มานิต รัตนสุวรรณกับวัย 50 ปี ของเขาในวันนี้เป็นอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่ทำให้เขามีชื่อเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง
เคยเป็นนักบัญชี นักโฆษณา นักขาย นายกสมาคมการตลาด แม้กระทั่งนักกลอนก็เคยเป็นมาแล้ว
แต่ "นัก" ที่ทำชื่อเสียงให้เขามากที่สุดก็คือ นักการตลาด
เขาเคยบริหารงานให้กับบริษัทพรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัดในเครือโอสถสภาในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ
ว่ากันว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม รายได้ที่เริ่มจากหลักศูนย์พุ่งทะยานสู่
500 ล้านบาท ภายในเวลา 5 ปี และ ร่วม 1,000 ล้านบาทภายในระยะเวลาเพียง 7-8
ปี
แล้วมาวันหนึ่ง มานิตก็ขอเป็น "เถ้าแก่" บ้าง เพราะที่ทำ ๆ มานั้น
ล้วนแต่รับจ้างทำให้คนอื่น ๆ ทั้งนั้น ถึงเวลาทำให้ตัวเองบ้าง เมื่อสี่ก่อนเขาจึงตั้งบริษัทเอ็มจีไอ
มาร์เก็ตติ้งขึ้นมา เป็นบริษัทการตลาดรับจัดจำหน่ายและวางตลาดสินค้าอุปโภค-บริโภคให้กับผู้ผลิตสินค้าทั่ว
ๆ ไป ซึ่งนับเป็นธุรกิจที่เขามีความชำนาญเป็นอย่างสูง และก็สามารถทำให้สินค้าบางตัวมีชื่อติดอันดับอยู่ในตลาด
อาทิ น้ำมันพืช ถั่ว ฯลฯ
ถัดจากนั้นอีก 2 ปี เขาก็กระโดดเข้าไปปรับปรุงโรงหนังเฉลิมกรุง ซึ่งหมดสัญญาเช่ากลับคืนไปเป็นสมบัติของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตรย์
มานิตมีความฝันที่จะทำเฉลิมกรุงให้เป็นโรงละครเสมือนบรอดเวย์เมืองไทย โดยการเปิดเป็นโรงโขน
และ โรงละคร ในภาพลักษณ์ใหม่อันทันสมัยด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เต็มไปด้วยแสง
สี เสียงอันทันสมัยมาทำให้ศิลปะการแสดงแบบไทย ๆ ที่ถูกเมินจากคนรุ่นใหม่
มีสีสันแปลกใหม่ขึ้น
อีกปีเศษ ๆ ต่อมา มิวสิก้า ธุรกิจจัดจำหน่ายเทปเพลงเพื่อรองรับการผลิตเทปเพลงจากค่ายมูเซอร์และ
ดีเดย์ ก็เกิดตามมา การเกิดมิวสิคก้านี้ว่ากันว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากความคันไม้คันมือของมานิตซึ่งยังหลงเหลืออยู่หลังจากที่ทำให้
เอ็มจีเอ ของค่ายแกรมมี่สัมฤทธิ์ผลจนสามารถพลิกประวัติศาสตร์วงการค้าเพลงได้สำเร็จ
หากจะว่าไปแล้วปัจจุบันนี้ความคิดในการตั้งบริษัทจัดจำหน่ายเทปเพลงเอง เพื่อให้ครบวงจรได้กลายเป็นสูตรสำเร็จของวงการที่ใคร
ๆ ต่างก็ถือเอาเป็นตัวอย่างไม่ว่าจะเป็น อาร์เอส คีตา หรือเบโซ่ก็ตาม
ทั้ง 3 กิจการที่กล่าวถึงข้างต้น แม้จะเป็นคนละรูปแบบคนละวงการ แต่ก็สามารถมีคน
ๆ เดียวกันดูแลบริหารกิจการทั้ง 3 แห่งได้ในเวลาเดียวกัน
แต่ปัจจุบัน มานิต ได้ถอยฉากตนเองออกจากกิจการต่าง ๆ เหล่านั้นไปแล้วทั้งสิ้น
"ตอนนี้ในส่วนของเอ็มจีไอ ผมเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาและผู้ถือหุ้นเท่านั้น
ผมได้ถ่ายเทตำแหน่งกรรมการผู้จัดการไปให้กับ อารยา เตชานันท์ ส่วนที่โรงละครเฉลิมกรุงกำลังอยู่ระหว่างถ่ายเทงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการอีกเช่นกัน
ในขณะที่มิวสิก้า ได้ขายหุ้นทั้งหมดของตนเองให้กับวอร์เนอร์หรือ WEA ไปเรียบร้อยแล้ว"
มานิต รัตนสุวรรณ กล่าวกับ "ผู้จัดการ"
