|

หุ้นเหล็กร้อนรับเทรนด์ราคาขาขึ้นคาดกำไรเพิ่มหนุนผลประกอบการ
ผู้จัดการรายสัปดาห์(26 กุมภาพันธ์ 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
โบรกเกอร์ประสานเสียงชี้หุ้นกลุ่มเหล็ก มาแรงตามราคาในตลาดโลก เหตุผู้ผลิตรายใหญ่ Nippon Steel ลดกำลังการผลิตทำเหล็กขาด 8 แสนตัน ขณะที่อุปสงค์ยังเติบโตต่อเนื่อง คัดตัวเด่นแนะนำ GSTEEL, TSTH , BSBM ,SSI
ด้วยอุปสงค์และอุปทานที่ขึ้นๆลงๆไม่มีความแน่นอนสอดคล้องกันตลอดช่วงปีที่ผ่านมา จึงทำให้ราคาเหล็กในราคาตลาดโลกมีความผันผวนตามไปด้วย และเป็นที่แน่นอนว่าหากเป็นช่วงขาขึ้นราคาเหล็กมีการปรับเพิ่มก็ย่อมจะต้องส่งผลด้านบวกกับหุ้นกลุ่มเหล็กด้วยเช่นกัน
มยุรี โชวิกรานติ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ นครหลวงไทย กล่าวว่า ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนในช่วงที่ผ่านมาได้ขยับขึ้นประมาณ 10 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็นประมาณ 560 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของราคาเหล็กในตลาดโลก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก Nippon Steel มีการลดกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนสู่ตลาดโลกลงไปราว 8 แสนตัน เนื่องจากมีปัญหาด้านการผลิตในโรงงาน และคาดว่าจะกลับมาผลิตได้อย่างเร็วที่สุดเดือนเมษายน 2550
นอกจากนี้ยังมีอุปสงค์การใช้เหล็กแผ่นในภูมิภาคทั่วโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลางที่มีอุปสงค์ส่วนเกินประมาณ 22 ล้านตัน ประกอบกับการลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตเหล็กทั่วโลกและสภาวะต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเหล็กกลางน้ำและปลายน้ำซึ่งปรับตัวเพิ่ม เป็นปัจจัยหลักที่เกื้อหนุนให้ราคาเหล็กแผ่นมีเสถียรภาพและสามารถทรงตัวอยู่เหนือระดับ 500 เหรียญสหรัฐต่อตัน
"สำหรับทิศทางของราคาเหล็กโลกในปี 2550 ในส่วนของเหล็กที่มีคุณภาพดี (Premium Grade) ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนเหล็กคุณภาพต่ำ (Commodity Grade) จะมีความผันผวนลดลง โดยที่ประเทศจีนซึ่งมีสัดส่วนการผลิตสูงถึง 34% ของกำลังการผลิตทั่วโลก ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของราคาเหล็กโดยรวม คาดว่าการนำเข้าเหล็กเกรดคุณภาพสูงจากประเทศจีนที่ยังมีสม่ำเสมอ เนื่องจากจีนมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอ ประกอบกับกำลังการผลิตที่หายไป 8 แสนตัน จากการหยุดสายการผลิตของ Nippon Steel จะส่งผลให้ราคาเหล็กในระยะสั้นเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น"
โดยคาดกำไรของกลุ่มผู้ผลิตเหล็กในประเทศปี 2550 เพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นผลจาก Margin ของต้นทุนการผลิต และราคาสินแร่เหล็ก มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผลักดันให้ราคาสินค้าสำเร็จรูปปรับขึ้นเช่นกัน ประกอบกับการควบรวมกิจการของผู้ผลิตเหล็กทั่วโลก เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ควบคุมให้ราคาเหล็กปี 2550 มีความผันผวนน้อยลง ทำให้ผู้ผลิตเหล็กสามารถบริหารส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุนขาย (Spread) ได้ดีขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้กำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานปกติของหุ้นกลุ่มเหล็กที่ บล.นครหลวงไทย คาดการณ์ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 2,136 ล้านบาท ในปี 2549 เป็น 3,722 ล้านบาท ในปี 2550
สำหรับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนซึ่งประกอบธุรกิจเหล็ก ประวาส สันตวะกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ. สามชัย สตีล อินดัสทรี (SAM) กล่าวว่าการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ถือว่าโตไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิมที่ 30% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีการชะลอตัว การลงทุนของต่างชาติหดตัวลง รวมไปถึงความไม่สงบทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในปี 2550 ภาวะต่างๆ จะคลี่คลายขึ้น และบริษัทได้ตั้งเป้าอัตราการเติบโต 