|

เจ้าหนี้ชินแซท"ผวาหนี้สูญ"
ผู้จัดการรายวัน(27 กุมภาพันธ์ 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
เจ้าหนี้หวั่นเงินกู้สูญ ทำหนังสือถามชินแซทถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เกรงกระทบธุรกิจ ขณะที่ผู้บริหารชินแซทยืนยันธุรกิจยังเดินต่อไป ส่วนผลประกอบการไตรมาส 4 ขาดทุน 46 ล้านบาท เนื่องจากการตัดจำหน่ายดาวเทียมไทยคม 3 ซึ่งหมดอายุการใช้งาน พร้อมยืนยันเป็นดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ไอซีทีไม่สนใจซื้อกิจการคืน หวั่นเสียค่าโง่ ขอรอผลสอบนอมินี "เสรีพิศุทธ์" ตั้งทีมใหม่สอบกุหลาบแก้ว
นายธนฑิต เจริญจันทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานการเงินและบัญชีบัญชี บริษัท ชินแซทเทลไลท์ กล่าวถึงกระแสการทวงคืนดาวเทียมไทยคมและการซื้อหุ้นคืนจากเทมาเส็กว่า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐ (US Exim Bank) และของรัฐบาลฝรั่งเศส (Coface) กับอีก 8 ธนาคารที่เป็นผู้ให้กู้ในลักษณะซัปพลายเออร์เครดิต ได้ทำหนังสือถามมาทางชินแซทถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะเป็นห่วงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจอาจกระทบถึงความสามารถในการชำระคืนเงินกู้ ซึ่งชินแซทได้ตอบกลับไปว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องการเมืองที่ไม่ส่งผลกระทบในแง่การทำธุรกิจของบริษัท ที่ยังเดินหน้าหาลูกค้าต่อไป ในขณะที่ลูกค้าก็เข้าใจการดำเนินธุรกิจของชินแซทอยู่แล้ว จึงไม่เกิดปัญหาขึ้น
“เรามั่นใจว่าสัญญาสัมปทานของชินแซทถูกต้อง และที่ผ่านมาถึงแม้จะมีการกล่าวพาดพิงเรื่องสัญญาต่างๆ แต่ก็ไม่เคยมีจดหมาย หรือหนังสืออย่างเป็นทางการของหน่วยราชการ แจ้งว่าบริษัททำผิดสัญญาแต่อย่างใด”
ส่วนกรณีที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะมีนโยบายจำกัดไม่ให้ชินแซทยิงดาวเทียมดวงต่อไปเพราะมีต่างชาติถือหุ้นนั้น นายธนฑิตกล่าวว่า ยืนยันว่าชินแซทยังเป็นบริษัทคนไทยแน่นอน เพราะมีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยมากกว่าครึ่ง นอกจากนี้ ต้องดูรายละเอียดในสัญญาสัมปทานว่าระบุไว้ว่าอย่างไร แต่ตามสัญญาแล้วการยิงดาวเทียมแต่ละดวงกระทรวงไอซีทีจะต้องเป็นผู้อนุญาตก่อน ส่วนดาวเทียมไทยคม 6 นั้นยังอยู่ระหว่างการศึกษาเท่านั้น ยังไม่มีการขออนุมัติใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งธุรกิจดาวเทียมสื่อสารในการยิงดาวเทียมแต่ละดวงจำเป็นต้องทำการตลาดหาลูกค้าล่วงหน้าก่อน โดยดาวเทียมแต่ละดวงจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 ปีในการดำเนินการ
“ดาวเทียมไทยคม 6 เรียกว่ายังเป็นวุ้นอยู่ มีแต่การศึกษาของทีมวิศวกรเท่านั้น ยืนยันว่าปีนี้จะไม่เห็นดาวเทียมไทยคม 6 แน่นอน”
สำหรับปัญหาด้านความมั่นคงและการดักฟังที่ถูกโจมตีนั้น ผู้บริหารชินแซทระบุว่าดาวเทียมไทยคมและไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมเชิงพาณิชย์อยู่ในวงโคจรค้างฟ้า ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการทางทหารหรือการจารกรรมข้อมูลต่างๆ ซึ่งหากไม่เชื่อใจบริษัท ก็สามารถสอบถามไปยังบริษัทผู้ผลิตดาวเทียมได้เลยว่าเทคโนโลยีของดาวเทียมไทยคมและไอพีสตาร์ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานด้านไหน
