|

"เสริมสุข" มุ่งทำตลาดเครื่องดื่มครบวงจร ตอบโจทย์ผู้บริโภคมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไป
ผู้จัดการรายสัปดาห์(9 เมษายน 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
แม้ว่าตลาดน้ำอัดลมในบ้านเรายังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงอยู่ก็ตาม ซึ่งเห็นได้จากอัตราการดื่มของคนไทยเฉลี่ย 120 ขวดต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐฯ 700 ขวดต่อคนต่อปี ซึ่งก็ส่งผลให้เครื่องดื่มกลุ่มน้ำอัดลม ซึ่งอยู่ภายใต้แบรนด์ "เป๊ปซี่"และมิรินด้า ยังเป็นเรือธงหลักที่สร้างรายได้ให้กับบริษัท เสริมสุขเหมือนเช่นตลอดช่วงระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา
ทว่าด้วยรูปแบบการดำเนินชีวิต ที่เปลี่ยนไปตาม กระแสสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล จึงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ส่งผลทำให้นโยบายการตลาดในปี 2550 ของ บริษัท เสริมสุข จะมีการปรับมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายทั้ง 4 กลุ่มคือ เครื่องดื่มเพื่อความสดชื่น เพื่อสุขภาพ ให้พลังงาน และสปอร์ตดริงก์ ซึ่งบริษัทมีสินค้าที่ครอบคลุมทั้งหมดที่กล่าวมา โดยวางเป้าหมายผลของการดำเนินการตามนโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นตลาดให้เติบโตและผลักดันผลประกอบการของเสริมสุขในปีนี้ให้มีอัตราการเติบโต 5-6% จากในปีที่ผ่านมามีรายได้ 18,650 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.3% จากในปี 2548 มีรายได้ 16,034 ล้านบาท และกำไรมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 2% จาก 511 ล้านบาท เพิ่มเป็น 520 ล้านบาท
ขณะที่ส่วนแบ่งคอร์ปอเรตแชร์ ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยการครองส่วนแบ่งเพิ่มจาก 46.1% เป็น 48.7% จากตลาดน้ำอัดลมมูลค่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตเพียง 4-5% ต่อปี
ฐิติวุฒิ์ บุลสุข ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) บอกว่า ในปีนี้มองว่าผู้บริโภคมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป มีความต้องการที่แตกต่างกัน ส่งผลทำให้บริษัทจะยังคงเน้นการตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภคในทุกกลุ่มเป้าหมายด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เห็นได้จากผลการตอบรับของผู้บริโภคที่ส่งผลทำให้ประกอบการของเสริมสุขปีที่ผ่านมานั้น มียอดขายเข้าเป้าในทุกเซกเมนต์
สำหรับยอดขายที่เติบโตขึ้นนั้นแบ่งเป็น เครื่องดื่มกลุ่มน้ำอัดลมมียอดขายเพิ่มขึ้น 5% โดยเฉพาะเป๊ปซี่ แมกซ์ยอดขายเติบโตกว่า 50% ส่วนตลาดเครื่องดื่มไม่อัดลมซึ่งมีทั้งผลิตภัณฑ์ของบริษัท เช่น น้ำดื่มคริสตัล เติบโต 45% ปัจจุบันครองส่วนแบ่ง 16% เป็นอันดับสองรองจากน้ำดื่มสิงห์ ชาพร้อมดื่มลิปตัน น้ำผลไม้ทรอปิคาน่า
ส่วนกลุ่มเครื่องดื่มที่เสริมสุขเป็นผู้จัดจำหน่ายคือ ชาเขียวพร้อมดื่มโออิชิ เครื่องดื่มกระทิงแดง และเกเตอร์เรด มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 33% ทั้งนี้ผลประกอบการที่เติบโตขึ้นในทุกเซกเมนต์ทำให้ยอดรวมของเสริมสุขมีการเติบโต 9.6% โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เสริมสุขมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นคือ
ประการแรก ความแข็งแร็งของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การจัดจำหน่ายของบริษัท เสริมสุข
