ปตท.สผ.กำไรกว่า 2.8 หมื่นล.


ผู้จัดการรายวัน(1 กุมภาพันธ์ 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

ปตท.สผ. กำไรสุทธิกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18% รายได้รวมกว่า 9 หมื่นล้านบาท หลังอัตราการค้นพบปิโตรเลียมสูงขึ้น พร้อมอนุมัติจ่ายเงินปันผลเพิ่มอีกหุ้นละ 1.50 บาท ด้านนักวิเคราะห์แนะทยอยซื้อสะสมลงทุนระยะยาว เนื่องจากธุรกิจปิโตรเลียมยังมีแนวโน้มเติบโตสูง และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปรับตัวดี

นายมารุต มฤคทัต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP กล่าวถึง ผลการดำเนินงานประจำปี 2549 สิ้นสุด ณ 31 ธันวาคม 2549 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 28,047.27 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 8.55 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 23,734.69 ล้านบาท และกำไรสุทธิต่อหุ้น 7.26 บาท หรือกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 4,312.58 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการขยายตัว 18.17%

ทั้งนี้ บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 91,723 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22,140 ล้านบาท หรือ 32% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 69,583 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวม 40,937 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,083 ล้านบาท หรือ 47% จากปีก่อนที่มีค่าใช้จ่ายรวม 27,854 ล้านบาท

ด้านฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 บริษัทมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 157,813 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 69,288 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 88,524 ล้านบาท โดยปริมาณสำรองพิสูจน์แล้ว (Proved Reserve) รวมทุกโครงการ ประกอบด้วย ปริมาณน้ำมันดิบและคอนเดนเสทประมาณ 156 ล้านบาร์เรล และเป็นก๊าซธรรมชาติประมาณ 5,001 พันล้านลูกบาศก์ฟุต หรือรวมทั้งหมดประมาณ 923 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ

นายมารุต กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยวันละ 169,348 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เฉลี่ยวันละ 179,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เนื่องมาจากยอดขายที่ลดลงของโครงการนางนวลจากปัญหาทางเทคนิคของหลุมผลิตและการเลื่อนการผลิตของโครงการโอมาน 44

อย่างไรก็ตาม บริษัทค่อนข้างจะประสบผลสำเร็จจากการเจาะหลุมสำรวจและประเมินผลโดยมีอัตราส่วนของการค้นพบปิโตรเลียม 18 หลุมต่อจำนวนหลุมสำรวจและหลุมประเมินผล 26 หลุม ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานของการค้นพบปิโตรเลียมในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่จะอยู่ประมาณการค้นพบปิโตรเลียม 1 หลุมต่อการขุดเจาะหลุมสำรวจและหลุมประเมินผล 6 หลุม

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2549 นั้น ปตท.สผ. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 6,118 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 1.86 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 6,817 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 2.08 บาท ลดลง 699 ล้านบาท หรือ 10% โดยมีรายได้รวม 21,449 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 344 ล้านบาท หรือ 2% ค่าใช้จ่ายรวม 9,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 297 ล้านบาท หรือ 3%

นายมารุต กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น คณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้เสนอจ่ายเงินปันผลประจำปี 2549 จากเงินได้ปิโตรเลียมให้แก่ผู้ถือหุ้นที่อัตราหุ้น 3.21 บาทต่อหุ้น แต่บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 1.71 บาท ทำให้คงเหลือเงินปันผลต้องจ่ายเพิ่มอีกหุ้นละ 1.50 บาท กำหนดจ่ายในวันที่ 11 เมษายน 2550

ทั้งนี้ บริษัทกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการเข้าร่วมประชุมสามัญประจำปี 2549 และรับเงินปันผล เวลา 12.00 น. ของวันที่ 7 มีนาคม 2550 และกำหนดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 มีนาคม 2550 โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญคือ การพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผล และการออกหุ้นกู้ในวงเงินไม่เกิน 50,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการจัดหาเงินทุนสำหรับใช้ในการลงทุน และเงินทุนหมุนเวียนทั่วไป

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังได้นำเสนอให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการทำสัญญาเช่าพื้นที่สำนักงานระยะยาวกับบริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) เพื่อใช้เป็นอาคารสำนักงานของ ปตท.สผ. โดยมีกำหนดอายุสัญญา 30 ปี (2552-2582) วงเงินค่าเช่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท ซึ่ง ปตท.สผ. และ EnCo มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ร่วมกัน ได้แก่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และมีกรรมการบางคนร่วมกัน

ด้านนายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก จำกัด ให้ความเห็นว่า กำไรสุทธิของ PTTEP ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ระดับ 3 หมื่นล้านบาท แม้ว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2548 ที่กำไรสุทธิ 2.3 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ แนวโน้มธุรกิจภายในปี 2550 เชื่อว่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยบวกจากการที่บริษัทประสบความสำเร็จจากการเจาะแหล่งหลุมสำรวจใหม่ที่มีอัตราการค้นพบมากขึ้น บวกกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มในทิศทางที่ดีขึ้น รวมทั้งประกอบกับราคาน้ำมันและก๊าซยังมีราคาสูง ซึ่งล้วนแต่เป็นผลดีต่อการดำเนินงานของบริษัท

"เราแนะนำให้นักลงทุนระยะยาวทยอยซื้อสะสม เนื่องจากราคาหุ้นในระยะยาวมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลก และอัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ในระดับสูง แม้ว่าในระยะสั้นจะถูกกระทบจากเศรษฐกิจภายในประเทศบ้าง โดยประเมินราคาเหมาะสมที่ 126 บาท" นายวรุตม์กล่าว

นายสิทธิเดช ประเสริฐรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล. ซีมีโก้ กล่าวว่า ราคาหุ้นบนกระดานหลักทรัพย์ได้เริ่มปรับตัวรับข่าวผลประกอบการบ้างแล้ว ซึ่งเป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ไว้ ทำให้ราคาหุ้นเริ่มทรงตัว ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังคงเป็นเรื่องของราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ยังคงผันผวน หากปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่ระดับ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล จะส่งผลกระทบกับผลการดำเนินงานได้

อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันเพิ่มสูงกว่าระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล อาจจะมีการปรับประมาณการรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมประมาณการรายได้ ปี 2550 ไว้ที่ 8.2 หมื่นล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 1.5 แสนล้านบาทในปี 2551 เนื่องจากมีการสำรวจพบแหล่งหลุมสำรวจใหม่ รวมทั้งมีรายได้จากการขายก๊าซมากขึ้น ดังนั้นจึงแนะนำให้ทยอยซื้อ เนื่องจากการเติบโตของของเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.