|

“เคแลนด์”เปิดทางรับพันธมิตรสนกลุ่มตะวันออกกลาง
ผู้จัดการรายสัปดาห์(30 ตุลาคม 2549)
กลับสู่หน้าหลัก
“เคแลนด์”อ้าแขนรับพันธมิตรข้ามชาติ สนกลุ่มเศรษฐีแดนตะวันออกกลาง หวังสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ได้เปรียบคู่แข่งทางธุรกิจ หลังปีนี้ยอดขายพลาดเป้า 30%
การร่วมทุนของจัดสรรพันธ์ไทยกับพันธุมิตรข้ามชาติที่มีทุนหนามีให้เห็นมานาน แต่ที่เห็นภาพชัดเจนมีมาอย่างน้อย 4-5 ปี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มทุนจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากแดนลอดช่อง และฮ่องกง จนกระทั่งปีก่อนต่อเนื่องปีนี้ เริ่มมีกลุ่มทุนจากประเทศอื่น ๆ ขยายฐานการลงทุนเข้ามามากขึ้น อาทิ จีน ตะวันออกกลาง ดูไบ
โดยกลุ่มทุนจากตะวันออกลาง ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มทุนที่จัดสรรชาวไทยต้องการร่วมทุนด้วย เพราะเป็นกลุ่มทุนที่มีฐานการเงินแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วงนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในอัตราที่สูง ดังนั้น การมีพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งด้านการเงินจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้มาก อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลเรืองการขอสินเชื่อทำโครงการใหม่ที่ยังอยู่ในภาวะเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อโครงการของสถาบันการเงิน
บริษัท กรุงเทพฯบ้านและที่ดิน หรือเคแลนด์ ที่แม้ว่าจะมีพันธมิตรที่แข็งแรงจากสิงคโปร์ อย่างกลุ่มเฟรเซอร์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เป็นอันดับ 3 ในสิงค์โปรที่มีนอกจากจะมีความแข็งแกร่งด้านการเงินแล้ว ยังมีความเชี่ยวชาญด้านบริหารงานอสังหาริมทรัพย์ อาทิ เซอร์วิส อพาร์เมนท์ คอนโดมิเนียม โรงแรมทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกมาแล้ว ยังให้เปิดกว้าง หากพันธมิตรจากตะวันออกกลางสนใจร่วมทุนกับเคแลนด์
ธงชัย คุณากรปรมัตถุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพบ้านฯ กล่าวว่า บริษัทมีความพร้อมหากกลุ่มทุนจากตะวันออกกลางจะเข้ามาร่วมลงทุนกับเคแลนด์ เพราะบริษัทไม่ได้ปิดกั้นพันธมิตรทุกราย ซึ่งหากพันธมิตรมีจุดแข็งที่จะมาปิดจุดอ่อนของเค แลนด์ หรือส่งเสริมให้เคแลนด์เติบโต และสู้กับคู่แข่งได้ ทางเคแลนด์ก็พร้อมที่จะร่วมทุนด้วย เช่นเดียวกับที่ก่อนหน้านี้ได้ร่วมทุนกับกลุ่มเฟรเซอร์ กรุ๊ป
“การเข้ามาของกลุ่มทุนตะวันออกกลางจะเข้ามาในรูปแบบของการลงทุนระยะยาวคือ ลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้จากการปล่อยเช่าที่เป็นรายได้ระยะยาว ขณะที่กลุ่มทุนสิงค์โปรจะเน้นการพัฒนาแล้วหอบเงินกลับประเทศไปซึ่งไม่เน้นการลงทุนในระยะยาว”
สำหรับแผนการลงทุนของเคแลนด์ ธงชัย กล่าวว่า ในไตรมาส 4 บริษัทจะเปิดตัวโครงการ 2-3 แห่ง มูลค่า3,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการแรกชื่อโครงการเออร์เบิน สาทรเป็นทาวน์เฮาส์ เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน จำนวน 175 ยูนิต ราคา 4.3 ล้านบาทขึ้นไป เนื้อที่ 22 ไร่ มูลค่า 900 ล้านบาท ซึ่งก่อสร้างไปแล้วจำนวน 111 ยูนิต ปัจจุบันมียอดขาย 40-50 ยูนิต
2.โครงการเดอะ แกรนด์ พระราม 2 เป็นบ้านเดี่ยว เนื้อที่ 600 ไร่ โดยจะแบ่งเฟสการพัฒนา ปัจจุบันพัฒนาไปแล้ว 100 ไร่ และ3. โครงการเดอะ พาร์ค พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว บนเนื้อที่ 80 ไร่ ซึ่งได้มีการพัฒนาไปก่อนหน้านี้แล้วบางส่วน โดยทั้งสองโครงการหลังมีมูลค่าโครงการละ 1,000 กว่าล้านบาท
"การทำตลาดของบริษัทจะเน้นตลาดพรีเมี่ยมหรือตลาดเฉพาะกลุ่มเหมือนเดิมคือราคาสูงกว่า 3 ล้านบาท เนื่องจากผลการสำรวจพบว่ายังมีช่องว่างทางการตลาดค่อนข้างมากประมาณ 20% ซึ่งตลาดดังกล่าวมีผู้ประกอบการทำน้อยรายและในอนาคตจะยิ่งลดลงไปอีก เพราะลงไปทำตลาดกลางล่างตามกำลังซื้อของผู้บริโภคกันหมด"
ด้านยอดขายในช่วง 9 เดือนแรก บริษัทมียอดขายรวม 700-800 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ประมาณ 30% เนื่องจากมีปัจจัยลบหลายประการ
สำหรับแผนในปี 2550 บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวคอนโดมิเนียมอีก 2-3 แห่ง เน้นทำเลใกล้โครงข่ายรถไฟฟ้าบีทีเอส เจาะตลาดลูกค้าทุกกลุ่มตั้งแต่ระดับบนและกลาง ราคา 1-2 ล้านบาท และมากกว่า 3 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งขณะนี้กำลังเจรจาซื้อที่ดินอยู่ โดยจะดำเนินการร่วมกับกลุ่มผู้ร่วมทุนเดิม เฟรเซอร์ กรุ๊ป จากสิงคโปร์
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|