ประการที่สอง การออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขาย
ประการที่สาม การปรับราคาขึ้นของน้ำอัดลมเมื่อปีที่ผ่านมาในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากได้รับผลพวงจากราคาน้ำมัน และน้ำตาลวัตถุดิบปรับสูงขึ้น
ประการที่สี่ มีการใช้กลยุทธ์สร้างความตื่นเต้นในตลาดด้วยกิจกรรมการตลาดที่แปลกใหม่ เข้าถึงผู้บริโภค
ประการสุดท้าย มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตรทางธุรกิจ ทำให้บริษัทสามารถรักษาระดับผลตอบแทนการลงทุนที่ดีได้ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีการใช้กลยุทธ์การสร้างความตื่นเต้นในตลาดด้วยกิจกรรมการตลาดที่แปลกใหม่ เข้าถึงผู้บริโภค การกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางธุรกิจ ทำให้บริษัทสามารถรักษาระดับผลตอบแทนการลงทุนที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง
"แม้ว่าปีนี้จะมีปัจจัยลบรุมเร้า แต่ก็ยังมั่นใจว่าตลาดยังคงมีทิศทางที่ดี เพราะน้ำอัดลมเป็นสินค้าที่ต้องกินต้องใช้ ถ้าจะกระทบน่าจะเป็นสินค้าราคาแพงมากกว่า ทำให้บริษัทไม่ค่อยวิตกในเรื่องดังกล่าวมากนัก โดยวิสัยทัศน์ของเสริมสุข มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำผู้ผลิต และจัดจำหน่าย เครื่องดื่มที่สร้างความสดชื่นครบวงจรชั้นนำของไทย ซึ่งภายใน 1-2 ปีนี้ยังไม่มีแผนจะนำแบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาด เนื่องจากต้องการโฟกัสทั้ง 10 แบรนด์เป็นหลักก่อน"ฐิติวุฒิ์ กล่าว
ส่วนงบลงทุนในปีนี้บริษัทได้ทุ่มงบ 850 ล้านบาท แบ่งเป็นการขยายกำลังการผลิต 275 ล้านบาท เพิ่มคลังสินค้า 180 ล้านบาท เพิ่มประสิทธิภาพหน่วยรถขาย 175 ล้านบาท ระบบไอที 50 ล้านบาท และอื่นๆ 170 ล้านบาท เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของตลาด และสร้างการเติบโตให้กับบริษัทต่อไป
นอกจากนั้น ยังเน้นการพัฒนาศักยภาพขององค์กรเพื่อประสิทธิผลในกระบวนการจัดการทั้งระบบ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพพนักงานเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในขณะที่ตลาดมีการแข่งขันสูง การสร้างทีมที่แข็งแกร่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่พร้อมจะผลักดันองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน มีการสื่อสารที่ดีภายในองค์กร และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างสอดคล้องกัน ตลอดจนการสร้างแบรนด์ให้เป็นทางเลือกอันดับแรกของผู้บริโภคด้วยการจัดกิจกรรมทางการตลาดที่สร้างสีสันได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตามแม้งบลงทุนจะมีเม็ดเงินใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่ในปีนี้วางแผนใช้งบประมาณ ภายใต้โจทย์หลักๆทางการตลาดคือ การทำแบรนด์ให้เข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภคตามไลฟ์สไตล์ต่างๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ
1.กลุ่มเครื่องดื่มให้ความสดชื่น อาทิ เป๊ปซี่ มิรินด้า เซเว่นอัพ 2.กลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เช่น คริสตัล เป๊ปซี่แมกซ์ ลิปตัน ทรอปิคาน่า ทวิสเตอร์ 3.กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งบริษัทรับจัดจำหน่ายให้กับคาราบาวแดง 4.กลุ่มเครื่องดื่มเกลือแร่ เกเตอร์เรด
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|