การศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นใบเบิกทางก้าวขึ้นไปสู่สถานะที่สูงกว่า
สำหรับคนเอเซียจำนวนมาก ถึงแม้ว่าปัจจุบัน มหาวิทยาลัยในเอเซียจำนวนมากจะมีคุณภาพเป็นเลิศในการจัดการศึกษา
เป็นเวลานานมากกว่าหนึ่งศตวรรษที่คนเอเซียเดินทางไปแสวงหาการศึกษาในระดับสูงกว่าที่นั่น
ในยุคแรก ๆ พวกเขามุ่งตักตวงความรู้ด้านเทคโนโลยีและการปกครองของตะวันตกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
พอมาถึงทุกวันนี้ สิ่งที่คนเหล่านี้นำกลับมายังบ้านเกิด คือดีกรีทางด้านเอ็มบีเอจากมหาวิทยาลัยที่มีเกียรติประวัติยาวนาน
เพราะเหตุใดการศึกษาในสหรัฐฯ จึงเป็นสิ่งเย้ายวนใจต่อนักศึกษาเอเซีย ?
ไมค์ ชางเป็นคนเซี่ยงไฮ้ เขาอยู่ในฐานะผู้สอบแข่งขันเพื่อทำปริญญาเอก (DOCTORAL
CANDIDATE) ทางด้านชีวเคมีที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซีนยามใดที่เขาคิดไปถึงการเดินทางกลับประเทศจีนหลังจากสำเร็จการศึกษา
ภาพที่ปรากฏอยู่ในหัวของเขาคือ แฟลตที่ติดแอร์คอนดิชั่น ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์และโอกาสในการเลือกงาน
สิ่งเหล่านี้เป็นบางส่วนของสิทธิพิเศษที่เขาคาดหวังว่าปริญญาบัตรชั้นสูงจากสหรัฐฯ
จะบันดาลให้ได้
"เราจะอยู่ในฐานะที่ดีกว่าพวกที่เรียนจบในประเทศ" หนุ่มชางวัย
25 ปีกล่าว "รัฐบาลได้พูดหลายครั้งแล้วว่า นักศึกษาที่ไปเรียนต่อต่างประเทศเมื่อกลับมาแล้วจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
ลูก ๆ ของเราจะได้รับการศึกษาที่ดีกว่า เรามีสิทธิที่จะเลือกไปอยู่ที่ไหนก็ได้"
ชางยังกล่าวเสริมอีกว่า "ผู้ชายที่เป็นนักเรียนนอกยังเป็นที่ดึงดูดใจของสาวจีนอีกด้วย"
สำหรับชางเหตุผลเหล่านี้เพียงพอที่จะตอบคำถามว่าทำไมจึงต้องไปศึกษาในอเมริกาได้อย่างชัดเจน
เพราะว่าชื่อเสียง เกียรติยศที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ได้ดีกรีการศึกษาจากที่นั่น
เป็นสิ่งที่คุ้มค่าพอต่อการจากบ้านเกิดไป
ไม่ได้มีแต่ชางเท่านั้นที่หลงไหลในการศึกษาของอเมริกา ในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมานี้
มีนักศึกษาเอเซียนับแสนคนที่เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ และหลาย ๆ คน
เมื่อเรียนจบกลับไปบ้านแล้ว ก็กลายเป็นสมาชิกของชนชั้นนำในสังคมเอเซีย ตัวอย่างเช่น
เจ้าหญิงมาซาโกะ ชายาของมกุฏราชกุมารญี่ปุ่น ก็เรียนจบฮาร์วาร์ด เช่นเดียวกับเบนาซีร์
บุตโต อดีตนายกรัฐมนตรีของปากีสถาน ประธานาธิบดีฟิเดล รามอส แห่งฟิลิปินส์
ก็เป็นผลิตผลของระบบการศึกษาชั้นสูงจากอเมริกา โดยจบการศึกษาที่สถาบันวิชาการทหารหรือ
U.S. MILITARY ACADEMY
จากการสำรวจความเห็นในหมู่นักวิชาการเอเซียเมื่อปี 1986 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก
8 ใน 12 แห่งเป็นมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ คือฮาร์วาร์ด, สแตนฟอร์ด, มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
เบอร์คเลย์, เอ็มไอที, เยล, คอร์แนล, มิชิแกนและพริ้นซ์ตัน
MARIANTHI ZIKOPOULOS ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ INSTITUTE OF INTERNATIONAL
EDUCATION ที่นิวยอร์ค เปิดเผยว่า ช่วงทศวรรษ 80 จำนวนนักศึกษาเอเซียในสหรัฐฯ
เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่ากล่าวคือในปี 1981-1982 มีนักศึกษาเอเซีย 106,160 คน
พอมาถึงปี 1992 เพิ่มขึ้นเป็น 245,810 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาจีน ไต้หวันและญี่ปุ่น
ทำไมมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ จึงยังคงมีชื่อเสียงเป็นที่ใฝ่ฝันถึงของนักศึกษาเอเซีย
สวนทางกับความตกต่ำของอุตสาหกรรมและสถาบันอื่น ๆ ของอเมริกา ?
