ทิสโก้จับตลาดเฉพาะกลุ่ม ตั้งเป้ากองทุนรวมโต1หมื่นล้าน


ผู้จัดการรายวัน(26 มีนาคม 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

บลจ.ทิสโก้ ตั้งเป้าพอร์ตกองทุนรวมทั้งปีเป็น 1 หมื่นล้านบาท เล็งเข็นกองทุนคุ้มครองเงินต้นลิ้งค์ดัชนีต่างประเทศระดมเงิน พร้อมส่งกองทุนตราสารหนี้-LTF-RMF ลุยตลาด เผยไม่ห่วงการแข่งขันสูง เพราะจับลูกค้าเฉพาะกลุ่มอยู่แล้ว ล่าสุด "เปิดขายกองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า ลิ้งค์ คุ้มครองเงินต้น ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม - 4 เมษายนนี้

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าธุรกิจกองทุนรวมกองทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสำหรับกองทุนรวมเป็น 10,000 ล้านบาทจากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท โดยสินทรัพย์ใหม่ที่จะเพิ่มมานั้น จะมาจากการระดมทุนผ่านกองทุนใหม่ที่เน้นลิ้งค์กับดัชนีในต่างประเทศ กองทุนตราสารหนี้อายุ 6 เดือน 9 เดือนที่จะมาอย่างต่อเนื่องหากตลาดยังมีความค้องการ รวมถึงกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่จะเน้นทำการตลาดด้วย

ทั้งนี้ ในส่วนของการระดมทุนสำหรับกองทุนใหม่ของบลจ.ทิสโก้ จะเน้นสร้างความแตกต่างเป็นหลัก ซึ่งผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนส่วนใหญ่ก็จะจับตลาดลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากธนาคารทิสโก้ ซึ่งเป็นบริษัทแม่มีสาขาไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ช่องทางการขายถือเป็นส่วนสำคัญในการขยายตัวของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร ซึ่งเราเองก็ออกผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งสาขามากนัก โดยเน้นขายสินค้าให้กับลูกค้ารายใหญ่เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าเราเองทำได้ค่อนข้างดี

ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนที่ออกมา ก็ต้องเหมาะกับกลุ่มลูกค้าด้วย เช่น กองทุนตราสารหนี้ เราก็เพิ่มพอร์ตการลงทุนในตราสารหนี้เอกชนที่มีฐานะมั่นคง นอกเหนือจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเพียงอย่างเดียว เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเหล่านี้สามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่า ในขณะเดียวกันก็จะสามารถเพิ่มผลตอบแทนให้กับกองทุนได้ด้วย

"สิ่งที่เราทำ คือเน้นสินค้าที่สร้างความแตกต่างเป็นหลัก รวมถึงเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าผ่านเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งบลจ.ทิสโก้ เราค่อนข้างได้อิสระจากธนาคารแม่ ซึ่งเราสามารถจับมือกับใครก็ได้หากได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยปัจจุบันเราจอยกับธนาคารต่างประเทศหลายราย รวมถึงโบรกเกอร์ด้วย ซึ่งการที่บางรายเองก็ขาดบลจ. ทำให้การร่วมมือกันเป็นการซับพอร์ตระหว่างกันมากกว่า"นายธีรนาถกล่าว

สำหรับแผนงานในส่วนของกองทุนส่วนบุคคล ในปีนี้ตั้งเป้าขยายตัวประมาณ 20% หรือมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเป็น 30,000 ล้านบาทจากสินทรัพย์ภายใต้การบริหารประมาณ 25,000 ล้านบาทในปัจจุบัน ซึ่งตลอดปีนี้ บริษัทคาดว่ากองทุนส่วนบุคคลจะสามารถเติบโตได้ทุกเดือน โดยในช่วง 2 เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ลูกค้าหลักจะเป็นลูกค้าในเครือทิสโก้เป็นหลัก ซึ่งธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลถือเป็นธุรกิจที่ต้องได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า รวมถึงการจัดสินทรัพย์และการปรับพอร์ตการลงทุนของลูกค้าให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ด้วย

ส่วนการที่จะมีบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) เข้ามาแข่งขันมากขึ้นนั้น นายธีรนาถกล่าวว่า บลจ.ทิสโก้เองมีจุดที่ได้เปรียบตรงที่เป็นบริษัทจัดการกองทุนที่มีความชำนาญครบด้านแล้ว ทั้งในเรื่องของกองทุนหุ้น ตราสารหนี้ ส่วนโบรกเกอร์จะชำนาญเรื่องของการลงทุนในหุ้นมากกว่า ในขณะที่ตราสารหนี้เองต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะได้รับความสนใจ ซึ่งปัจจุบันบลจ.ทิสโก้มีพอร์ตตราสารหนี้อยู่ประมาณ 70-80% ในขณะที่พอร์ตการลงทุนในหุ้นมีอยู่ประมาณ 30%

ล่าสุด บริษัทเตรียมเสนอขาย ‘กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า ลิ้งค์ คุ้มครองเงินต้น’ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม - 4 เมษายน 2550 นี้ ซึ่งขณะนี้ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เรียบร้อยแล้ว โดยกองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ อายุกองทุนไม่เกิน 3 ปี 15 วัน ลงทุนในตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือที่ AA- ขึ้นไป โดยมีผลตอบแทนอ้างอิงกับค่าเฉลี่ยของอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนี Hang Seng China Enterprise Index (HSCEI) ที่ประกอบด้วยบริษัทจดทะเบียนชั้นนำและมีพื้นฐานดีของประเทศจีนกว่า 47 บริษัท ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดี ผู้ลงทุนจึงมีโอกาสได้รับผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงินในธนาคารพาณิชย์

นอกจากนี้ จุดเด่นของกองทุนอยู่ที่การมีกลไกในการจำกัดความเสี่ยงด้วย Floor Mechanism ที่ 0% ทำให้ไม่นับค่าติดลบของดัชนี HSCEI รวมคำนวณ ดังนั้นหากสภาวะตลาดมีความผันผวนมาก ก็ยังอุ่นใจได้ว่าจะมีโอกาสได้รับเงินต้นคืน100% ของมูลค่าเงินลงทุนหลังหักค่าธรรมเนียมการขาย ดังนั้นเมื่อเทียบความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเติบโตของเงินลงทุนแล้วก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

ทั้งนี้ สาเหตุที่บลจ.เลือกลงทุนในตราสารที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับดัชนีดังกล่าว เพราะมองว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจีนอยู่ในช่วงของการเติบโต เห็นได้จากตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปี 2007 อยู่ที่ 10% ตัวเลขประมาณการการส่งออกที่เพิ่มขึ้น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับปรุงศักยภาพในการผลิต และที่สำคัญคือการที่ประเทศจีนมีประชากรมากที่สุดในโลก ทำให้มีความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่ในระดับสูง

“อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงทั่วโลก รวมถึงประเทศจีนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานั้น เราเชื่อว่าเป็นเพียงการปรับฐานในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งถือว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าไปลงทุน” นายธีรนาถกล่าว


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.