20% โดยจะเพิ่มในส่วนของการส่งออกไปยังต่างประเทศ อาทิ ประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไม่มีปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ยังจะเพิ่มในส่วนของงานภาครัฐ 30% จากเดิมมีสัดส่วนไม่ถึง 10% นอกจากนั้นยังมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มในเครื่องจักร อเมริกัน ปิโตเลียม อินฟิดิ้ว (API) ซึ่งเป็นเครื่องจักรผลิตท่อส่งก๊าซหรือน้ำมัน จากเดิมที่บริษัทผลิตเฉพาะ ERW โดยขณะนี้อยู่ระหว่างปรึกษาผู้เชียวชาญคาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตได้ในปลายปี 2550 คาดว่าจะใช้งบประมาณในการลงทุน 250-300 ล้านบาท
ขณะที่ บมจ. จีสตีล (GSTEEL) ได้วางแผนการดำเนินงานในปี 2550 ว่าจะตั้งเป้าอัตรากำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.15-1.20 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มีอัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ 1 ล้านตัน นอกจากนี้บริษัทกำลังดำเนินการในส่วนต่อขยายเพิ่ม โดยในเบื้องต้นนั้นบริษัทคาดว่า ส่วนต่อขยายจะแล้วเสร็จประมาณกลางปี 2551 ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการส่งออก เพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% จากเดิมที่มีสัดส่วนการส่งออกไม่ถึง10% ส่วนเรื่องการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ บมจ. นครไทยสตริปมิล (NSM) ขณะนี้ยังเหลือเพียงแค่ขั้นตอนของการแปลงหนี้เป็นทุนที่ยังมีจำนวนที่จะแปลงอยู่อีก 10% กว่าจะแปลงจำนวนหุ้นจำนวนที่เหลือคงจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี เนื่องจากเป็นไปตามข้อกำหนดของแผนฟื้นฟูกิจการ
ด้าน ชูศักดิ์ ยงวงศ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ. เอเซีย เมทัล(AMC) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในงวดสิ้นปี 2549 มีกำไรสุทธิ 172.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 91.63 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 113.74 %เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากรายได้จากการขายและการให้บริการเพิ่มขึ้น โดยเป็นรายได้จากศูนย์บริการเหล็ก รายได้จากการจำหน่ายเหล็กรูปพรรณ ขณะที่ต้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งกำไรสุทธิที่กระโดดมาจากการจัดการและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพทำให้สามารถประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น และปีที่ผ่านมาราคาเหล็กปรับเพิ่ม ทำให้กำไรขั้นต้นสูงตาม นอกจากนี้ จากการที่บริษัทมีเครื่องจักรใหม่ จะทำให้สามารถผลิตสินค้าเหล็กที่หลากหลายมากขึ้น เนื่องจากเครื่องจักรทันสมัย ดังนั้น แผนงานของบริษัทจึงมุ่งไปที่การผลิตเหล็กมูลค่าเพิ่มและมากชนิด เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในทุกอุตสาหกรรม เป็นการลดความเสี่ยงของ เพราะทำให้บริษัทมีช่องทางรายได้จากลูกค้าที่หลากหลาย
การขยายโรงงานไปในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งถือว่าเป็นทำเลที่ดี เพราะในพื้นที่นี้มีโรงงานอุตสาหกรรมมากมายและการก่อสร้างโรงงานก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็น เพื่อจุดยุทธศาสตร์ทาง LOGISTICS เนื่องจากอยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ และยังง่ายต่อการส่งออกในอนาคตด้วย เพราะบริษัทตั้งเป้าที่จะเพิ่มการส่งออกอีก จากปีก่อนหน้าที่ส่งออกเพียง 2% ส่วนปี 49 ส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 7% แล้ว
ในมุมมองของโบรกเกอร์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ราคาเหล็กรีดร้อนในตลาด CIS ปรับขึ้นมาจากสิ้นปี 2549 แล้ว 15 เหรียญสหรัฐต่อตันเป็น 520 เหรียญสหรัฐต่อตันขณะที่ราคา Slab ขยับขึ้นน้อยกว่า คือ 5 เหรียญสหรัฐต่อตันเป็น 435 เหรียญสหรัฐต่อตันทำให้คาดการณ์ว่า Metal Spread ของหุ้นกลุ่มเหล็กจะดีในช่วงไตรมาส1ปี2550 โดยได้ให้น้ำหนักการลงทุนของกลุ่มเหล็กเป็น Neutral โดยแนะนำซื้อเก็งกำไร GSTEEL ให้ราคาตามพื้นฐาน 1.12 บาท และแนะนำถือ บมจ. สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ให้ราคาตามพื้นฐาน 1.17 