โรสฯขยายธุรกิจสร้างแกร่งผุดคิดส์เธียเตอร์พร้อมลุยทีวี


ผู้จัดการรายวัน(22 มกราคม 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

โรส มีเดีย แอนด์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ เผยแผนรุกตลาดปี 2550 หลังรีแบรนด์บริษัทใหม่ ย้ำเน้นผลกำไรมากกว่ารายได้ เดินหน้าผุดโครงการใหม่เพียบ ประเดิมลุยธุรกิจทีวี คว้าเวลาช่อง 5 เล็งทำทีวีดาวเทียม พร้อมทำคิดส์เธียเตอร์ มั่นใจปีนี้โตสองหลัก พร้อมปรับสัดส่วนรายได้ จากวีซีดี ดีวีดี เหลือ 50% เพื่อเปิดทางธุรกิจใหม่

นายจิรัฐ บวรวัฒนะ รองประธานกรรมการ บริษัท โรส มีเดีย แอนด์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เปิดเผยกับ "ผู้จัดการรายวัน" ว่า ในปีนี้บริษัทฯ มีแผนที่จะรุกทำตลาดเต็มที่ หลังจากที่ปีที่แล้วได้มีการปรับเปลี่ยนโลโก้และปรับแนวทางการดำเนินงานใหม่ และได้เริ่มทยอยทำมาบ้างแล้ว แต่จะมีภาพที่ชัดเจนในปีนี้ พร้อมกับยังมีโครงการลงทุนใหม่ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับองค์กรด้วย อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทฯ จะเน้นธุรกิจที่ทำกำไรได้มาก ดีกว่าที่จะไปเน้นธุรกิจที่ทำรายได้มากแต่กำไรน้อย

ปีที่แล้วธุรกิจของทั้งเครือโรสฯ มีกำไรประมาณ 100 กว่าล้านบาท แม้ว่ารายได้จะไม่ได้มากเหมือนกับบริษัทมีเดียบางราย แต่ถือว่าผลประกอบการกำไรอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ดีกว่าบริษัทบางรายที่มีรายได้มากจริงแต่กำไรเล็กน้อยหรือขาดทุนด้วยซ้ำไป

ทั้งนี้โครงการใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นในปีนี้ คือ การขยายบทบาทสู่การเป็นผู้เช่าเวลาเพื่อจัดรายการทางทีวี โดยบริษัทฯ ได้เวลาจากทางช่อง 5 ช่วงเวลา 07.30-08.00 น. ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยทำเป็นรายการ "แก๊งค์การ์ตูน" เพื่อนำเอาการ์ตูนมาฉายในโทรทัศน์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการนำเอาคาแรคเตอร์ ปาร์แมน และขบวนการจัสไรเดอร์มาฉายก่อน ซึ่งมีสินค้าเป็นสปอนเซอร์ประมาณ 5 รายเช่น บริษัท ศรีนานาพร มาร์เกตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เบนโตะ รวมทั้งยังมีบริษัทที่ทำผลิตภัณฑ์นมด้วย เป็นต้น

อีกโครงการหนึ่งที่คาดว่าจะเห็นได้ภายในกลางปีนี้หรืออย่างน้อยในปีนี้ คือ โครงการเปิดโรงหนังสำหรับเด็ก ซึ่งบริษัทฯ ไม่ได้ลงทุนสร้างโรงหนังเอง แต่อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการโรงหนังรายใหญ่หลายราย เพื่อที่จะร่วมกันปรับโรงหนังบางโรงให้มาเป็นโรงหนังเด็ก ซึ่งทุกค่ายก็ให้ความสนใจ โดยคาดว่าจะเริ่มก่อนประมาณ 1โรง ซึ่งหากประสบความสำเร็จอาจจะมีสาขาละ 1โรงก็ได้ โดยจะฉายหนังเกี่ยวกับเด็กไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนหรือหนังเด็กทั่วไป และนอกจากฉายหนังแล้วจะยังใช้เป็นสถานที่ในการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับเด็กด้วย โดยบริษัทฯ จะเป็นผู้ป้อนโปรแกรมหนังให้ตลอด

