เอเยนซี่ปั่นป่วนห้ามโฆษณาน้ำเมา หาลูกค้าใหม่อุดช่องโหว่ หวั่นเม็ดเงินไหลสู่ตปท.


ผู้จัดการรายวัน(16 ตุลาคม 2549)



กลับสู่หน้าหลัก

มาตรการคุมเข้มการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เตรียมประกาศใช้ ฟาดหางใส่เอเยนซี่โฆษณาเต็มแรง เหตุน้ำเมาเป็นลูกค้ารายหลัก งบมาก เร่งเครื่องหาลูกค้ารายใหม่มาอุดช่องโหว่ ครีเอทีฟจูซ-วายแอนด์อาร์ รับถ้วนหน้ากระทบรายได้รวมแน่นอน วงการชี้ควรแก้ไขที่ต้นเหตุ เช่นการศึกษา โวยห้ามขายสุราเลยดีกว่าหมดเรื่องหมดราว ด้านโอกิลวี่เชื่อเม็ดเงินไหลสู่ต่างประเทศ เชื่อผู้ประกอบการและเอเยนซี่ต้องหารูปแบบการทำตลาดแบบใหม่

จากกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขเตรียมออกประกาศกฎกระทรวงควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมงในทุกสื่อและทุกรูปแบบชนิดเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้บรรดาเอเยนซี่ที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นลูกค้า ต่างต้องปรับตัวกันวุ่นพร้อมกับการแสดงความเห็นในมุมมองต่างๆถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้

โอกิลวี่เชื่อเม็ดเงินไหลสู่ตปท.

นายกรณ์ เทพินทราภิรักษ์ เอ็กซ์เซ็คคิวทีฟ ครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยถึงประเด็นที่ภาครัฐเตรียมควบคุมสื่อโฆษณาสินค้าแอลกอฮอลล์ทุกช่องทางว่า เป็นวิธีการแก้ปัญหาของภาครัฐ ซึ่งตรงนี้ต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน เพราะอาจมีบางกลุ่มได้เปรียบหรือเสียเปรียบก็ได้ ทั้งนี้ในแง่ธุรกิจเชื่อว่ากระทบแน่ แต่ถ้าไม่อยากให้คนดื่มก็น่าจะงดขายสินค้าเลยดีกว่าหรือไม่

ขณะที่แนวทางการไขปัญหาในระยะยาวตรงนี้มองว่าควรให้การศึกษากับคนให้มากๆ เพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่ที่มีการศึกษาไม่มากพอเวลามีปัญหาขึ้นมาก็จะดื่มเหล้า เป็นต้น

ในส่วนของบริษัทโอกิลวี่ฯอาจได้รับผลกระทบบ้างหากมาตรการของภาครัฐประกาศออกมา โดยยอดรายได้อาจจะหายไปจากลูกค้าที่มีอยู่ ได้แก่ เบียร์สิงห์ของบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และเหล้าจากต่างประเทศ 1-2 ราย เช่น สก็อตวิสกี้เดวาร์และยังทำให้บาร์คาดี้บ้างในบางครั้ง ทั้งนี้หากนโยบายคุมเข้มสินค้าแอลกอฮอลล์จริงในเชิงธุรกิจผู้ประกอบการก็ต้องพยายามหาแง่มุมและรูปแบบการทำตลาดแบบใหม่ อาทิ การใช้ชื่อบริษัทเป็นชื่อเดียวกับสินค้า เป็นต้น

นอกจากนี้ต้องรอดูรายละเอียดของการห้ามของภาครัฐด้วยว่าจะควบคุมมากน้อยอย่างไร แต่เท่าที่ดูน่าจะห้ามเฉพาะในประเทศ ขณะที่ต่างประเทศไม่ได้ห้าม ตรงนี้จะทำให้ผู้ประกอบการสินค้าจะหันไปทำตลาดและใช้เม็ดเงินในต่างประเทศ เช่น กรณีเบียร์ช้างเป็นสปอนเซอร์ที่เสื้อให้ทีมฟุตบอลเอฟเวอร์ตันจากอังกฤษ

ครีเอทีพจูซ\จีวันยอดขายหาย5-10%

นายพงษ์สุรี อาศนะเสน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครีเอทีฟ จูซ\จีวัน เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯมีลูกค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์อยู่ 2 ราย คือ สปาย ไวน์คูลเลอร์ และเบียร์สิงห์ ซึ่งดูแลในแง่คอร์ปอเรตหรือองค์กร ส่วนตัวสินค้าสลับเอเยนซี่กันไปแล้วแต่สินค้า ซึ่งหากภาครัฐออกกฎควบคุมการโฆษณาของสินค้าแอลกอฮอลล์ตรงนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อบริษัทฯบ้างในส่วนยอดรายได้ที่คาดว่าจะหายไป 5-10% จากยอดรายได้รวม