คำถามจึงมีอยู่ว่า ทำไมมานิตต้องผลักภาระในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของเขาออกไปทั้งหมด
ทั้ง ๆ ที่กิจการทั้ง 3 เขาเป็นผู้ก่อตั้งและสร้างมากับมือของเขาเอง แล้วเขาจะไปทำอะไร
บางกระแสว่ากันว่าการขายหุ้นส่วนของมานิตในแต่ละบริษัทออกไปให้กับผู้ถือหุ้นหน้าใหม่
อาทิ เอสแอนด์พี และกลุ่ม เอ็มจีอาร์เพื่อให้เข้ามาบริหารกิจการเอ็มจีไอนั้นมีเบื้องพลังมาจากเพราะความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างอมเรศ
ศิลาอ่อน กับมานิต ตั้งแต่ครั้งสมัยที่อยู่ปูนใหญ่มาด้วยกัน ในขณะที่การขายหุ้นในมิวสิก้าให้กับวอร์เนอร์ไปเพราะไม่พอใจในการเข้ามาฮุบอำนาจของวอร์เนอร์ฯ
แต่บางกระแสก็กล่าวว่า มานิตขาดทุนจากการทำบริษัทการตลาดของเขาไปมากมายหลายสิบล้านบาท
ซึ่งไม่อาจระบุจำนวนเงินที่แน่นอนได้ ขณะเดียวกันการลงทุนในบริษัทจัดจำหน่ายเทปเพลงในเบื้องต้นอีกหลายสิบล้านบาท
ผลประโยชน์ที่คาดหวังค่อนข้างล้มเหลวไม่เป็นไปอย่างที่คิด เพราะฉะนั้นการขายหุ้นในกิจการต่าง
ๆ ของเขาก็เท่ากับว่าเอาเงินสดออกมาหมุนเวียนล้างสภาพหนี้สินนั่นเอง
ในยุคสมัยปัจจุบันที่ตลาดของสินค้าแต่ละประเภทมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด
ใช้กลยุทธ์รูปแบบพลิกแพลงต่าง ๆ นา ๆ ซึ่งล้วนแต่ต้องมีสายป่านยาว ๆ ด้วยกันทั้งสิ้น
หากทุนไม่หนาพอ ก็ยากจะยืนระยะยาวอยู่ได้
ที่สำคัญ ตลาดได้แบ่งซอยย่อยออกเป็นตลาดขนาดกลาง ๆ หรือขนาดเล็กที่มีลักษณะเฉพาะอย่าง
ตามลักษณะของกลุ่มประชากรที่มีความเปลี่ยนแปลงในรูปลักษณ์ที่หลากหลายขึ้น
สูตรสำเร็จทางการตลาดแบบครอบจักรวาลซึ่งใช้ได้ผลกับตลาดขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่าตลาดแบบมวลชน
ย่อมไม่อาจหาความสำเร็จได้กับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้
ในขณะที่มานิตกลับมีเหตุผลส่วนตัวของตนเองสำหรับการยุติบทบาทของการเป็นเถ้าแก่ว่า
"ผมกลับมาประจำอยู่ที่บริษัทมณีทัศน์ของผม คืองานหนังสือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบมาตลอด
ไม่เคยละทิ้งแม้จะไปทำอะไรก็ตาม นอกจากนี้ก็จะมีเวลาส่วนหนึ่งกลับไปเป็นมือปืนรับจ้างในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการให้กับ
AM/PM ซูเปอร์มาร์เก็ต เวลาอีกส่วนหนึ่งไปเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัท บางจากปิโตรเลียม
จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ยังเหลือเวลาไว้อีกส่วนหนึ่งไปทุ่มเทให้กับงานใหม่ซึ่งคิดอยากจะทำมาตลอดคือเรียลเอสเตท"
จากความต้องการในส่วนเรียลเอสเตทนี้เอง ทำให้วันหนึ่ง ๆ ของมานิต หมดไปกับการตระเวนมองหาทำเลที่เขาคิดว่าดีที่สุดเหมาะสมกับการทำโครงการ
ซึ่งการดูที่ดินที่ว่าเหมาะหรือไม่นั้น มานิตบอกว่าเขาได้ใช้สามาญสำนึกส่วนหนึ่งบวกเข้ากับประสบการณ์ที่เคยทำมาก่อน
อาทิ โครงการพริ้วรีสอร์ท พริ้วฟลอเรส ซึ่งทั้ง 2 โครงการประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
การเป็นมือปืนรับจ้างหรือนักการตลาดมืออาชีพของมานิต รัตนสุวรรณ ทำให้เขาประสบความสำเร็จและสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองได้อย่างมากมาย
แต่การจะเป็นเถ้าแก่เสียเองนั้น มานิตยังต้องเรียนรู้กับคำว่าเจ้าของกิจการอีกมาก