เบน วัตเทนเบอร์ก คอลัมนิสต์แห่งนิตยสารยูเอสนิวส์ แอนด์ เวิลด์ รีพอร์ทกล่าวว่า
คำตอบส่วนหนึ่งคือ การแข่งขัน มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด
เป็นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงนักศึกษา อาจารย์ และเงินทุนเพื่อการวิจัย
"นักวิชาการดัง ๆ ถูกรุมจีบจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้ไปสอน เหมือนกับควอเตอร์แบ็คของทีมฟุตบอลไฮสกูลถูกเกี้ยวให้เข้าร่วมทีมฟุตบอลของมหาวิทยาลัย"
วัตเทนเบอร์กล่าว
ผลที่เกิดจากการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็คือ ห้องทดลองที่มีเครื่องมือ
อุปกรณ์ที่เพียบพร้อมที่สุด ห้องสมุดที่ดีที่สุด และคณาจารย์ที่เยี่ยมที่สุดและมีค่าตัวสูงที่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่อาจจะสำคัญกว่าความมีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยซึ่งดึงดูดบรรดานักศึกษาจากเอเซียก็คือ
โอกาสที่จะได้เข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ บี แอนน์ ไรท์ ผู้อำนวยการฝ่ายลงทะเบียนของสมิทธ
คอลเลจที่นอร์ธแฮมตัน แมซซาชูเซสต์กล่าวว่า ผลการสอบ APTITUDE TEST ชุดเดียวกัน
จะทำให้นักศึกษาได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในสหรัฐที่ดีกว่ามหาวิทยาลัยในเอเซีย
สหรัฐฯ เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยโอกาสทางการศึกษา มีสถาบันการศึกษาที่ได้รับรองวิทยฐานะมากกว่า
3,000 แห่ง ในขณะที่ฮ่องกงมีมหาวิทยาลัยหลักเพียง 7 แห่ง และไต้หวัน มีนักเรียนไฮสกูลเพียง
8 % เท่านั้น ที่เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา การลงทุนเกี่ยวกับการศึกษาระดับสูงของประเทศเอเซียส่วนใหญ่
ยกเว้นญี่ปุ่นมักจะต่ำกว่าประเทศตะวันตก อย่างไรก็ตาม วูเจียไหว ประธานและรองอธิการบดีของ
HONG KONG UNIVERSITY OF SCIENCE & TECHNOLOGY เปิดเผยว่าในประเทศในเอเซีย
โดยเฉพาะไต้หวัน สิงคโปร์และเกาหลีใต้ กำลังไล่กวดชาติตะวันตกอย่างรวดเร็ว
มีเพียงฮ่องกงเท่านั้นที่ค่อนข้างจะล้าหลัง มีสถาบันการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรีไม่เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีการบริหาร
แรงจูงใจในการไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ ของนักศึกษาจากเอเซียอีกข้อหนึ่งคือมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ
เต็มอกเต็มใจเป็นอย่างยิ่งที่จะรับนักศึกษาเอเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีรับภาระค่าใช้จ่ายได้ด้วยตัวเอง
ด้วยเหตุผลในเรื่องของความหลากหลายของนักศึกษา ความเป็นเลิศทางวิชาการและการกระชับสัมพันธ์กับเอเซีย
แต่ยังมีอีกเหตุผลอื่นที่สำคัญมากกว่านี้อีก !