ทั้งนี้ลูกค้า 2 รายนี้ถือว่าเป็นรายหลักและมียอดรายได้ติดท็อปเทน(Top 10) ตรงนี้มองว่าบุญรอดริวเวอรี่ ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์สิงห์อาจได้รับผลกระทบมากหน่อยในการทำตลาด ส่วนสปาย ไวน์คูลเลอร์ช่วงที่ผ่านมาจะเน้นทำสื่อบีโลว์ เดอะ ไลน์เป็นหลัก นอกจากนี้ยังมองว่าสินค้าแอลกอฮอลล์ที่เป็นแบรนด์ต่างประเทศจะมีความได้เปรียบมากกว่าแบรนด์ไทยในสภาวะการแข่งขันไม่เสรี100%

“ในฐานะเอเยนซี่มองว่าการทำงานต่อไปไม่ใช่แค่คิดด้านครีเอทีฟเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมี Strategic Planner หรือผู้วางแผนกลยุทธ์เข้ามาช่วยคิด รวมถึงต้องคิดไอเดียใหม่ๆให้แก่ลูกค้าด้วย อย่างไรก็ตามก็ต้องรอดูนโยบายของภาครัฐอีกทีก่อนว่าจะมีความชัดเจนแค่ไหน ซึ่งไม่ว่าจะออกมาอย่างไรในฐานะเอเยนซี่ก็ต้องทำตามกฎของรัฐบาลอยู่แล้ว” นายพงษ์สุรีกล่าว

บีบีดีโอชี้ควรแก้ที่ต้นเหตุที่ระบบกศ.

นายเดชา ตั้งปณิธานสุข ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บีบีดีโอ กรุงเทพ จำกัด เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวไม่กระทบต่อภาพรวมของบริษัทฯมากนัก เพราะปัจจุบันบริษัทฯมีลูกค้ากลุ่มสินค้าแอลกอฮอลล์ 1 ราย คือ ชีวาส รีกัล ซึ่งที่ผ่านมาการทำตลาดก็เน้นทางสื่ออโบฟ เดอะ ไลน์เป็นหลัก แต่ตรงนี้ต้องรอดูความชัดเจนของกฎหมายก่อนว่าจะครอบคลุมอีเวนต์ต่างๆหรือไม่ เท่าที่อ่านข่าวผ่านสื่อต่างๆจะเห็นได้ว่าการทำตลาดผ่านเบียร์การ์เด้นยังก้ำกึ่งอยู่ ไม่ชัดเจน ส่วนในร้านแบบปิดหรือผับบาร์ยังทำได้อยู่ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องรอนโยบายประกาศออกมาก่อน

“ตรงนี้ผลกระทบเชื่อว่ามีอยู่แล้ว โดยคนที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากก็จะได้เปรียบ หรือบริษัทที่มีฐานลูกค้ามากก็ได้เปรียบ ส่วนแบรนด์ใหม่หรือแบรนด์ไทยที่เป็นแบรนด์เล็กๆมองว่าจะเกิดในตลาดได้ยาก ขณะที่แบรนด์ที่มาจากต่างประเทศจะมีความได้เปรียบกว่าแบรนด์ไทย เพราะว่ามีการสื่อสารผ่านโลกสื่อที่เสรีและเปิดกว้างมากกว่า เช่น สื่อดิจิตอล,เมล์และเว็บไซต์ เป็นต้น”

อย่างไรก็ตามในฐานะเอเยนซี่ก็เห็นด้วยกับมาตรการของภาครัฐ แต่ต้องมองในมุมกว้างด้วยว่าหากมีแล้วจะมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร ในความเห็นมองว่าน่าจะแก้ไขส่วนอื่นๆที่เป็นต้นเหตุ อาทิ ระดับการศึกษาของคน,บ้าน,ชุมชน และครอบครัวว่ามีการดูแลหรือรณรงค์ได้มากน้อยแค่ไหน

วาย แอนด์ อาร์ชี้กระทบตลาดรวมโฆษณา 1%

นายสรณ์ จงศรีจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วาย แอนด์ อาร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ลูกค้าแอลกอฮอล์ของบริษัทฯมี 1 ราย ได้แก่ สินค้าวิสกี้เบนมอร์ของบริษัทดิเอจิโอ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท ริชมอนเด้ (บางกอก) จำกัด โดยบริษัทฯเป็นแบรนด์เอเยนซี่หรือบริหารดูแลแบรนด์ให้ ส่วนการทำสื่อโฆษณาสินค้าตรงนี้ผ่านสื่อทำอะไรมากไม่ได้ ดังนั้นหากทางภาครัฐประกาศมาตรการควบคุมสินค้าแอลกอฮอล์ออกมาก็เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อยอดรายได้ของบริษัทฯเล็กน้อยหรือแทบไม่มีผลเลย เพราะบริษัทฯมีลูกค้าอยู่หลายราย กระจายในหลายสินค้า

ส่วนผลกระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณามองว่ากระทบเพียง 1% หรือเม็ดเงินหายไปกว่า 1 พันล้านบาท จากมูลค่าตลาดรวมโฆษณาที่มีประมาณ 9หมื่น-1แสนล้านบาท นอกจากนี้หากมองในแง่ผลกระทบต่อการว่าจ้างงานของธุรกิจเหล้าและเบียร์ก็จะพบว่าอาจทำให้คนกลุ่มดังกล่าวนี้ตกงานและต้องดิ้นรนพยายามหางานใหม่


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.