ระเบิดลูกใหม่รอวันประทุจัดสรรถอยตั้งรับหวั่นกระทบธุรกิจ


ผู้จัดการรายสัปดาห์(15 มกราคม 2550)



กลับสู่หน้าหลัก

*ปีหมูไฟ ปีใหม่ของประเทศไทยที่เริ่มต้นด้วยความไม่เชื่อมั่น
*มรสุมลูกใหม่รุมกระหน่ำธุรกิจอสังหาฯ อีกครั้ง คราวนี้เป็นเรื่อง “การเมือง”
*ดีเวลลอปเปอร์ประสานเสียง “ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสิน” ทำได้แค่ “เฝ้าจับตาดูสถานการณ์”
*พร้อมทบทวนแผน พลิกกลยุทธ์รับมือทุกสถานการณ์

กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ราบรื่น สำหรับประเทศไทยในปี 2550 เพราะยังไม่ทันย่างก้าวเข้า พ.ศ. ใหม่ กลับเกิดเหตุการณ์ระเบิดปริศนาส่งท้ายปี 2549 ทั่วกรุง ต่อเนื่องไปจนถึงการขู่วางระเบิดตามที่ต่างๆ ในวันต่อมา สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว ไม่เฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น แต่ยังลามไปทั่วประเทศด้วย เพราะเกิดขึ้นใจกลางเมืองหลวง ซึ่งมีความสำคัญระดับ “หัวใจ” ของประเทศไทย จนเป็นที่คลางแคลงใจว่าเป็นฝีมือของฝ่ายใด

ความตื่นตระหนกจากลุกลามไปทั่วทุกวงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าระดับความเชื่อมั่นที่มีต่อไทยอาจจะต้องตกต่ำลงแน่นอน อันจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยเข้าไปอีก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาประกาศใช้มาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาท จนมีกระแสไม่เห็นด้วยมาตรการดังกล่าวอย่างรุนแรง นักลงทุนแห่เทกระจาดหุ้นออกขาย จนตลาดหุ้นไทยทรุดหนักเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรีบกลับลำทบทวนมาตรการอย่างทันควัน ยกเว้นมาตรการดังกล่าวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และการลงทุนโดยตรง

เหนือสิ่งอื่นใดทุกคนรู้ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี พล.อ สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นหัวเรือใหญ่ เป็นรัฐบาลแต่งตั้งที่มีอายุงานแค่ 1 ปีเท่านั้น และเร่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จสิ้นก่อนจัดเลือกตั้งใหม่ แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายดูจะพอใจหลังจากที่ได้เห็นหน้าค่าตาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผลลัพธ์จากการทำงานของรัฐบาลย่อมมีทั้ง “ผู้ได้” และ “ผู้เสีย” ผลประโยชน์

เหตุการณ์ที่เกิดช็อคความรู้สึกของนักลงทุนพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสถานการณ์พลิกผันกลายเป็นระเบิดรายวัน คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีผลกระทบอย่างหนัก ไม่แพ้มาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างแน่นอน

ในฟากของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเผชิญกับปัจจัยลบที่เข้ามารุมเร้าอย่างหนักในปีที่แล้ว อีกทั้งยังต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เช่น ความไม่สงบทางการเมือง การเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร แต่เมื่อภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันเริ่มคลี่คลาย ทำให้ทุกอย่างเริ่มดูดีขึ้น แต่ด้วยปัจจัยภายนอกที่แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายฝ่ายกลับมาทบทวน และตั้งความหวังสำหรับปี 2550 แค่เสมอตัวเท่านั้น เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการเมืองที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นทั้งภาคผู้บริโภคและนักลงทุนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอสังหาริมทรัพย์ไทยซึ่งเป็นที่จับตาของกลุ่มทุนต่างชาติมาตลอด เพราะตลาดไทยยังมีศักยภาพให้ลงทุนอีกมาก แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ระเบิดป่วนเมืองครั้งนี้ ย่อมกลายเป็นจุดสะดุดที่เหล่าดีเวลลอปเปอร์ให้ต้องครุ่นคิดอย่างรอบคอบอีกครั้งตั้งแต่ต้นปีเช่นกัน

ชี้กระทบแค่จิตวิทยา

ในฐานะที่ บริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน จำกัด (มหาชน) หรือ K-LAND มีการร่วมทุนกับ กลุ่มเฟรเซอร์แอนด์นีฟ กลุ่มทุนจากสิงคโปร์ จัดตั้ง บริษัท ริเวอร์ไซต์ โฮม ดีเวลลอปเมนท์ ขึ้นเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา “เดอะ พาโน” ธงชัย คุณากรปรมัตถ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพบ้านและที่ดิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดมีผลกระทบในแง่จิตวิทยา ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจท่องเที่ยว แต่สำหรับอสังหาริมทรัพย์ยังประเมินผลกระทบได้ยาก แต่ถ้าไม่บานปลายรุนแรง ความเชื่อมั่นก็น่าจะกลับคืนมา

