ไมด้าฯมั่นใจรายได้โตไม่ต่ำกว่า10%


ผู้จัดการรายวัน(17 มกราคม 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

ไมด้า ลิสซิ่ง ยันธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบในประเทศ มั่นใจรายได้ปีนี้โต 10% ผู้บริหารเชื่อแนวโน้มการกู้เพื่อซื้อรถยนต์ยังสูงต่อเนื่องเพราะความต้องการใช้ยังมีอีกมาก เน้นปล่อยกู้รถยนต์มือสองให้กับลูกค้าในต่างจังหวัดเป็นหลักเหตุกำไรค่อนข้างสูง เผยปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันกระทบต่อยอดซื้อรถมากที่สุด

นายธีรวัฒน์ เกียรติสมภพ กรรมการผู้จัดการ บริษัทไมด้า ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ ML กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในปีนี้อยู่ที่ 10% ซึ่งอาจจะเป็นสัดส่วนที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับหลายๆปีที่ผ่านมา เพราะหลังเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจไทยเมื่อปี 2540 อัตราการเติบโตในธุรกิจเช่าชื่อรถยนต์มีอัตราการเติบโตในระดับสูงมาโดยตลอด

ทั้งนี้ ยอดการซื้อรถยนต์ใหม่ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 7 แสนคันขณะที่ในปีนี้คาดว่ายอดการซื้อในส่วนของรถยนต์มือหนึ่งน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการซื้อขายรถยนต์มือสองจากช่วงอดีตที่ผ่านมาที่จะมียอดการซื้อขายสูงกว่ารถยนต์มือหนึ่งประมาณ 2 เท่าตัวโดยในปีนี้คาดว่ายอดการซื้อขายรถยนต์มือสองน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านคัน

สำหรับการแข่งขันของธุรกิจรถยนต์มือสองในปัจจุบันถือว่ามีการแข่งขันที่รุนแรงมาก ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทสามารถปรับตัวเพิ่มรองรับการแข่งขันที่รุนแรงได้เนื่องจากสิ่งที่สำคัญในธุรกิจนี้ คือ บุคลากรของบริษัทที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจทั้งในส่วนของรถยนต์และลูกค้า

ในส่วนของปัจจัยเลี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันต่อธุรกิจเช่าซื้อโดยเฉพาะรถยนต์ สิ่งสำคัญคือ ราคาน้ำมันซึ่งหากปรับตัวสูงขึ้นยอดการซื้อรถยนต์ทั้งมือหนึ่งและมืสองก็จะปรับตัวลดลง รวมถึงเรื่องอัตราดอกเบี้ยเพราะหากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นก็จะทำให้ลูกค้าอาจจะชะลอการตัดสินใจที่จะซื้อบ้าง ขณะที่ในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเรื่องดังกล่าวไม่ถือว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทแต่อาจจะกระทบต่อการตัดสินของลูกค้าบ้าง

นอกจากนี้ ในอดีตที่ผ่านมาความเสี่ยงของธุรกิจมักจะมากขึ้นหากช่วงเวลานั้นๆเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในช่วงขาลง เพราะว่าความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนจะลดลง ซึ่งทำให้เรามีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับกับความเสี่ยงโดยเฉพาะการตรวจสอบในเรื่องระบบเครติตของลูกค้าก่อนที่จะอนุมัติให้กู้

"เราไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยลบต่างๆ เพราะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น เนื่องจากความต้องการใช้รถยังมีอยู่อีกมาก แต่สิ่งที่เราถือว่าเป็นผลกระทบต่อเราโดยตรงคือราคาของน้ำมันซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหากเพิ่มขึ้นลูกค้าเราต้องคิดมากขึ้นในการซื้อรถ"นายธีรวัฒน์ กล่าว

นายธีรวัฒน์ กล่าวอีกว่าปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์โดยมากกว่า 90% เป็นรถกระบะซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าในต่างจังหวัด ขณะที่อีก 10% เป็นรถยนต์นั่งโดยเฉพาะรถแทกซี่ที่อยู่ในกรุงเทพซึ่งทำให้ความเสี่ยงของบริษัทจากการปล่อยสินเชื่อลดลงเนื่องจากรถยนต์ที่บริษัทปล่อยกู้นั้นเป็นรถยนต์ที่จะนำไปใช้เพื่อประกอบอาชีพมากกว่าการซื้อเพิ่มเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า

ทั้งนี้ ปัจจุบันทั่วประเทศบริษัทมีสาขาอยู่ 13 สาขา โดยกลุ่มลูกค้าหลักยังคงเป็นกลุ่มประชาชนในต่างจังหวัดมากกว่าในกรุงเทพ เพราะความต้องการซื้อรถยนต์มือสองในต่างจังหวัดยังมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.