"นักเรียนไฮสกูลของอเมริกา มีจำนวนลดน้อยลงมา ตั้งแต่ปี 1988"
อลัน แม็คไอวอร์ รองประธานฝ่ายลงทะเบียนของเบลอยท์ คอลเลจซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านศิลปศาสตร์เล็ก
ๆ แห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของชิคาโกกล่าว ซึ่งถ้าไม่มีนักศึกษาต่างชาติ
มหาวิทยาลัยบางแห่งอาจจะต้องปิดบางแผนกลง เพราะมีนักศึกษาน้อยเกินไป
"ผมไม่แน่ใจว่าคุณเคยได้ยินผู้บริหารของมหาวิทยาลัยพูดว่า ผมกำลังจะไปหานักศึกษาที่ญี่ปุ่นหรือไต้หวัน
เพราะแผนกของผมต้องการนักศึกษาปริญญาตรี หรือไม่" ทอม แกนโชว์ ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์จีนของมหาวิทยาลัยจอร์เจียกล่าว
"แต่นั่นคือความจริง" เพราะว่านักศึกษาเอเซียจำนวนมากที่สหรัฐฯ
ไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศเลย มหาวิทยาลัยสหรัฐฯ จึงต้องช่วยเหลือ ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ
CULTURE SHOCK ด้วยการเชื้อเชิญนักศึกษาให้เดินทางมาที่มหาวิทยาลัยก่อนที่ภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วงจะเริ่มขึ้น
เพื่อแนะนำพวกเขาในเรื่องของห้องสมุด ระบบคอมพิวเตอร์ ชอปปิ้ง มอลล์ ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ใช้แล้ว
กฎระเบียบเรื่องการเข้าเมืองและการทำงาน รวมไปถึงการใช้ชีวิตในอเมริกา
หวาง เป่ยเล่าว่า สมัยที่เรียนหนังสือที่ปักกิ่งแบบแผนการใช้ชีวิตถูกกำหนดไว้แล้ว
อย่างตายตัว เธอต้องออกกำลังกายตอนเช้า ทำความสะอาดหอพัก และเข้าร่วมการศึกษาทางการเมืองประจำสัปดาห์
เธอถูกจัดเข้ากลุ่มกับเพื่อน ๆ ซึ่งต้องไปเรียนหนังสือด้วยกัน และมีตารางการใช้ชีวิตประจำวันที่เหมือน
ๆ กันเป็นเวลาถึง 4 ปีเต็ม
เมื่อเธอเดินทางมาศึกษาด้าน COMMUNICATION DISORDER ที่มหาวิทยาลัยซินซินเนติ
ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เธอต้องพึ่งตัวเองในทุกเรื่อง นับตั้งแต่การหาบ้านเช่า
ช้อปปิ้งและทำอาหารกินเอง "ฉันกลายเป็นผู้ปกครองของตัวเองขึ้นมาในทันทีทันใด"
เธอกล่าว แทนที่เธอจะเรียนไปตามหลักสูตรที่กำหนดไว้ เหมือนสมัยที่อยู่ปักกิ่งพอมาอยู่ที่นี่กลับต้องเป็นฝ่ายเลือกวิชาและกำหนดตารางเรียนด้วยตัวเอง
สิ่งที่ลำบากมากที่สุดสำหรับนักศึกษาเอเซียอาจจะเป็นความแตกต่างขั้นพื้นฐานในเรื่องของปรัชญาการศึกษา
"ในประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้หลายๆ แห่ง จะเน้นการเรียนการสอนด้วยการท่องและจำ"
แม็คไอวอร์แห่งเบลลอย์ท คอลเลจกล่าว "นักศึกษาเพียงแต่จำข้อเท็จจริง
จำข้อมูลให้ได้ เพื่อใช้ตอบเวลาสอบ แต่ที่อเมริกา การจำไม่ใช่วิธีการที่ดี