ทุนสิงคโปร์รอดูสถานการณ์

ธงชัย กล่าวว่า กลุ่มเฟรเซอร์ฯ ยังไม่ได้แสดงท่าทีไม่มั่นใจ เพียงแต่คาดหวังไม่อยากให้เหตุการณ์บานปลายมากกว่านี้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่ส่งกระทบต่อการลงทุน โดยเดิม K-LAND มีแผนที่จะลงทุนโครงการใหม่เพิ่มในปีนี้รวมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท แต่ตอนนี้ขอจับตาดูสถานการณ์ก่อนว่าจะมีทิศทางอย่างไร โดยจะระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น เพราะสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขอนโยบายเศรษฐกิจชัดเจน

ธงชัย แสดงความเห็นว่า แม้ขณะนี้สถานการณ์จะดีขึ้นจากการลดหย่อนมาตรการดังกล่าว แต่ก็ยังมีหลายฝ่ายเกรงว่าจะมีการหวนกลับมาใช้มาตรการเดิมที่เข้มงวดอีก ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลกำหนดทิศทางนโยบายด้านเศรษฐกิจของชาติให้ชัดเจน เพราะมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ซึ่งขณะนี้สิ่งที่ต่างชาติไม่มั่นใจมากที่สุด คือ การเมืองไทย

เอสซีฯ ขอจับตาเหตุการณ์

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น ต้องอาศัยเวลารอดูสถานการณ์อีก 1-2 สัปดาห์ก่อนว่าจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ ส่วนแผนการลงทุนในปี 2550 ยังขอให้น้ำหนักกับแผนเดิมก่อน หากเหตุการณ์ยังไม่สงบอาจจะเลื่อนกำหนดการเปิดขายโครงการในปีนี้ออกไป ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อหารือในปลายเดือน ม.ค. นี้

กระทบอสังหาฯ แค่ชะลอซื้อ

ชายนิด โง้วศิริมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) แสดงความเห็นว่า เหตุการณ์ระเบิดมีผลกระทบเศรษฐกิจระดับมหภาค เพราะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย ต้องอาศัยระยะเวลาให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา

ในส่วนของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทันที คือ ท่องเที่ยว และห้างสรรพสินค้า แต่ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าได้รับผลกระทบหรือไม่ แต่ที่คาดไว้ผู้บริโภคอาจแค่ชะลอการตัดสินใจซื้อเท่านั้น ทั้งนี้มั่นใจว่าเหตุการณ์ไม่น่าจะรุนแรงอีก เพราะรัฐบาลน่าจะมีควบคุมสถานการณ์ในเมืองหลวงได้ดีกว่าในต่างจังหวัด

ต้องมองระยะยาว

ชายนิด กล่าวว่า ประเทศไทยถ้ามองในระยะสั้นจะเต็มไปด้วยปัจจัยลบ แต่ถ้ามองในระยะยาวจะมีแต่ปัจจัยบวก เช่น การเมืองที่จะมีเสถียรภาพขึ้น จะมีการเลือกตั้ง ความเป็นประชาธิปไตยจะกลับคืนมา ซึ่งนักลงทุนจะเกิดความเชื่อมั่น

นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลมีการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 5 สาย โดยใช้เวลา 6 ปี ถ้าผลักดันจนสำเร็จในปีนี้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะดีขึ้นทันทีในปีถัดไป เพราะดีเวลลอปเปอร์มั่นใจที่จะลงทุน ผลระยะยาวจะเป็นการลดการใช้น้ำมัน ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และจะทำให้ตลาดบ้านเดี่ยวกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

ทบทวนแผนปิดความเสี่ยง

สำหรับ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคฯ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการวางแผนธุรกิจของปีนี้ ซึ่ง ชายนิด กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทฯ จะทบทวนแผนอีกครั้ง เพื่อปิดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่จะเกิดขึ้น เบื้องต้นจะยังคงเดินหน้าตามแผนเดิมที่วางไว้ก่อน ที่จะมีเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาส 2

ทั้งนี้กลยุทธ์ของบริษัทฯ เน้นการวางแผนระยะสั้นและระยะยาวรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรุนแรง และพร้อมจะดึงทั้งสองแผนมาใช้ได้ตลอดเวลา พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคฯ ได้ใช้กลยุทธ์ Product Variety มีให้เลือกทั้ง บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ หลากหลายราคา ตั้งราคาขายต่ำกว่าคู่แข่ง และลงมารุกตลาด 1 ล้านบาทเป็นครั้งแรก ซึ่งมีดีมานด์สูง เป็นการลดความเสี่ยง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปีนี้กว่า 10%

แอล.พี.เอ็น มองยังไม่เลวร้าย

โอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เหตุการณ์ยังไม่รุนแรงเท่าวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทมากนัก เนื่องจากไม่มีแลนด์แบงก์อยู่ในมือ แต่จะกระทบกับความมั่นใจของผู้บริโภคมากกว่า อย่างไรก็ตามที่อยู่อาศัยเป็น Real Demand จึงไม่น่าจะกระทบตลาดนี้มากนัก สำหรับกลยุทธ์บริษัทฯ ยังคงเดิม เน้นทำงานเร็ว รักษาสภาพคล่อง รักษาอัตราหนี้สินต่อทุนให้ต่ำ ซึ่งใช้ได้ผลมาตลอดตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเป็นต้นมา และจะยังเดินหน้าเปิดโครงการแรกของปี 2550 ตามแผนที่วางไว้เดิม


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.