|

ตลาดวิจัยทะลุ3.5พันล.รับธุรกิจมึน
ผู้จัดการรายวัน(30 มีนาคม 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
สมาคมวิจัยการตลาด ชี้ภาพรวมเศรษฐกิจฝืด ส่งผลเจ้าของแบรนด์ หันหน้าซบธุรกิจวิจัยตลาด รับมือความผันผวน คาดธุรกิจโต15% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท เผยคนกรุงเทพฯ 73% ตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
นางสาววิริยา วรกิตติคุณ นายกสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์สังคมไทย เศรษฐกิจการเมืองมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อภาพรวมการดำเนินชีวิต รวมทั้งธุรกิจของผู้ประกอบการต้องซบเซาลงไป เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านๆมา การจับจ่ายของกลุ่มลูกค้าลดน้อยลงไป จากที่ใช้จ่ายมากเปลี่ยนเป็นใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ตระหนักถึงประโยชน์ในการใช้มากยิ่งขึ้น ใช้เหตุผลเข้ามาตัดสินใจมากกว่าใช้อารมณ์ในการซื้อ
ส่งผลให้ธุรกิจอุตสาหกรรมโดยรวมต้องมาแข่งขันทำตลาดใช้กลวีธีต่างๆทุกรูปแบบเพื่อเป็นการกระตุ้นกลุ่มลูกค้ามีอารมณ์ในการใช้จ่าย ซึ่งเมื่อดูจากข้อเท็จจริงข้อมูลในการทำตลาดของกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการต่างวางแผนและดูจากสภาพการณ์ในตลาดแล้วลงมือเจาะกลุ่มเป้าหมายเพื่อสร้างรอยัลตี้ต่อแบรนด์ แต่ในปัจจุบัน การทำตลาดยากขึ้นกลุ่มผู้บริโภคออกมาใช้จ่ายน้อยลง ทางออกของกลุ่มผู้ประกอบการ หลายรายต้องหันมาพึ่งพาอาศัย ผลการสำรวจและการวิจัยเพิ่มมากขึ้น
ที่ผ่านมา ธุรกิจที่อาศัยข้อมูลการวิจัยจะเป็นสินค้าในประเภทอุปโภค – บริโภค แต่เนื่องจากสภาพธุรกิจไม่กระเตื้องขึ้น กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ โรงพยาบาล ไอทีและ การเงิน กับให้ความสนใจศึกษาข้อมูลของกลุ่มลูกค้าเพื่อนำมาปรับกลวิธีในการทำตลาด ซึ่งนั่นเป็นผลต่อให้ธุรกิจการวิจัยเติบโตพุ่งขึ้นสูงมาก เมื่อดูจากตัวเลขของการเติบโตในช่วงปี 2548 มูลค่าจะอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท ปี 2549 มูลค่า 2,900 ล้านบาท และในปี 2550 ทางสมาคมเชื่อว่ามูลค่าจะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 10-15% โดยคิดเป็นเม็ดประมาณ 3,500 ล้านบาท
สำหรับผลการสำรวจ Thai View ล่าสุดของสมาคมฯเกี่ยวกับทัศนคติคนกรุงเทพฯในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ พบว่า ความกังวลใจของกลุ่มผู้บริโภค ภาวะของความวิตกยังมีอยู่ แม้คนในกรุงเทพฯมีความมั่นใจมากขึ้นเล็กน้อยต่อสภาวะเศรษฐกิจในช่วง 12 เดือนต่อจากนี้ ทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี อยู่ถึง 51% ที่เชื่ออย่างนั้น แต่ก็ยังไม่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการใช้จ่ายใช้สอยในช่วงระยะนี้มากเท่าไร โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหนึ่งเห็นว่าควรรอไปก่อน ในขณะที่อีกกลุ่มยังแสดงความไม่แน่ใจในด้านการเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ คนกรุงเทพฯมีถึง 73% ประหยัดด้วยการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น 69 % เก็บออมโดยการฝากธนาคารมากขึ้น และ 63% คิดก่อนซื้อด้วยการเปรียบเทียบราคาสินค้าและปริมาณ
คนกรุงเทพฯส่วนมากมีความสุขกับชีวิตปัจจุบัน ส่วนสิ่งที่ต้องการในชีวิคือ 90% ต้องการมีสุขภาพแข็งแรง, 83 % มีความมั่นคงทางด้านการเงิน, 78% มีความสุขในปั้นปลายชีวิต, 78-72% ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน
จากผลสำรวจดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงการทำตลาดของกลุ่มผู้ประกอบการว่าต้องปรับตัวมากขึ้น เนื่องจากความซับซ้อนและการทำตลาดต่อกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่มทุกวัยยากขึ้นมาก เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|