พวกเขาต้องโต้แย้ง ต้องอภิปราย"
การที่นักศึกษาเอเซียไม่คุ้นกับการซักถามหรืออภิปรายในห้องเรียน จึงเป็นเรื่องยากที่จะตั้งคำถามต่ออาจารย์อเมริกัน
เพราะกลัวว่าจะทำให้อาจารย์ลำบากใจหรือขายหน้า วู เยน โบ ผู้ประสานงานของโครงการนานาชาติ
มหาวิทยาลัยเนบราสก้ากล่าวว่า ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้คนอเมริกันทึกทักเอาเองในบางครั้งว่า
คนจีนนั้นเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัวหรือไม่ก็เป็นคนโง่
ส่วนนักศึกษาจีนที่มาจากแผ่นดินใหญ่มักจะไม่ค่อยไว้ใจผู้ที่มีอำนาจ "เมื่อได้รับความแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาคนหนึ่ง
พวกเขาจะไม่เชื่อ ดังนั้นจึงไปขอคำแนะนำจากอาจารย์อีกคนหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาระหว่างอาจารย์และพลอยทำให้อาจารย์บางคนเชื่อว่าคนจีนชอบปั่นหัวชาวบ้านให้ทะเลาะกัน"
วูกล่าว
ในทางกลับกัน ก็มีความคิดที่ผิด ๆ ในหมู่นักศึกษาเอเซียเกี่ยวกับนักศึกษาอเมริกัน
บางคนคิดว่ามาตรฐานการศึกษาของอเมริกันต่ำเกินไปสักหน่อย เพราะมหาวิทยาลัยอเมริกันกำหนดเวลาเรียนเพียงปีละ
180 วัน (ญี่ปุ่นกำหนดไว้ 243 วัน) และ เพราะว่านักศึกษาอเมริกันทำคะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ได้แย่มาก
ก่อนที่จะมาสหรัฐฯ CHEUNG SEN-CHING หนุ่มฮ่องกง ซึ่งเป็นนักศึกษาปีหนึ่งสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าของเบอร์คเลย์มีภาพนักศึกษาอเมริกันว่า
"ขี้เล่น ไม่เป็นผู้ใหญ่และขี้เกียจ" แต่หลังจากนั้นเขาก็ยอมรับว่านี่เป็นการประเมินที่ออกจะง่ายเกินไป
"แน่ละว่าต้องมีพวกที่ชอบเที่ยวและพวกบ้า ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วนักศึกษาอเมริกันเป็นพวกที่ทำงานหนัก"
เขากล่าว
ความจริงก็คือ นักศึกษาต่างชาติจำนวนมากรู้สึกท้อแท้ เพราะต้องมีชีวิต
ที่เหนื่อยยากมาก GAYATRI IYER นักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยซินซินเนติกล่าวว่า
พวกเขาไม่เพียงแต่ต้องเรียนหนังสือเท่านั้น แต่ยังต้องทำงานด้วย ซึ่งมักจะเป็นงานที่ต่ำต้อยในสายตาของคนเอเซียที่เป็นชนชั้นกลางอย่างเช่นงานในร้านแม็คโดนัลด์
"การเรียนในมหาวิทยาลัยอเมริกาเป็นงานที่หนักกว่าที่ผมเคยคิดไว้"
CHEUNG กล่าว การสอบไม่ได้มีเพียงครั้งเดียวตอนปลายเทอมเท่านั้น แต่มีการทดสอบประจำสัปดาห์
การสอบกลางภาค ต้องอ่านหนังสือที่อาจารย์กำหนดให้มากมายหลายเล่มและต้องเขียนรายงานนับสิบ
ๆ ชิ้น
แม้งานจะหนัก แถมยังมีปัญหาเรื่องภาษาและความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่โดยทั่วไปนักศึกษาเอเซีย
