4ขาใหญ่ติดล็อกบล.บีฟิท2ปี


ผู้จัดการรายวัน(17 ตุลาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

บิ๊กบล.บีฟิทชี้ 4 นักลงทุนรายใหญ่ ที่เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ติดล็อกไม่สามารถขายหุ้นออกได้ภายในระยะเวลา 2 ปี เล็งกระจายหุ้นสัปดาแรกพ.ย.นี้ คาดจะสรุปราคาจองปลายต.ค. เผยเตรียมนำเงินระดมทุนไปขยายการปล่อยมาร์จิ้นเพิ่มมากขึ้น ตั้งเป้าปีหน้าโกยมาร์เกตแชร์อยู่ในระดับ 4% เล็งเปิดสาขาเพิ่ม 3 แห่ง"ปิ่นเกล้า-โคราช-เชียงใหม่"เดือนพ.ย.นี้

นายสุวิช รัตนยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ บีฟิท จำกัด(มหาชน)หรือ BSEC เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ว่าภายในปลายเดือนตุลาคมนี้คาดว่าจะสามารถสรุปราคาจองได้ และคาดว่าภายในสัปดาห์แรกจะสามารถขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรกหรือ IPOได้ หลังจากนั้นอีกประมาณ10-14 วันหุ้นจะเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้

ทั้งนี้ โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบล.บีฟิทนั้น ภายหลังไอพีโอจะมีกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่เข้ามาถือหุ้น 4 รายเนื่องจากกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ดังกล่าวได้เข้ามาซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิแปลงสภาพจากบริษัทฟินันซ่า หรือ FNS ในช่วงที่ผ่านมา และเมื่อนักลงทุนรายใหญ่ได้มีการแปลงสภาพหุ้นกู้ ก็จะทำให้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ซึ่งประกอบด้วย นายยืนยง พันธุ์วงศ์กล่อม ถือหุ้น 7.41%,นายสมเกียรติ วงศ์คุณทรัพย์ ถือหุ้น 7.41%,นางสาวยุพา การชฏิล ถือหุ้น 6.07% และนายชาตรี มหัทธนาดุลย์ ถือหุ้น 4.10% โดยผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้ง 4 รายจะไม่สามารถขายหุ้นออกมาได้เป็นเวลา 2 ปีนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไป

บล.บีฟิท เตรียมเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปประมาณ 200 ล้านหุ้น ซึ่งได้แบ่งออกมา 40 ล้านหุ้นเพื่อจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัทเงินทุนกรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) หรือ BFIT ซึ่งเป็นบริษัทแม่ โดยได้กำหนดสัดส่วนที่จะได้รับการจัดสรร 5 หุ้นบง.กรุงเทพธนาทร สามารถซื้อหุ้นบล.บีฟิทได้ 1 หุ้น ในราคาเดียวกับราคาจองที่เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งถ้าในส่วนนี้จัดสรรไม่หมดยังเหลืออยู่ก็จะนำไปรวมกับหุ้นที่เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหรืออันเดอร์ไรเตอร์จำนวน160 ล้านหุ้นสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ 4 รายดังกล่าวจะได้รับการจัดสรรหุ้นหรือไม่นั้น

นายสุวิชกล่าวว่า ถ้าเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในบง.กรุงเทพธนาทร ก็จะได้รับการจัดสรรด้วย ตามสัดส่วนที่กำหนดไว้และการที่นักลงทุนรายใหญ่ทั้ง 4 รายเป็นลูกค้ารายใหญ่ของบล.บีฟิทด้วยเช่นกัน ก็จะได้รับการจัดสรรหุ้นในฐานะลูกค้าด้วยเช่นกัน โดยบริษัทจะจัดสรรตามมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนแต่ละราย

ทั้งนี้เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะนำไปขยายเงินกองทุน ในแง่ของเครดิตบาลานซ์ ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถปล่อยบัญชีมาร์จิ้นให้กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งตามเกณฑ์กำหนดไว้ในระดับ 5 เท่าของเงินกองทุน โดยปัจจุบันมีเงินกองทุนประมาณ 600-700 ล้านบาทดังนั้นจึงสามารถปล่อยมาร์จิ้นได้ประมาณ 3 พันล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบการซื้อขายทางอินเทอร์เน็ตเทรดดิ้ง ซึ่งในอดีตบริษัทมีสัดส่วนการซื้อขายทางด้านอินเทอร์เน็ตเทรดดิ้งประมาณ 40% แต่เมื่อตลาดหลักทรัพย์ได้มีการปรับระบบ ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายด้านอินเทอร์เน็ตเทรดดิ้ง ทำให้สัดส่วนลดลงเหลือ 25% ดังนั้นบริษัทจึงต้องมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยบริษัทได้ตั้งเป้าว่าจะมีมาร์เกตแชร์ภายในไตรมาส 4 อยู่ในระดับ 4% ซึ่งใน 9 เดือนแรกบริษัทมีมาร์เกตแชร์อยู่ในระดับ 3.63% ดังนั้นทั้งปีอาจจะไม่ถึง 4% อย่างไรก็ตามภายในปีหน้า บริษัทตั้งเป้าว่าทั้งปีจะมีมาร์เกตแชร์อยู่ในระดับ 4% และจะเป็นโบรกเกอร์ที่มีมาร์เกตแชร์สูงสุดติด 1 ใน 10

ในส่วนของงานด้านวาณิชธนกิจนั้น หลังจากที่ได้ทีมนายวิเชียร เอื้อสงวนกุลที่ย้ายมาจากบล.ซีมิโก้เข้ามาร่วมงานนั้น คาดว่าภายในปีนี้จะมีการนำบริษัทไทยง้วนเมทัลสตีลเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และการขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปหรือ PO ของบริษัทเอเชียเมทัล จำกัด(มหาชน)หรือ AMC จะช่วยทำให้บริษัทมีรายได้เสริมเข้ามาเพิ่มขึ้นอีก นอกเหนือจากรายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.