของผู้ทรงอิทธิพลแห่งธุรกิจที่ปรึกษาที่รู้จักกันนาม "big five" และปัจจุบันเหลือเพียง "big four"
กระนั้นก็ดี หลังจากเปลี่ยนชื่อเป็น ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ ครอบครัวกฤษณามระยังคงถือหุ้นใหญ่เกินครึ่ง
แต่เพื่อความอยู่รอดในระยะยาวและความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก
บริษัทจึงดึงตัวแอนดรูว์ เบิร์นส กรรมการผู้จัดการดีลอยท์ ประจำสวิตเซอร์แลนด์เข้ามาบริหารงานเป็นระยะเวลา
5 ปีนับตั้งแต่รวมเป็นหนึ่งเดียว
ช่วงระยะเวลาดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่าเป็นจังหวะแห่งการเรียนรู้งานของ สุภศักดิ์อย่างแท้จริง
หลังจากเดินทางกลับ ประเทศไทยเมื่อปี 2536 เพื่อเข้ารับตำแหน่ง ผู้จัดการอาวุโสของทีมบริการที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการ
(Management Consulting Service) ในดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ แต่จากประสบการณ์
14 ปี กับธุรกิจในเครือดีลอยท์ทำให้เขาไม่ต้องปรับตัวในการทำงานอะไรเลย
สุภศักดิ์จบปริญญาตรีคณะวิทยา ศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเคมี จากมหา วิทยาลัยแมนเชสเตอร์
สหราชอาณาจักร แล้วเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาโทสาขา บริหารธุรกิจจาก Kellogg
Graduate School of Management มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น สหรัฐอเมริกา
เมื่อสำเร็จการศึกษาในปี 2532 เขา เริ่มงานกับดีลอยท์ คอนซัลติ้ง ในแคนาดา
(ปัจจุบันแยกตัวออกจากบริษัทแม่แล้ว) ใน ฐานะที่ปรึกษา "ผมมีหน้าที่รับผิดชอบ
ตั้งแต่เก็บข้อมูลจนถึงวิเคราะห์ข้อมูล ถือเป็นกระบวนการทำงานขั้นเริ่มต้นของงานสายอาชีพด้านที่ปรึกษา"
สุภศักดิ์เล่า
จากนั้นย้ายไปร่วมงานกับสำนัก งานดีลอยท์ในสหรัฐอเมริกา เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการให้คำปรึกษาแก่ลูกค้า
ในด้านการวิเคราะห์ตรวจสอบองค์กร และ การดำเนินการเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพ
ในการดำเนินงาน กลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงการบริหารจัดการด้าน
การเงิน
จนกระทั่งปี 2536 สุภศักดิ์กลับมาร่วมงานกับดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ
และเป็นหนึ่งในทีมที่ได้ทำงานในโครงการ Re-engineering ของกรมทะเบียนการค้า
กระทรวงพาณิชย์ "ได้เห็นหลายๆ มุมในวิธีการทำงานทั้งในและต่างประเทศ ภาครัฐและเอกชน"
ด้วยประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่ในธุรกิจที่ปรึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง
4-5 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงสำคัญในชีวิตของ สุภศักดิ์จากวิกฤติเศรษฐกิจย่อมส่งผลให้เขาสามารถเรียนรู้และพลิกให้เป็นโอกาสได้ในอนาคต "ได้ฝึกฝนการทำงานจากแอนดี้ (แอนดูรว์ เบิร์นส) เป็นอย่างมาก" เขาบอก "ช่วงปีที่ผ่านมาธุรกิจที่ปรึกษา
การตรวจสอบบัญชีมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากกรณี Enron ซึ่งส่งผลกระทบต่ออาร์เธอร์
แอนเดอร์เซ่น ทำให้เป็นสิ่งท้าทายสำหรับการบริหารงานค่อนข้างมาก"
หลังจากถูกหล่อหลอมด้วยหม้อต้มขนาดใหญ่ ถึงเวลาแล้วที่สุภศักดิ์จะต้องพิสูจน์ฝีมือ
ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และการปรับตัวของธุรกิจ และกุญแจสำคัญ ต่อความสำเร็จในระยะยาวสำหรับแผนกลยุทธ์ที่ดีลอยท์
ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ เชื่อมั่นก็คือ การมีผู้นำที่มีความเหมาะสม
"ช่วงที่ผ่านมาผมได้เผชิญกับความท้าทายต่างๆ ซึ่งบางครั้งอาจมากเกินไปในความรู้สึกของตนเอง
แต่จากนี้ไปแน่ใจว่าภายใต้การนำของสุภศักดิ์จะสามารถสร้างความแข็งแกร่งและกลายเป็นผู้นำในธุรกิจได้"
เบิร์นสกล่าว
ภารกิจแรกของสุภศักดิ์ คือ การลงทุนด้านการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยภายใต้โครงการ
Firm of Choice โดยใช้เม็ดเงินประมาณ 55 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ของ รายได้ของบริษัทสำหรับการดำเนินการ
"การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจนี้เป็นในแง่ที่ว่าธุรกิจทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งพวกเราต้องปรับตัวตลอดเวลา
เช่น ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนไปเช่นเดียวกันทั้งความยากง่าย ความยืดหยุ่นในการทำงาน
มีระบบเชื่อมโยงสลับซับซ้อนมากขึ้นและเราต้องตามให้ทัน" สุภศักดิ์อธิบาย
จากการลงทุนดังกล่าวเขาเชื่อว่าจะสามารถสนับสนุนให้ผลประกอบการ ของ ดีลอยท์
ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ ใน 2 ปี นับจากนี้จะเติบโตขึ้น 20% โดยมีมูลค่าประมาณ
550 ล้านบาท และ 660 ล้านบาท ตามลำดับ "ตลาดบริการที่ปรึกษาทางธุรกิจในประเทศไทยมีศักยภาพการเติบโตสูง"
ด้วยความเชื่อมั่นดังกล่าว ส่งผลให้ บริษัทพยายามเน้นการให้บริการธุรกิจที่ไม่ใช่บริการการตรวจบัญชี
เช่น บริการที่ปรึกษาทางภาษี ที่ปรึกษาทางการเงิน การจัดการความเสี่ยง หรือที่ปรึกษาระบบสารสนเทศ
จากการคาดการณ์ว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าธุรกิจเหล่านี้จะขยายตัวมากขึ้น
"ทุกวันนี้ธุรกิจการสอบบัญชีทำรายได้ให้บริษัทประมาณ 60% แต่จากแนวโน้ม
ที่เปลี่ยนไปรายได้ตรงนี้จะลดลงเหลือ 40% ซึ่งไม่ได้หมายความว่าปริมาณงานลดลง
เพียงแต่สัดส่วนรายได้จากธุรกิจ อื่นๆ เติบโตเพิ่มสูงขึ้น" สุภศักดิ์กล่าว