ก็มีผลงานจัดอยู่ในขั้นใช้ได้ ถ้าจำเป็น พวกเขาก็สามารถทำงานได้หามรุ่งหามค่ำ
ด้วยแรงผลักดันจากความต้องการศึกษาที่ดี
แม็กซ์เวลล์ ดี เอพสไตน์ คณบดีผู้รับผิดชอบนักศึกษาต่างชาติของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
ลอสแอลเจริสกล่าวว่า "พวกเขาเตรียมตัวมาอย่างดีเรียนหนักและก็พบกับความสำเร็จ"
ความจริงแล้วปัญหาใหญ่ที่สุดของนักศึกษาเหล่านี้คือ เรื่องการใช้ชีวิตทางสังคมมากกว่าปัญหาทางการศึกษา
เพราะพวกเขาอ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้ดีกว่าพูด เวลาไปงานปาร์ตี้พวกเขาจะรู้สึก
อึดอัด
"นักศึกษาต่างชาติคนหนึ่ง อาจจะพบกับหญิงสาวบนรถเมล์ และเธอก็เล่าเรื่องการงานของตัวเองกับรายได้ของสามีให้เขาฟัง"
เอพสไตน์กล่าวและว่า นักศึกษาคนนั้นอาจจะเข้าใจไปว่านี่คือความเปิดเผย
นักศึกษาเอเซียจำนวนมากไม่เข้าใจว่าเวลาที่คนอเมริกันพูดว่า ไปกินข้าวกันดีกว่านั้น
ไม่ได้เป็นข้อตกลงว่าจะต้องไปกินข้าวกันจริง ๆ "นักศึกษาต่างชาติมักจะบ่นว่า
เวลาที่เราพูดว่า 'HI, HOW ARE YOU ?' นั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย พูดไปอย่างนั้นเอง
โดยไม่แม้แต่จะรอคำตอบ ความจริงแล้ว 'HOW ARE YOU?' ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นการทักทายก็เลยทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความรู้สึกว่า
อีกฝ่ายหนึ่งเป็นพวกคบหาคนอย่างฉาบฉวย ผิวเผิน"
นักสังเกตการณ์ชาวอเมริกันหลายคนคาดว่าเมื่อเศรษฐกิจเอเซียเฟื่องฟูกว่านี้
นักศึกษาเอเซียก็จะเลิกมาเรียนหนังสือที่สหรัฐฯ แต่จะเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศของตัวเอง
แต่นักศึกษาเอเซียเองกลับมองว่า ถ้าจะทำธุรกิจก็ต้องเรียนวิชาบริหารธุรกิจ
ซึ่งเป็นวิชายอดนิยมในหมู่นักศึกษาต่างชาติและสถานศึกษาที่ดีที่สุดก็ต้องเป็นป้อมปราการของโลกทุนนิยมอย่างสหรัฐฯ
นอกจากนั้นยังมีเรื่องของภาษาอังกฤษซึ่งกลายเป็นภาษาสากลในโลกธุรกิจไปแล้ว
"วิธีที่ดีที่สุดในการเรียนภาษาก็คือต้องฝึกฝนการใช้ภาษานั้น ๆ จากของจริงเลย"
แอนดี้ โซลิสตีโอ นักศึกษาปีสองของเบลอยท์ คอลลเลจซึ่งมาจากอินโดนีเซียกล่าว
แม้ว่าจะมีมหาวิทยาลัยหลายแห่งในเอเซียที่ดีเท่า ๆ กับมหาวิทยาลัยในอเมริกา
แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ "ผมได้ยินมาหลายปีแล้วว่า
เมื่อประเทศต่าง ๆ ก็พัฒนาระบบการศึกษาของตนขึ้นมาแล้ว ก็จะไม่ส่งนักศึกษามาที่นี่อีก
แต่ในความเป็นจริง จำนวนนักศึกษาต่างชาติเพิ่มขึ้นทุกปี ผมรู้สึกว่าปริญญาบัตรจากสหรัฐอเมริกายังเป็นสิ่งที่มีตลาดรองรับอีกมาก"
เอพสไตน์กล่าวในที่สุด