|

จับตาก้าวจังหวะ "ซัมซุง"ขอกลับคืนยักษ์มือถือไทย
ผู้จัดการรายสัปดาห์(29 มกราคม 2550)
กลับสู่หน้าหลัก
จับตาการขับเคลื่อนครั้งใหม่ของมือถือ "ซัมซุง" หลังปรับตัวครั้งใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมา ขอกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในตลาดมือถือไทยปี 2550 ด้วยการปรับกลยุทธ์ทั้งเชื่องโปรดักส์ที่เพิ่มความหลากหลายในแต่ละแซกเมนต์ ช่องทางการจัดจำหน่าย "ซิงเกิล แบรนด์" ครั้งแรก พร้อมขยายชอปที่จะตอกย้ำผลิตภัณฑ์ซัมซุงให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น
นับตั้งแต่ช่วงปี 2549 ซัมซุง โมบาย ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างการบริหารงานภายใน จนได้คนที่เข้ามากุมบังเหียนเป็นแม่ทัพมือถือช่วงปลายปที่ผ่านมา ด้วยการดึง กิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์ จากบริษัท เจมาร์ท จำกัด(มหาชน) เข้ามาดูแลธุรกิจซัมซุง โมบาย ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจโทรคมนาคม
และหลังจากที่มีการเปิดตัวกิตติพงศ์ เขาผู้นี้ได้เข้ามาปรับเปลี่ยนนโยบายทางด้านการตลาดให้กับมือถือซัมซุงใหม่ ซึ่งได้เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 2549 โดยที่เห็นเด่นชัดมากที่สุดคือการเปลี่ยนตัวโทรศัพท์มือถือหลายๆ รุ่นพร้อมกันในครั้งเดียว นัยว่าจะประกาศให้คู่แข่งขันในตลาดได้รับรู้ถึงการกลับมารุกตลาดอีกครั้งของซัมซุง โมบาย
กิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์ ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ไทย ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัดกล่าวยอมรับว่า ในปีที่ผ่านมา ไทย ซัมซุงมีการปรับโครงสร้างองค์กรในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของช่องทางจัดจำหน่าย เรื่องของผลิตภัณฑ์ ฯลฯ เรื่องราวดังกล่าวได้จัดการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้เชื่อมั่นว่า ในปีนี้ซัมซุงมีความพร้อมที่จะบุกตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างเต็มที่
"ปีนี้ เราตั้งเป้าหมายทางการตลาดที่จะขยับส่วนแบ่งทางการตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบจีเอสเอ็มให้ได้ถึง 20% จากที่ปีที่แล้วมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ประมาณ 10%"
ด้วยเป้าหมายที่ดูดุดันในปีนี้ของซัมซุง โมบายที่กิตติพงศ์ตั้งเป้าหมายเอาไว้นั้น ปัจจัยที่จะช่วยหนุนให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวนั้น ทางกิตตพงศ์บอกว่า ด้วยความมั่นใจในตัวผลิตภัณฑ์ที่ปีนี้จะมีการเปิดตัวซัมซุงในทุกเซกเมนต์ของตลาดเพิ่มขึ้น
"ในเวลา 6 เดือนนี้ ซัมซุงจะทำตลาดไม่น้อยกว่า 20 รุ่นโดยเชื่อมั่นว่าตลาดไทย ยังเป็นตลาดที่ยังสามารถเติบโตได้อีกเมื่อเทียบจากสัดส่วนจำนวนผู้ใช้มือถือที่มีอยู่เพียงกว่า 30 ล้านคนจากประชากรที่มีอยู่ 63 ล้านคนประกอบกับในปัจจุบันผู้ใช้บางรายมีโทรศัพท์ใช้งานมากกว่า 1 เครื่อง"
นอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในทุกเซกเมนต์แล้ว กิตติพงศ์ยังมองเรื่องของกลยุทธ์ซิงเกิล แบรนด์ ดิสทริบิวเตอร์ที่เป็นแนวคิดทางด้านช่องทางจัดจำหน่ายของซัมซุงที่ใช้ทั่วโลกจะเป็นปัจจัยที่มีส่วนผลักดันให้ซัมซุงมีส่วนแบ่งทางการตลาดดังกล่าว โดยได้ให้บริษัท แซม คอร์ปอเรชั่น จำกัดเป็นดิสทริบิวเตอร์รายใหม่ที่ดูแลในช่องทางจัดจำหน่ายดังกล่าว ซึ่งเป็นที่มีบริษัท ทีดับบลิวแซด คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทแบ็กอัพให้
