|

เอส.อี.ซี.ฯลุยธุรกิจครบวงจรเพิ่มติดตั้งNGV-ขายรถมือสอง
ผู้จัดการรายวัน(13 ธันวาคม 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ เตรียมแตกไลน์ธุรกิจมากขึ้นดันเป็นผู้ให้บริการรถยนต์ครบวงจรปีหน้าประเดิม 2 ธุรกิจใหม่ จำหน่ายอุปกรณ์เอ็นจีวี-ขายรถมือสอง ตั้งงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ผู้บริหารเผย ยอดขายรถในงานมอเตอร์โชว์รวมกว่า 500 ล้านบาท รับรู้ปีนี้ 50% มั่นใจรายปีนี้ตามเป้า 2.7 พันล้านบาท
นายสมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์ ประธานกรรมการ บริษัท เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ SECC เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะมีการทำธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นการขยายธุรกิจที่เกี่ยวกับรถยนต์เพื่อที่จะทำให้บริษัทเป็นผู้บริการทางด้านรถยนต์ที่ครบวงจร โดยในปี 2550 บริษัทมีแผนที่จะประกอบธุรกิจใหม่ 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจการนำเข้า จำหน่าย และติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV และ LPG) เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ รวมถึงการเปิดสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
ทั้งนี้บริษัทอยู่ระหว่างยื่นเรื่องจัดตั้งบริษัทใหม่กับกระทรวงพาณิชย์ โดยจะมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินธุรกิจในเดือนมกราคม 2550 โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายอุปกรณ์ติดตั้ง NGV และ LPG ในปีแรก 30-100 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะมีการเจาะกลุ่มลูกค้าของบริษัทก่อนโดยปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าประมาณ 10,000 ราย และกลุ่มลูกค้าทั่วไป อย่างก็ตามบริษัทมองว่าธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี จากที่ขณะนี้ราคาน้ำมัน ยังคงสูงกว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติถึง 3 เท่า จึงทำให้ประชาชนหันมาใช้ก๊าซมากขึ้น
ในส่วนธุรกิจที่สองคือการจำหน่ายรถยนต์มือสอง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาส3/50 โดยเหตุผลที่บริษัทจะมีการดำเนินธุรกิจดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้มีลูกค้าสนใจที่จะซื้อรถนำเข้าของบริษัท แต่ยังมีเงินสดไม่เพียงพอที่จะซื้อรถใหม่ได้ จึงต้องการที่จะซื้อรถมือสองที่บริษัทจำหน่ายอยู่
นายสมพงษ์ กล่าวอีกว่า บริษัทคาดว่าจะใช้งบลงทุนปีหน้ามากกว่า 200 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนในการจำหน่ายอุปกรณ์ ติดตั้งNGV และ LPG จำนวน 50 ล้านบาท ลงทุนการทำธุรกิจจำหน่ายรถมือสอง จำนวน 100 ล้านบาท และบริษัทมีแผนที่จะจัดงานมอร์เตอร์โชว์เองในช่วงไตรมาส3/50 ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ของบริษัทและเป็นครั้งแรกที่มีการจัดขึ้นเอง โดยจะนำรถทุกรุ่นที่บริษัทจำหน่ายและอุปกรณ์ต่างๆ มาจัดแสดง ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 30 ล้านบาท รวมถึงการลงทุนในเรื่องการบริการหลังการขายกับลูกค้าของบริษัทเช่นกัน
ทั้งนี้ในเดือนมกราคม2550 บริษัทจะมีการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง)ในการขออนุมัติการเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน(วอแรนท์) จำนวน 120 ล้านหน่าย แบ่งเป็น จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 100 ล้านหน่าย ในสัดส่วน4 หุ้นเดิมต่อ 1 วอแรนต์ ในราคา 0 บาท ซึ่งมีอายุ 3 ปี ราคาใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นละ 3 บาท ส่วนอีก 20 ล้านหน่ายจัดสรรให้กรรมการและพนักงาน ราคาใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นละ 2 บาท ซึ่งคาดว่าจะมีการจัดสรรวอแรนต์ดังกล่าวได้ภายในไตรมาส2/50
สำหรับรายได้รวมไตมาส4/49 คาดว่าจะมากกว่าไตรมาส3/49 ที่มีรายได้ 698.54 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 19.42 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงที่มียอดขายรถมากที่สุดประกอบกับบริษัทมีรายได้จากการจัดงานมอร์เตอร์โชว์ที่มีการจัดขึ้นในช่วงวันที่ 30 พ.ย.-11 ธ.ค.ที่มีจำนวน 500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ในเดือนธันวาคมนี้ประมาณ 250 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะรับรู้ในเดือนมกราคม2550 โดยมั่นใจว่ารายได้รวมปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2,700 ล้านบาท
นายสมพงษ์ กล่าวว่า ราคาหุ้นของบริษัทในขณะนี้ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ต่ำ เนื่องจาก ค่าP/Eของบริษัทอยู่ที่ 8-9 เท่า แต่บริษัทในกลุ่มอุตสาหรรมยานยนต์มีค่าP/E ที่13-15 เท่า ส่วนตัวมองว่าราคาหุ้นของบริษัทสามารถที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้อีก โดยบริษัทยังไม่มีแผนที่จะเข้าไปซื้อหุ้นคืน เพราะ ราคาหุ้นของบริษัทยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าราคาจอง
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|