“การเอาดาวเทียมพาณิชย์มาใช้ทางยุทธวิธีทางเทคนิคเป็นไปไม่ได้เลย ไม่เชื่อใจชินแซท ก็ถามไปยังผู้ผลิตได้”
นายปฐมภพ สุวรรณศิริ ผู้อำนวยการสำนักการตลาด ไอพีสตาร์ ชินแซท กล่าวว่า ในส่วนลูกค้าของไอพีสตาร์ส่วนใหญ่ต้องการทราบข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งก็ได้อธิบายไปว่าไม่เกี่ยวกับฝ่ายบริหาร เนื่องจากฝ่ายบริหารยังทำหน้าที่ตามปกติ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นเท่านั้น ไม่มีอะไรผิดปกติ โดยเชื่อมั่นว่าทุกอย่างต้องทำตามสัญญาสัมปทาน ซึ่งหลังจากชี้แจงแล้วลูกค้าก็ไม่ติดใจและยังไม่มีผลกระทบกับลูกค้า โดยยังไม่มีลูกค้ายกเลิกการใช้บริการ แต่สำหรับกลุ่มเจ้าหนี้นั้น ชินแซทไม่สามารถตอบแทนได้ว่าคิดอย่างไร เพราะมีหลายกลุ่มด้วยกัน
สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการของชินแซทในขณะนี้มีอยู่หลายประเทศด้วยกัน โดยภาพรวมในปีนี้ลูกค้าที่จะซื้ออุปกรณ์ปลายทางรายใหญ่เป็นลูกค้าในประเทศจีน และออสเตรเลีย โดยในปีที่แล้วสามารถจำหน่ายอุปกรณ์ดังกล่าวได้ประมาณ 66,000 ชุด คาดว่าในปีนี้จะได้เพิ่มขึ้นอีก 80,000 ชุด ในส่วนของผลประกอบการในปี 2549 นั้นบริษัทมีรายได้จากการขายและบริการจำนวน 6,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.5% จาก 5,589 ล้านบาทในปี 2548 แต่ขาดทุนสุทธิ 46 ล้านบาท ช่วงไตรมาส 4 เนื่องจากการตัดจำหน่ายดาวเทียมไทยคม 3 เพราะหมดอายุการใช้งาน และโอนลูกค้าไปใช้ไทยคม 5 แทน รวมถึงภาษีเงินได้ที่รอตัดบัญชีจำนวน 675 ล้านบาท แต่ถ้าไม่พิจารณาการขาดทุนจากดาวเทียมไทยคม 3 ดังกล่าวบริษัทจะมีกำไรสุทธิ 629 ล้านบาท
**รัฐบาลไม่ซื้อคืนหวั่นเสียค่าโง่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.55 น. นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ถึงความคืบหน้ากรณีทวงคืนดาวเทียมจากประเทศสิงคโปร์ว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่อยากจะพูดอะไร เรื่องการซื้อคืนดาวเทียมไทยคม คงเป็นอย่างที่แถลงซึ่งดูได้ 2 แนวทาง นั่นคือเป็น เงินของรัฐ หรือของเอกชน เพราะเงินของรัฐมีปัญหามาก ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้นโยบายไปแน่ชัดแล้ว ก็คงจะต้องดูในภาคเอกชน ดูในแง่การตรวจสอบเรื่องนอมินีของบริษัทกุหลาบแก้ว
เมื่อถามว่า ได้มีผู้เชี่ยวชาญบอกว่าดาวเทียมนอกรีต จำเป็นต้องซื้อคืนมาทำไม และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องตามกระแสเรียกร้อง นายสิทธิชัย กล่าวว่า ตนก็ไม่ได้ตามกระแส แต่เป็นการให้ทางเลือกซึ่งตอนที่ได้เสนอเมื่ออาทิตย์ที่แล้วอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ตอนนี้การพิจารณาซื้อก็ต้องพิจารณาว่าทางบริษัทมีหนี้เยอะมาก การจัดการดำเนินการไม่ดีอาจขาดทุนมหาศาล หรืออาจต้องเสียค่าโง่ถึง 2 ครั้ง ฉะนั้นก็ไม่ได้ตามกระแสเท่าไหร่ ถือว่าเป็นเรื่องข่าว