กิตติพงศ์กล่าวว่า ซัมซุงและแซม คอร์ปอเรชั่น จะร่วมมือกันในการทำการตลาดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมการตลาด ทั้งส่งเสริมการขายและติดต่อกับดีลเลอร์ ผู้จำหน่ายปลีกหรือรีเทลเลอร์รวมไปถึงการจัดหน้าร้านเพื่อแนะนำสินค้าซัมซุงกับดีลเลอร์ต่างๆ โดยตั้งเป้าหมายยอดขายร่วมกันว่าจะทำยอดจำหน่ายให้ได้ถึง 1.6 ล้านเครื่องในปีนี้
"เดือนหน้าซัมซุงจะเปิดชอปของกลุ่มไอทีและมือถือโดยเฉพาะภายใต้ชื่อ ซัมซุง พลาซ่าที่เอสพลานาด ถนนรัชดาเป็นสาขาแรกก่อนขยายให้ครบ 10 แห่ง ภายในปีนี้"
กิตติพงศ์ยังคาดการณ์ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปี 2550 นี้ว่า จะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% หรือคิดเป็นประมาณ 8 ล้านเครื่อง แบ่งเป็นตลาดของโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องใหม่ประมาณ 4 ล้านเครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ทดแทนประมาณ 4 ล้านเครื่อง ขณะที่ในปี 2549 ตลาดดังกล่าวมีอัตราการเติบโต 15% หรือประมาณ 7.8 ล้านเครื่อง
ถึงแม้ปีนี้ ซังซุงจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในทุกเซกเมนต์มากขึ้น กิตติพงศ์ยังบอกว่า ซัมซุงจะไม่ทิ้งความเป็นพรีเมียมแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้วิธีการโฆษณาตอกย้ำความเป็นพรีเมียมแบรนด์ในเครื่องระดับไฮเอนด์ ขณะที่เครื่องระดับล่างจะเน้นเรื่องของกิจกรรมการทางตลาดแบบอื่นแทน
"ปีนี้ซัมซุง โมบายจะใช้งบประมาณในการทำตลาดทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดทั้งปีรวม 300 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 25% จากงบในปีที่ผ่านมา"
นอกจากนี้ กิตติพงศ์ยังบอกอีกว่า โทรศัทพ์มือถือทุกรุ่นของซัมซุงจะยังคงเน้นลักษณะเด่น 3 ประการหลัก การเป็นโทรศัพท์มือถือระดับพรีเมียมที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่มีการออกแบบดีไซน์ที่สวยหรู ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ นักธุรกิจ ผู้หญิงทำงาน แม่บ้านจนถึงกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่
ล่าสุดซัมซุงได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือจำนวน 3 รุ่น คือ อี890 แซด560 และพี310 ซึ่งเป็นกลุ่มโทรศัพท์เคลื่อนที่รองรับเทคโนโลยี 3จี เน้นกลุ่มเป้าหมายผู้บริหาร นักธุรกิจรุ่นใหม่ รองรับการนำไปใช้งานในชีวิตประจำวันพวกชื่นชอบเทคโนโลยี และ การดีไซน์ โดย อี890 เป็นโทรศัพท์มือถือทัชสกรีนรุ่นล่าสุดในดีไซน์ล้ำสมัยโดดเด่นด้วยระบบหน้าจอแบบสัมผัสและฟังก์ชั่นสั่งงานด้วยการเขียน ให้ผู้ใช้สามารถเลือกคำสั่งต่างๆ หรือโทรออกได้ด้วยการใช้นิ้วสัมผัสหรือปากกา สามารถเขียนได้ถึง 3 ภาษา คือ อังกฤษ จีน และไทย
ส่วนแซด560 พร้อมกับเทคโนโลยี HSDPA - High Speed Downlink Packet Access รับส่งข้อมูลที่มีความเร็วสูงกว่า GPRS 40 เท่าบนเทคโนโลยี 3.5จีเพื่อตอบสนองไลฟสไตล์การรับส่งข้อมูล การเข้าใช้อีเมลและรุ่น P310 โทรศัพท์แบบการ์ดโฟนสุดยอดของความบางเฉียบ สมาร์ท และดีไซน์หรู เป็นเอกลักษณ์ ด้วยรูปทรงแบนบางขนาดเท่ากับเครดิตการ์ด
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|