บาท ทั้งนี้มองว่าหุ้นกลุ่มเหล็กจะมีผลประกอบการที่มีเสถียรภาพมากขึ้นในปี 2550 หลังจากที่แกว่งมากในปี 2548-2549 โดยในปี 2548 มีผลขาดทุนอย่างมากจากการตั้งสำรองสำหรับการด้อยค่าของสินค้าคงคลัง และในปี 2549 มีกำไรจากรายการพิเศษจำนวนมากจากการกลับรายการสำรองด้อยค่าฯ กลับมาเป็นรายได้ แต่ปีที่น่าจะมีกำไรจากการดำเนินงานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคาดว่าจะเป็นปี 2551 เพราะเชื่อว่าจะมีคำสั่งซื้อเหล็กและวัสดุก่อสร้างประเภทอื่นเข้ามามากเมื่อ Mega Projects เริ่มก่อสร้างจริง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มเหล็ก บล.นครหลวงไทยประเมินว่า มีสัญญาณซื้อที่ดีในช่วงไตรมาส1/2550 เนื่องจากอยู่ในช่วงประกาศงบผลประกอบการทั้งปี2549 ซึ่งมองว่าทั้งกลุ่มจะเติบโตเพิ่มขึ้น รวมทั้งได้รับผลดีจากอุปทานที่หายไป โดยหุ้นที่ได้รับอานิสงค์จากปัจจัยข้างต้นแนะนำหุ้นของ SSI ประกอบธุรกิจผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน และผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนประเภทปรับผิวและเคลือบน้ำมัน ทั้งนี้จากอุปสงค์การใช้เหล็กในภูมิภาคต่างๆเริ่มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ SSI สามารถส่งเหล็กเกรด Premium ที่มีราคาสูงกว่า 600 เหรียญสหรัฐฯต่อตันได้อย่างสม่ำเสมอ
จากสัดส่วนการส่งออกปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 23% ในปี 2549 เป็น 25% ของปริมาณการขายในปี 2550 ที่ 1.8 ล้านตัน ส่งผลให้รายได้ปี 2550 เพิ่มขึ้น 5% เป็น 37,029 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,253 ล้านบาทเนื่องจากกำลังการผลิตที่ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 2 ล้านตัน และผลของการแข็งค่าของเงินบาท ดังนั้นคงแนะนำซื้อ ราคาเหมาะสม ที่ 1.27 บาท
นอกจากนี้คงแนะนำซื้อหุ้น GSTEEL ราคาเหมาะสมปี2550 ที่ 1.25 บาท โดยมองว่าเป็นหุ้นพื้นฐานที่ดี คาดไตรมาส 4/2549 มีกำไรสุทธิ 358 ล้านบาท และทั้งปี 2549 คาดกำไรสุทธิ 1,376 ล้านบาท จากการเริ่มรับรู้รายได้ค่าบริหารจาก NSM จำนวน 13 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ส่วนปี 2550 คาดว่า GSTEEL จะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 ล้านตัน และกำไรสุทธิ 1,603 ล้านบาท จากอุปสงค์การใช้เหล็กแผ่นรีดร้อนที่คาดจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของธุรกิจยานยนต์และการก่อสร้าง ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะขยับขึ้นอีก 13.6% เนื่องจากราคาขายเหล็กแผ่นรีดร้อนยังทรงตัวที่ 17–18 บาทต่อกิโลกรัม ประกอบกับการประหยัดจากขนาดการผลิตและความสามารถในการปรับราคาขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง
ด้าน กมลชัย พลอินทวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล. ทรีนีตี้ มองว่า สัญญาณเทคนิคหุ้นในกลุ่มเหล็กยังเป็นสัญญาณซื้อ ราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ แนะ”ซื้อ” บมจ.ทาทา สตีล(TSTH) โดยให้แนวรับ 1.16-1.14 บาทแนวต้าน 1.23-1.26 บาท ส่วนGSTEEL ให้แนวรับ 0.96-0.95 แนวต้าน 1.00-1.03 บาท และSSI ให้แนวรับ 1.10-1.08 บาท แนวต้าน 1.17-1.20 บาท
ส่วนภัทรวัลลิ์ หวังมิ่งมาศ นักวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.กสิกรไทย มองว่า สัญญาณการเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มเหล็กถือว่าค่อนข้างดี โดยเฉพาะหุ้น SSI และ บมจ.บางสะพานบาร์มิล (BSBM) ถือว่าปรับตัวค่อนข้างดีสุดในกลุ่มและนักลงทุนสามารถสังเกตการเคลื่อนไหวหุ้นทั้ง 2 ตัวได้หากมีสัญญาณการปรับขึ้นแต่ไม่ผ่านแนวต้านสำคัญได้อาจแกว่งลงแรง สำหรับกลยุทธ์การลงทุนทางเทคนิคระยะสั้นในหุ้น SSI แนะนำถือเพื่อรอจังหวะขายตามแนวต้านเนื่องจากปกติ SSI จะปรับตัวชนแนวต้านและปรับลดลง โดยให้แนวรับแรก 1.04 บาท แนวรับถัดไป 1.00 บาท ส่วนแนวต้านแรก 1.12 บาท และแนวต้านถัดไป 1.17-1.19 บาท ส่วน BSBM ระยะสั้นมีสัญญาณการรีบาวน์ที่ดี ดังนั้นคงแนะนำซื้อเก็งกำไร โดยให้แนวรับแรก 1.17 บาท แนวรับถัดไป 1.12 บาท ส่วนแนวต้านแรก 1.29 บาท และแนวต้านถัดไป 1.32 บาท
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|