นายสิทธิชัย กล่าวว่า เรื่องการตรวจสอบนอมินีคงดำเนินการตามหน้าที่ของดีเอสไอและตำรวจ เมื่อผลตรวจสอบออกมาว่าเป็นนอมินีจริงก็ต้องมาดำเนินการว่าผิดพลาดในพระราชบัญญัติฉบับไหน และคงต้องดูเรื่องสัมปทาน หากผิดพลาดตามพระราชบัญญัติก็ประกอบกิจการไม่ได้ ส่วนเรื่องการซื้อ ก็มองว่าเอกชนที่มีความสามารถในการบริหารดาวเทียมก็ให้ความสนใจกันอยู่ก็คงต้องปล่อยเป็นอิสระ
นายสิทธิชัย กล่าวต่อว่า รัฐบาลคงไม่เข้าไปยุ่งเรื่องซื้อ เพราะเท่าที่ตรวจสอบพบมีหนี้อยู่มาก ถ้ารัฐบาลเข้าไปจัดการดำเนินการ ถ้าขายไม่เก่งหรือลูกค้าถูกดึงไปใช้ดาวเทียมดวงอื่นก็อาจขาดทุนได้ หากมีเอกชนที่มีความสามารถบริหารจัดการที่ดี น่าจะดำเนินการได้ ก็คงจะคุ้มค่า
เมื่อถามว่า สามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า ปัจจุบันนี้รัฐไม่สนใจจะซื้อดาวเทียมจากประเทศสิงคโปร์คืน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที กล่าวว่า พูดเด็ดขาดอย่างนั้นคงไม่ได้ แต่โอกาสน้อยมาก และถามว่า การทำแบบสำรวจความเห็นนั้น คงประมาณ 4-6 สัปดาห์คงจะต้องเสนอความเห็นไปอีกครั้งและคงสำรวจทั่วประเทศประมาณ 3-4 หมื่นคน เพื่อเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าเปอร์เซ็นต์เป็นอย่างไร และนำมาแสดงให้ดูว่าแต่ละกลุ่มมีใครเป็นตัวแทนบ้าง เพื่อแสดงถึงการขอความเห็นนั้นเป็นไปอย่างรอบคอบและตามหลักวิชาการ
**ตร.-ดีเอสไอหารือเรื่องกุหลาบแก้ว
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วยผบ.ตร.เดินทางเข้าพบ นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อหารือกรณีบริษัทกุหลาบแก้ว ว่าจะโอนเป็นคดีพิเศษหรือไม่ โดยหารือประมาณ 30 นาที
นายสุนัย เปิดเผยว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการ ผบ.ตร.ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.จงรัก มาประสานทำความเข้าใจว่า ดีเอสไอจะรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษหรือไม่ ซึ่งตนเรียนไปว่า นายกรัฐมนตรีกำชับกับ รมว.ยุติธรรม โดยจะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามารับผิดชอบในเรื่องนี้ และปลัดยุติธรรมได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับกรณีบริษัทกุหลาบแก้ว ว่าเป็นนอมินีหรือไม่ ถ้าเป็นแล้วจะมีผลประการใด ก็ต้องประสานกับ รมว.ไอซีที เพราะฉะนั้นในส่วนของดีเอสไอ จะเตรียมการไปพรางๆ ก่อน พร้อมทั้งศึกษาเรื่อง พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจบุคคลต่างด้าว และ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจโทรคมนาคม เพื่อว่าอาจจะมีปัญหาที่จำเป็นต้องปรึกษาหารือกัน นอกจากนี้จะต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินด้วยว่า บริษัท กุหลาบแก้ว นำเงินจากที่ใดมาซื้อหุ้น
“ช่วงนี้ดีเอสไอยังไม่ได้แจ้งอย่างเป็นทางการ ว่าคณะกรรมการคดีพิเศษท่านใดจะขอให้รับคดีนี้มาเป็นคดีพิเศษ ต้องรอดูถ้ามีผู้ใดขอให้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษแล้ว ก็คงจะนำเข้าที่ประชุมในวันที่ 23 มี.ค.นี้ ระหว่างนี้ถือว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเป็นผู้ที่รับผิดชอบอยู่ ทาง สตช. ก็คงต้องจะดำเนินการไปตามที่เห็นว่าเหมาะสม”
ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่ได้ศึกษาข้อมูลเห็นว่าจำเป็นต้องใช้กฎหมายคดีพิเศษเข้าไปดำเนินหรือไม่ นายสุนัย กล่าวว่า เรื่องนี้มีความซับซ้อนพอสมควร และกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ขนาดปลัดยุติธรรมยังต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษา
**"จรัญ"เชิญ"เสรีพิศุทธ์"พบวันนี้
นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตนได้นัดคุยกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เป็นการภายในวันนี้ (27 ก.พ.) เพื่อหาแนวทางในการทำงานร่วมกัน เมื่อถามว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติคงไม่อยากให้โอนคดีดังกล่าวมาดีเอสไอจึงส่งตัวแทนมาเจรจา นายจรัญ กล่าวว่า ถ้ามีเหตุผลสมควรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำแล้วเกิดผลดีต่อบ้านเมือง ก็ไม่น่ามีปัญหา ต้องมองว่าประโยชน์ของส่วนรวมอยู่ตรงไหน ส่วนการประสานระหว่างตนและทีมงานที่ปรึกษากฎหมายกับกระทรวงไอซีที ยังไม่ได้นัดหมายการกระชุมกัน แต่เชื่อว่าคงในเร็วๆนี้ และยังไม่ได้กำหนดกรอบการทำงานหรือประเด็นในการประชุมนัดแรก
**ตั้งทีมใหม่สอบ"กุหลาบแก้ว"
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการ ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีกุหลาบแก้วว่า เพิ่งมารับผิดชอบคดีนี้ซึ่งถือว่าเป็นคดีสำคัญ โดยได้เรียกพนักงานสอบสวนมาตรวจสอบรายละเอียดของคดีแล้วก็พบว่า มีปัญหาในเรื่องการบริหาร โดยได้เรียกคณะทำงานทั้งหมดเข้ามาพบว่าเดิมตั้งให้ พล.ต.ต.วิเชียร สิงห์ปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน แม้จะมีความเชี่ยวชาญเรื่องการทำคดี การสืบสวนสอบสวน แต่มีปัญหาเรื่องสุขภาพต้องผ่าตัดตามาแล้ว 2 ครั้ง แล้วจะให้มานั่งอ่านสำนวนจำนวนมากได้อย่างไร เห็นได้ว่าแค่การตั้งหัวหน้าก็ผิดแล้ว นอกจากนี้ ยังมีรองหัวหน้าพนักงานคณะพนักงานสอบสวนเป็นผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีคนเดิม (พล.ต.ต.รุจิรัตน์ หลุ่มบุญเรือง) ซึ่งเคยทำคดีลำไยกับตน ก็เห็นอยู่ว่าทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
“ส่วนพนักงานสอบสวนคนอื่นๆ ถามดูก็พบว่ามีคดีอื่นต้องรับผิดชอบอยู่ 20-30 คดี ตนเองก็ได้มีการปรับเปลี่ยนใหม่ ให้ พล.ต.ท.พิจาร จิตติรัตน์ ที่ปรึกษา (สบ.9) เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน โดยมีเพิ่มรองหัวหน้าพนักงานงานสอบสวน 2 คน หนึ่งในนั้น พล.ต.ต.จุติ ธรรมมโนวานิช ผบก.กองสนับสนุน กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน รักษาการรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งจบเนติบัณฑิต มาทำคดี และให้ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ผบก.ปทศ.ที่เพิ่งตั้งใหม่เป็นพนักงานสอบสวน ส่วนของพนักงานสอบสวนคนอื่นๆ ก็ยังเป็นชุดเดิม แต่ได้สั่งการไปแล้วว่างานอื่นที่ไม่ใช่งานนโยบายให้มอบให้คนอื่นทำไป ซึ่งจะทำให้คดีมีความรวดเร็วขึ้น”
กรณีที่ กรมพัฒนาธุรกิจ ชี้มูลว่า บริษัท กุหลาบแก้วเป็นนอมินี นั้น รักษาการ ผบ.ตร. กล่าวว่า ก็เป็นคนละเรื่องกัน ตำรวจก็ทำสำนวนไป อะไรที่อยู่นอกสำนวนก็ไม่เอาเข้ามาในสำนวน.
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|