ไลอ้อนยึดนโยบายยืดหยุ่นรุกตลาดอัด1.4พันล.สู้เสริมช่องทางโชวห่วย


ผู้จัดการรายวัน(16 มกราคม 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

ไลอ้อน ประกาศนโยบายปี 50 ยืดหยุ่นตามสถานการณ์-ภาวะเศรษฐกิจ ชูธงพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพต่อเนื่องปีที่ 3 รับเทรนด์ตลาดบูม อัดฉีดงบเฉียด 1,400 ล้านบาท สู้ศึกคอนซูเมอร์โปรดักส์แข่งดุ เร่งเสริมช่องทางโชห่วยแข็งแกร่ง ปีหมูตั้งเป้ากวาดรายได้ 8,000 ล้านบาทจากปี2549มีรายได้6,900ล้านบาท

นายบุญฤทธิ์ มหามนตรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน ประเทศไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยกับ ”ผู้จัดการรายวัน” ว่า แผนการตลาดปี 2550 ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค บริษัทจะเน้นพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพในเชิงรุกต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยจะใช้เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาตอบสนองเฮลธ์สไตล์ของผู้บริโภคคนไทย นอกจากนี้สินค้าที่ผลิตเน้นสารสกัดจากธรรมชาติ หรือด้านชีวภาพให้มากขึ้น และลดปริมาณการใช้สารเคมีให้ลง

ทั้งนี้การที่บริษัทวางแนวทางสู่การพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพ เป็นเพราะกระแสสุขภาพที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคไทยหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น โดยขณะนี้สินค้าที่ปรับจุดขายเพื่อสุขภาพไปแล้ว อาทิ ผงซักฟอกเปา สบู่อาบน้ำโชกุบุสซึ ส่วนสบู่ฟลอเร่เป็นสินค้าที่เปิดตัวโดยชูจุดขายในเรื่องของสุขภาพอยู่แล้ว เป็นต้น ซึ่งในปีหน้านี้บริษัทได้เตรียมปรับสินค้าสู่จุดขายเพื่อสุขภาพเพิ่มเติม

สำหรับแผนการตลาดในปี 2550 เน้นให้มีความยืดหยุ่นมากที่สุด อย่างการเปิดตัวสินค้าใหม่ทางบริษัทก็ไม่ได้กำหนดว่าจะเปิดตัวกี่รายการ ทั้งนี้เป็นเพราะบริษัทต้องการทำแผนให้เเข้ากับสถานการณ์การเมืองและภาวะเศรษฐกิจที่พร้อมจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาให้ได้มากที่สุด ซึ่งประธานเครือสหพัฒน์ นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ได้ให้แนวทางปี 2550 เน้นในเรื่องของการบริหารต้นทุนเป็นหลัก

นายบุญฤทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงงบการตลาดปี 2550 ว่า บริษัทวางไว้ใกล้เคียงกับ 2549 คือ 20% ของยอดขายรวม 6,900 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1,380 ล้านบาท โดยได้เตรียมจัดทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างครบวงจร ทั้งการทำอะโบฟเดอะไลน์และบีโลว์เดอะไลน์ เพื่อรองรับกับการแข่งขันที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม คาดว่าจะมีความรุนแรง เนื่องจากเป็นกลยุทธ์ที่สามารถกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ปี 2550 บริษัทยังเน้นทำตลาดในช่องทางเทรดิชันนัลเทรดหรือร้านโชวห่วยให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะเป็นช่องทางใหญ่มีสัดส่วนถึง 60% ส่วนโมเดิร์นเทรด 40% พร้อมกันนี้บริษัทเตรียมขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าก็ตาม แต่เมื่อเปรียบเทียบกับราคาวัตถุดิบนำเข้าที่ถูกลง จึงมั่นใจว่าการส่งออกจะไม่เสียเปรียบมากนัก ทั้งนี้คาดว่าการรายได้จากการส่งออกจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น จากสิ้นปี 2549 มีสัดส่วนรายได้ 10%

“ปี 2550 ผมไม่ค่อยมีความกังวลสินค้าเฮาส์แบรนด์มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าเฮาส์แบรนด์มีข้อจำกัดด้านช่องทางจำหน่าย คือ สามารถจำหน่ายเฉพาะเชนโมเดิร์นเทรดนั้นๆ เท่านั้น ดังนั้นเราจึงไม่มีแนวทางทำสินค้าไฟท์ติ้งแบรนด์ยี่ห้อใหม่ออกมารับมือแต่ประการใด อีกทั้งการสร้างแบรนด์ใหม่ก็ต้องใช้งบการตลาดเป็นจำนวนมาก”

สำหรับผลประกอบการปี 2549 บริษัทมีอัตราการเติบโต 16% หรือมีรายได้ 6,900 ล้านบาท โดยเป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ แบ่งเป็นรายได้จากการภายในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10% ส่วนปี 2550 ตั้งมีอัตราการเติบโต 8,000ล้านบาท


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.