"การที่บริษัทฯ เริ่มต้นธุรกิจทางทีวีเกี่ยวกับรายการบันเทิงพวกการ์ตูน ก็เนื่องจากเรามีฐานตรงนี้อยู่แล้ว มีลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนจำนวนมาก เช่น โซนิคเอ็กซ์ ปาร์แมน นารูโตะ เคียวโรโร่ เรนเจอร์ โดราเมอน เป็นต้น จึงพัฒนาต่อยอดตรงนี้ขึ้นมา จากเดิมที่มีแค่ ดีวีดี วีซีดี เป็นต้น"

อย่างไรก็ตามรูปแบบการดำเนินรายการทางโทรทัศน์นั้น บริษัทฯ จะไม่ใช่แค่การนำการ์ตูนมาลงจอเท่านั้น แต่จะใช้กลยุทธ์การตลาดผสมผสานครบวงจร ร่วมกับทางสปอนเซอร์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มไม่ใช่แค่การโฆษณาเท่านั้น แต่จะมีการจัดกิจกรรม โรดโชว์ และการตลาดต่างๆ อย่างต่อเนื่องและเกี่ยวข้องกัน เพื่อสร้างศักยภาพให้กับสินค้าและสปอนเซอร์ได้ด้วย

นายจิรัฐ ให้ความเห็นด้วยว่า ในยุคนี้การจะหาสปอนเซอร์เพื่อให้เขาเข้ามาสนับสนุนด้วยการจ่ายเงินและออกโฆษณาให้เห็นเท่านั้นคงจะลำบากแล้ว ยุคนี้น่าจะต้องมีอะไรที่ใหม่กว่านั้นและมากกว่านั้น เพราะงบโฆษณาปีนี้ของแต่ละบริษัทก็คงจะลดลงเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ อีกทั้งการแย่งงบโฆษณาของแต่ละสื่อแต่ละผู้ประกอบการก็รุนแรงด้วย ซึ่งถ้าหากมีกลยุทธ์อะไรที่ใหม่และแหวกแนว ก็น่าจะเป็นตัวดึงดูดได้เป็นอย่างดี ซึ่งเท่าที่ได้มีการพูดคุยกับเจ้าของสินค้า ลูกค้าต้องการโฆษณา ต้องการกิจกรรม คือ เราต้องเสนอเป็นแพกเกจทั้งมีเดียและอีเวนต์ด้วย

นอกจากนั้นยังมีโครงการที่จะทำทีวีดาวเทียมอีกด้วย ซึ่งขณะนี้บริษัทฯ มีความพร้อมแล้ว เพียงแต่ว่าอยู่ระหว่างการเจรจาหาสัญญาณดาวเทียมเพื่อจะทำการเช่าเท่านั้น

สำหรับธุรกิจจัดจำหน่ายหนัง เพื่อนำหนังเข้าโรงหนังนั้น ก็ยังเดินหน้าต่อเนื่อง เพราะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ได้อย่างดี แต่ต้องมีกระบวนการในการพิจารณาคัดเลือกหนังให้ถูกต้องและเหมาะกับตลาดเมืองไทยด้วย โดยวางแผนว่าปีนี้จะมีการนำหนังเข้าฉายโรงหนังประมาณ 2 เรื่องต่อเดือน ทั้งหนังทั่วไป หนังแอ็กชั่น หนังผี และหนังการ์ตูน ซึ่งในช่วงเดือนมกราคมนี้ จะมี 2 เรื่องคือ เรื่องเพอร์ฟูม และการ์ตูนเรื่องกัปตันมาร์เวล ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ก็จะมีเรื่อง บาเบล และการ์ตูนเรื่องโอนิมูชะ

นายจิรัฐ กล่าวว่า จากการดำเนินธุรกิจในเชิงรุกปีนี้ บริษัทฯ คาดว่าจะมีรายได้ที่เติบโตขึ้นและอัตรากำไรเติบโตขึ้นเป็นเลขสองหลักอย่างแน่นอน แต่สัดส่วนรายได้ของบริษัทฯ ในปีนี้ จะมีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม โดยปีที่แล้วสัดส่วนรายได้มาจาก ดีวีดี วีซีดี กว่า 80% และที่เหลืออีก 20% มาจากนำเข้าหนังและเมอร์ชันไดซ์ ส่วนปีนี้จะปรับสัดส่วนรายได้ใหม่คือ วีซีดี ดีวีดี 50% และอีก 20% มาจากธุรกิจมีเดีย อีก 20%มาจากธุรกิจจัดจำหน่ายหนัง และ 10% มาจากเมอร์ชันไดซ์


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.