สองสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งอาเซียน

โดย กุสุมา โยธาสมุทร
นิตยสารผู้จัดการ( มกราคม 2539)



กลับสู่หน้าหลัก

เบื้องหลังการเดินทางมาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนของผู้นำประเทศอาเซียนเมื่อวันที่ 14-15 ธันวาคม 2538 คือบรรดาท่านผู้หญิงที่ร่วมเดินทางมาร่วมเป็นเกียรติด้วย "กุสุมา โยธาสมุทร" จาก "ผู้จัดการรายเดือน" ได้รับเกียรติจากภริยาท่านผู้นำ 2 ประเทศให้เข้าพบและสนทนาในแง่มุมของชีวิตและความหลังแห่งความสำเร็จ ตันศรีดาติน ซาติ ฮัสมะห์ (TANSRIDATIN SATI HASMAH) สตรีร่างเล็กผิวขาวที่แม้ในวัย 69 ปี เค้าโครงความงามยังฉายให้เห็นได้อย่างเด่นชัด และที่สำคัญ สตรีมนุษย์สัมพันธ์ดีผู้นี้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของมาเลเซีย ดาโต๊ะเสรี ดอกเตอร์มหาเธร์ โมฮัมหมัด

เบื้องลึกความรักระหว่างนายแพทย์มหาเธอร์ โมฮัมหมัดกับแพทย์หญิงซาติ ฮัสมะห์ เบ่งบานขึ้นที่วิทยาลัยแพทย์คิงเอ็ดเวร็ด ที่สิงคโปร์ โดยที่คุณหมอซาติไม่ได้ฉงนใจแม้แต่น้อยถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองของคุณหมอมหาเธร์เมื่อการสมรสเกิดขึ้นในวันที่ 5 สิงหาคม 2499

ความที่เป็นสตรีมาเลย์ทันยุคทันสมัย ตันศรีดาติน ฮัสมะห์ จึงเห็นว่าสตรีในกลุ่มประเทศอาเซียนทุกวันนี้ แม้จะมีบทบาทมากมายขึ้นมาก แต่ก็ควรจะก้าวหน้าไปไกลมากกว่านี้ และควรที่จะเข้าไปอยู่ในระดับบริหารประเทศให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับบทบาทของตนเองในฐานะภริยาผู้นำประเทศ ท่านผู้หญิงบอกว่า "ในทางการเมือง แม้ดิฉันจะไม่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาล แต่ดิฉันก็เป็นสมาชิกของพรรคอัมโน ดิฉันจะให้การสนับสนุนสามีทุกอย่าง ทุกประการ และจะเคียงคู่ไปเป็นกำลังใจ ออกงานกับสามีทุกที่ ทุกครั้งก็จะไป"

มั่นคงด้วยรักนิรันดร์ ในฐานะภริยาคู่ยากของผู้นำประเทศ ท่านผู้หญิงฮัสมะห์แม้ห่วงใยในการที่สามีมิได้พักผ่อนเท่าที่ควรจะได้รับ เนื่องเพราะ 3 วันประชุมที่ลังกาวี 2 วันที่มาเลเซีย 5 วันที่โน้นและที่นี่ ก็ไม่อาจทัดทานความมุ่งมั่นของนายกฯ มหาเธร์ลงได้ แม้สุขภาพของท่านนายกฯ จะยังคงไม่มีปัญหาหลังการผ่าตัดหัวใจมาหยกๆ แล้วก็ตาม

ทุกวันนี้ ทั้งท่านผู้หญิงฮัสมะห์และนายกมหาเธอร์ โมฮัมหมัดมีทายาทเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง 4 คน ซึ่งก็โตๆ กันไปสร้างครอบครัวมีหลานให้ตายาย ผู้นำมาเลเซียทั้งสองอีก 6 คน แต่ท่านผู้หญิงก็บอกว่า

"พอทุกคนโตกันหมด บ้านก็โหรงเหรง เราจึงเหงาและฉุกคิดกันขึ้นมาได้ว่า เราควรจะหาเด็กๆ มาเลี้ยง

และนั่นก็คือที่มาของการขอลูกชาวบ้านที่ป่วยไข้ผู้หนึ่งมาเลี้ยง หลังจากที่นายแพทย์มหาเธร์ให้การรักษาจากคลินิกส่วนตัวตั้งขึ้น เมื่อสมรสได้หนึ่งปีที่เมืองอารอว์สตาร์ จนหายจากอาการเจ็บป่วย และรับเป็นแม่ทูลหัวเด็ก ตามความเชื่อว่า เด็กจะหายจากการป่วยไข้ ถ้ามอบให้คนอื่นเป็นพ่อแม่ทูลหัว ในที่สุดก็รับเลี้ยงไว้ 3 คน

ท่านผู้หญิงอัสมะห์ในวัยนี้ ดูปราดเปรียว แข็งแรง เธอบอกว่า นอกจากกีฬาแบดมินตันที่เล่นอาทิตย์ละ 3 ครั้งแล้ว ยังหล่อหลอมตัวเองด้วยคติประจำใจว่า อบอุ่น อดทน อดกลั้น เป็นภรรยาที่ดี และที่สำคัญนึกถึงพระผู้สร้างที่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่เธอทุกวันนี้อย่างสม่ำเสมอ

เมื่อถามถึงอุปนิสัยของนายกมหาเธร์ในฐานะผู้ที่ใกล้ชิดที่สุด แน่นอนท่านผู้หญิงบอกว่านายกมหาเธร์อารมณ์เย็น มีเมตตา น่ารัก และขี้สงสาร และจากการเป็นคนขี้สงสารนี่เอง ที่เป็นสาเหตุให้นายกมหาเธร์ลาออกจากราชการไปรักษาคนไข้ชาวนายากไร้ พบเห็นกับความยากลำบากของผู้คนมากขึ้น จึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่ชื่ออัมโนมากขึ้นไปด้วย จนได้รับสมญานามว่า "คุณหมออัมโน" (Dr. UMNO)

มิน่าล่ะ ! ทำไม ตันศรีดาติน ชาติน อัสมะห์ แห่งมาเลเซีย จึงไม่ยอมบอกว่าเพลง "อีฟ ไอ กีฟ มาย ฮาร์ด ทู ยู" (ถ้าฉันมอบดวงใจฉันให้กับคุณ) ที่ขึ้นไปครวญให้บรรดาภรรยาเจ้าหน้าที่สถานทูตมาเลเซียประจำประเทศไทยฟังบ่ายวันนั้นมีความหมายลึกซึ้งอย่างไร



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.